คุณชายตัวร้ายกับยัยคนดื้อของเขา•ตอนที่ 26

แยกกันอยู่สักพัก

ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
เสียงปิดกระเป๋าเดินทางใบโตดังขึ้น สะท้อนก้องไปทั่วห้องนอนกว้างขวางที่เคยอัดแน่นไปด้วยความทรงจำและรอยแผลเป็นทางความรู้สึกตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มันไม่ใช่เสียงที่ดังนัก แต่ในความเงียบงันยามค่ำคืนนี้ มันกลับบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนที่ยืนขวางประตูอยู่ราวกับเสียงอสุนีบาต “คุณจะไปไหน” น้ำเสียงของคินน์แหบพร่าและเย็นเยียบจนน่ากลัว ดวงตาคมกราบกวาดมองร่างบางที่กำลังยืนอยู่หน้ากระเป๋าเดินทางสีเข้มด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพายุคลั่ง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาขวางทางออกไว้ รัศมีคุกคามรอบตัวแผ่ซ่านจนอากาศภายในห้องแทบจะเบาบางลง รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงความเหนื่อยล้าและดื้อรั้นที่ฉายชัด เธอยกมือขึ้นกอดอก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยตามนิสัยที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่าย ๆ แม้หัวใจข้างในจะกำลังสั่นไหวรุนแรงเพียงใดก็ตาม “ฉันคิดว่าฉันพูดชัดเจนแล้วนะคุณคินน์” รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยในพยางค์สุดท้าย “เราควรแยกกันอยู่สักพัก… ในเมื่ออยู่ร่วมกันแล้วมีแต่จะพังกันไปข้าง แบบนี้มันน่าจะดีกับเราทั้งคู่มากกว่า” “แยกกันอยู่?” คินน์ทวนคำ ราวกับคำศัพท์นี้เป็นภาษาต่างดาวที่ยากจะทำความเข้าใจ มุมปากของเขาหยักยิ้มเยาะด้วยความขมขื่น ทว่าแววตากลับวับวามด้วยโทสะที่พยายามสะกดกลั้นไว้ “คุณคิดว่าชีวิตแต่งงาน… หรือการใช้ชีวิตร่วมกัน มันเป็นของเล่นที่จะนึกอยากเดินออกไปเมื่อไหร่ก็ได้งั้นเหรอ รินรดา!” “มันไม่ใช่ของเล่นค่ะ… อ้อ ขอโทษที ฉันติดปากพูดผิดไปหน่อย” เธอยักไหล่ฝืนยิ้มเยาะ “มันคือ ‘การหลุดพ้น’ ต่างหากล่ะคุณ” คำพูดนั้นเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดผึ่ง คินน์พุ่งเข้าประชิดตัวรินรดาด้วยความเร็วที่เธอตั้งตัวไม่ทัน มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อแขนเรียวแล้วดึงเข้ามาประชิดตัว แรงปะทะทำให้ลมหายใจของทั้งคู่ปะทะกัน ความใกล้ชิดที่คุ้นเคยกลับสร้างความปั่นป่วนในท้องจนรินรดาต้องกะพริบตาถี่เพื่อตั้งสติ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยเข้าแตะจมูก คินน์ก้มลงมองเธอ ระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบ ดวงตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความดื้อรั้น ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตาที่สั่นไหวของเธอ “ปากเก่งนักนะ…” คินน์กระซิบชิดริมฝีปาก เสียงของเขาต่ำพร่า เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่ผสมปนเประหว่างความโกรธและความเจ็บปวด “คิดว่าหอบกระเป๋าออกไปแล้วจะสะบัดฉันหลุดจริง ๆ เหรอ หืม?” “ปล่อยฉันนะคุณคินน์!” รินรดาพยายามบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม แต่ยิ่งเธอขัดขืน อ้อมแขนแกร่งที่สวมกอดเอวเธอไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ยิ่งรัดแน่นขึ้น ราวกับต้องการหลอมรวมเธอให้จมหายไปกับร่างของเขา “อย่ามาทำรุ่มร่ามกับฉันนะ เราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว!” “ไม่ได้เป็นอะไรกัน?” คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความคลั่งรักที่ถูกบิดเบือนจนกลายเป็นความดุดัน “ทะเบียนสมรสในตู้เซฟยังไม่ทันแห้งดี คุณกล้าพูดคำนี้ออกมาได้ยังไง รินรดา คุณเป็นเมียผม! จำใส่สมองเอาไว้!” “เมียที่ไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาคุณน่ะเหรอ!” รินรดาระเบิดอารมณ์ออกมาบ้าง หยาดน้ำตาใสคลอหน่วยที่หน่วยตาแต่เธอปฏิเสธที่จะปล่อยให้มันไหลลงมาประจานความอ่อนแอ “คุณมีแต่ความระแวง มีแต่คำพูดร้าย ๆ คอยทิ่มแทงฉัน… ฉันเหนื่อยคุณคินน์ ฉันเหนื่อยจนไม่อยากทนอยู่ตรงนี้อีกต่อไปแล้ว ปล่อยฉันเถอะนะ ปล่อยให้ฉันได้หายใจบ้าง” ประโยคสุดท้ายของเธอหลุดออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แฝงไปด้วยความร้าวรานที่ทำเอาคินน์ชะงักไปชั่วขณะ แรงบีบที่ข้อแขนคลายลงโดยอัตโนมัติ ความแข็งกร้าวในแววตาของชายหนุ่มสั่นคลอนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นร่องรอยความแตกสลายบนใบหน้าสวย ทว่า ความอีโก้จัดและนิสัยปากแข็งที่ไม่ยอมแพ้ใคร ทำให้คินน์เลือกที่จะปกปิดความอ่อนแอของตัวเองไว้ด้วยการนิ่งเงียบ… ความเงียบที่สร้างบาดแผลให้ทั้งสองฝ่ายลึกยิ่งขึ้นไปอีก รินรดาเห็นเขาเงียบไป เธอก็ถือโอกาสนั้นบิดแขนหลุดจากการจับกุม ถอยหลังกรูดไปสามก้าว รีบคว้ากระเป๋าเดินทางใบโตขึ้นมาถือไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง เธอมองหน้าสามีในนามเป็นครั้งสุดท้าย หัวใจปวดแปลบจนแทบหายใจไม่ออก แต่เธอก็ต้องใจแข็งก้าวเดินผ่านเขาไป “ลาก่อนนะคะ… คุณคินน์” เสียงลากกระเป๋าเดินทางไปตามพื้นปาร์เกต์ดังขึ้นเป็นจังหวะหัวใจที่ค่อย ๆ  แตกสลาย คินน์ยืนนิ่งเป็นหินทอดสายตามองแผ่นหลังบางที่กำลังเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกบางอย่างกำลังกรีดร้องอยู่ในอก บอกให้เขารั้งเธอไว้ บอกให้พูดคำว่า ‘ขอโทษ’ หรือ ‘อย่าไป’ ออกมาสักคำ แต่ทิฐิที่ค้ำคออยู่ยาวนานทำให้ริมฝีปากหนาเม้มแน่นเป็นเส้นตรง เขายังคงยืนกอดอกนิ่งราวกับรูปปั้น จนกระทั่งเสียงประตูปิดลงดัง *‘คลิก’* ความเงียบงันกลับมาครอบครองห้องกว้างอีกครั้ง มันเงียบสนิท… และเหน็บหนาวเสียจนหัวใจชาดิก คินน์หลับตาลงช้า ๆ ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ที่รินรดามักจะนั่งขดตัวอ่านหนังสือเป็นประจำ มือหนายกขึ้นกุมขมับเมื่อความรู้สึกเคว้งคว้างเข้าโจมตีอย่างรุนแรง เขาไม่เคยคิดเลยว่าการไม่มีผู้หญิงปากเก่งคนนั้นอยู่ในบ้าน จะทำให้พื้นที่สี่เหลี่ยมแห่งนี้มันกว้างใหญ่และอ้างว้างได้ถึงเพียงนี้ *ติ๊ด! เสียงปลดล็อกประตูห้องชุดดังขึ้นเบา ๆ* คินน์ขมวดคิ้วมุ่นทันทีด้วยความแปลกใจ รินรดาลืมของอย่างนั้นเหรอ? หรือเธอเปลี่ยนใจกลับมาแล้ว? หัวใจที่ห่อเหี่ยวเมื่อครู่พลันกระตุกวูบด้วยความหวังที่จุดประกายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้ายาว ๆ ไปที่ห้องโถงหน้าประตูด้วยความเร็วที่เจ้าตัวก็ไม่ทันสังเกต “ริน…” คำพูดทั้งหมดกลืนหายลงไปในลำคอทันที เมื่อบานประตูเปิดออกเผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มอีกคนกำลังยืนยิ้มละไมอยู่ตรงนั้น… ธันวา เพื่อนสนิทที่รินรดามักจะใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นความหึงหวงของเขาอยู่เสมอ ธันวากวาดสายตามองสภาพของคินน์ที่ดูยับเยินไม่เป็นท่า ก่อนจะยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เป็นมิตรแต่แฝงความท้าทายไว้อย่างชัดเจน “ขอโทษที่มาดึกนะครับคุณคินน์…” ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแววตากลับคมกริบ “พอดีรินรดาโทรหาผม บอกว่ากระเป๋าเดินทางมันหนักเกินกว่าจะลากคนเดียวไหว… ผมเลยอาสามา ‘รับเธอกลับบ้าน’ ของเราครับ” สิ้นคำพูดนั้น รินรดาก็เดินตามหลังธันวาเข้ามาในห้อง สีหน้าของเธอเรียบเฉยแต่หลบสายตาคมกริบของคินน์ที่กำลังลุกโชนไปด้วยไฟโทสะและสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งอย่างสมบูรณ์แบบ ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความสัมพันธ์ที่ทั้งร้อนแรงและเปราะบางของเขาทั้งคู่ในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายตัวร้ายกับยัยคนดื้อของเขา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%