เสียงหอบหายใจของเด็กฝึกงานคนนั้นยังดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท ทว่าสิ่งที่มีน้ำหนักมากกว่ากลับเป็นประกายในแววตาของรินรดา—แววตาที่ไม่ได้มองมาที่ผม แต่มันกำลังฉายความกังวลระคนห่วงใยให้กับ 'ธันวา' ผู้ชายอีกคนที่ยืนอยู่เคียงข้างเธอในยามวิกฤตเช่นนี้
ภาพนั้นบาดลึกเข้าไปในอกซ้ายของผมอย่างเงียบเชเชียบ
"ริน จะไปไหน" ผมเอ่ยถาม น้ำเสียงของตัวเองราบเรียบเย็นชาจนน่ารังเกียจ ทั้งที่ข้างในมันกำลังแผดเผาด้วยความหึงหวงบ้าคลั่ง
รินรดาชะงักฝีเท้า หันกลับมามองด้วยดวงตากลมโตที่รั้นระคนเหนื่อยล้า เธอยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน "ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องมาใส่ใจนี่คะ คุณคินน์... อ้อ ลืมไป สำหรับคุณ ฉันมันก็แค่ลูกหนี้ที่ต้องคอยตามใช้หนี้ หรือไม่ก็ตัวน่ารำคาญที่คอยขวางหูขวางตาคุณอยู่แล้ว"
คำพูดนั้น... คมกริบยิ่งกว่าใบมีด
ผมขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นเป็นริ้ว ความโกรธากลบเกลื่อนความเจ็บปวดที่ตีตื้นขึ้นมาในอก "รู้ตัวก็ดี งั้นก็จำไว้ให้ขึ้นใจว่าอย่าทำตัวเป็นภาระให้มันมากนัก!"
"ครับ คุณคินน์พูดถูกทุกอย่าง" รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ แต่แววตาสั่นระริกไหววูบราวกับแก้วที่กำลังจะแตกสลาย "ฉันมันก็แค่ภาระ... งั้นก็เชิญคุณอยู่กับความเย่อหยิ่งและโลกส่วนตัวที่สมบูรณ์แบบของคุณต่อไปเถอะค่ะ"
พูดจบเธอก็หันหลังก้าวเดินออกไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะชายตามองผมอีก ธันวาเพื่อนสนิทของเธอเหลือบสายตาคมปลาบมามองผมชั่วขณะหนึ่ง เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำเตือนและคำท้าทาย ก่อนที่เขาจะรีบสาวเท้าก้าวตามรินรดาไปติดๆ
ปัง!
ประตูห้องทำงานถูกปิดลงด้วยแรงอารมณ์ ทิ้งให้ผมนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจจนแทบแหลกสลาย
ให้ตายสิ คินน์ แกมันปากเสียชะמד!
ผมยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ อย่างหัวเสีย เดินไปกระชากแจกันดอกไม้บนโต๊ะทำงานจนล้มคว่ำ น้ำใสๆ และกลีบกุหลาบกระจายเกลื่อนพื้น ร่างสูงใหญ่ทรุดตัวลงพิงขอบหน้าต่างกระจกใส มองลงไปยังเบื้องล่างที่รถยนต์คันเล็กของธันวาเคลื่อนตัวออกไปจากลานจอดรถอย่างรวดเร็ว
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมพยายามปกป้องเธอด้วยวิธีบิดเบี้ยวเหล่านี้ ปากร้ายใส่ ผลักไส และทำเป็นไม่สนใจ เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าผู้หญิงดื้อรั้นคนนี้มีอิทธิพลต่อหัวใจผมมากแค่ไหน แต่สุดท้าย... ภาพที่ผมเห็นเธอกลับเลือกหันไปพึ่งพาผู้ชายคนอื่น กลับทำให้ผมกลายเป็นคนโง่เง่าที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีบรรยากาศยามเย็นก็ถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดของราตรีกาล โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานส่งเสียงแผ่วเบาติดต่อกันหลายครั้ง ผมไม่ได้สนใจมัน จนกระทั่งหน้าจอแสดงชื่อของเลขาคนสนิทที่โทรเข้ามาด้วยน้ำเสียงร้อนรน
"คุณคินน์ครับ! แย่แล้วครับ... เกิดเรื่องใหญ่ที่ไซต์งานโครงการใหม่..."
ผมขมวดคิ้ว "มีอะไร พูดมาให้เคลียร์"
"คุณรินรดา... กับคุณธันวา ไปตรวจสอบปัญหาโครงสร้างที่กำลังมีปัญหา แล้วตอนนี้... โกดังเก็บวัสดุด้านหลังเกิดถล่มลงมาบางส่วนเนื่องจากดินทรุดตัวครับ ตอนนี้ติดต่อทั้งคู่ไม่ได้เลยครับ!"
ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระบาล ร่างกายของผมแข็งทื่อ หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ โลกทั้งใบคล้ายจะพังทลายลงมาตรงหน้า
ภาพรอยยิ้มเย้ยหยันและแววตาดื้อรั้นเมื่อช่วงบ่ายย้อนกลับเข้ามาในหัว ซ้ำรอยด้วยคำพูดทำร้ายจิตใจที่ผมเพิ่งพ่นใส่เธอไปหมาดๆ
ถ้าเธอเป็นอะไรไป... ถ้าผมไม่มีโอกาสได้พูดคำว่าขอโทษ...
ผมไม่รอให้เลขาพูดจบ คว้ากุญแจรถยนต์คู่ใจแล้วพุ่งตัวออกจากห้องทำงานด้วยความเร็วสูงสุด ลืมสิ้นซึ่งมาดนักธุรกิจผู้เย่อหยิ่ง เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังสติหลุดเพราะกลัวว่าจะสูญเสียคนที่รักที่สุดไปตลอดกาล
รถสปอร์ตคันหรูพุ่งทะยานฝ่าสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างบ้าคลั่ง มุ่งหน้าสู่ไซต์งานชานเมืองในยามค่ำคืน
เหยียบคันเร่งจนมิดไมล์ พร้อมๆ กับเสียงหัวใจที่เต้นรัวระรัวด้วยความหวาดกลัว... *รินรดา... ได้โปรดรอผมก่อน*
เสียงเบรกดังเอี๊ยดสนั่นหวั่นไหวเมื่อรถเลี้ยวเข้ามาจอดสนิทหน้ากองซากปรักหักพังของโกดังที่พังถล่ม ไฟฉุกเฉินและแสงไฟจากรถกู้ภัยสาดส่องระเกะระระกะ ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายของเจ้าหน้าที่ที่กำลังเร่งค้นหาผู้ติดค้างอยู่ด้านใน
ผมก้าวลงจากรถโดยไม่สนใจร่มหรือสายฝนที่กระหน่ำซัดร่าง สูทราคาแพงเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนและโคลนตม แต่ความหนาวเหน็บภายนอกเทียบไม่ได้เลยกับความเย็นเยือกในอก
"คุณคินน์ครับ! ตรงนี้อันตรายมากครับ เจ้าหน้าที่กำลัง..." เสียงตะโกนห้ามของลูกน้องถูกผมปัดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ผมก้าวย่างเข้าไปยังโซนอันตรายที่กั้นไว้ด้วยเทปสีเหลือง ดว่งตาคมกวาดมองหาแผ่นหลังเล็กๆ หรือร่างที่คุ้นเคยท่ามกลางซากเหล็กและคอนกรีต
"ริน! รินรดา!" ผมตะโกนเรียกชื่อเธอสุดเสียง เสียงแหบพร่าและสั่นเครือจนแทบจำเสียงตัวเองไม่ได้
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวและเสียงหยดน้ำฝนกระทบแผ่นสังกะสี
ผมกัดฟันกรอด ก้าวเข้าไปใกล้ซากปรักหักพังยิ่งขึ้น มือหนาพยายามคุ้ยเขี่ยเศษอิฐและท่อนไม้ที่กีดขวางทางเดินอย่างไม่คิดชีวิต ความเจ็บที่ปลายนิ้วแทบไม่ระคายผิวเมื่อเทียบกับความร้อนรุ่มในอก
"คุณคินน์คะ! ระวังข้างบน!"
เสียงตะโกนเตือนด้วยความตกใจของใครบางคนดังขึ้นพร้อมกับเสียงลั่นเอี๊ยดออดยอดโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ที่ยังคงค้างอยู่เหนือศีรษะ มันกำลังขยับตัวและพร้อมจะร่วงหล่นลงมาทับร่างผมได้ทุกเมื่อ
ผมเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ... ทว่ายังไม่ทันได้ขยับหนีไปไหน แสงไฟฉายสว่างวาบจากมุมมืดของซากซอกตึกฝั่งตรงข้ามก็สาดเข้าตา พร้อมกับเสียงหอบหายใจแผ่วเบาที่ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท
"หยุดนะ... อย่าเข้ามาใกล้กว่านี้อีก!"
ร่างที่เปียกปอนไปด้วยน้ำฝนและคราบเขม่าดินคือนั้น... รินรดานั่นเอง! เธอยืนพิงเสาปูนที่ร้าวรานอยู่ไม่ไกลนัก สีหน้าซีดเซียว เสื้อผ้าเนื้อบางมอมแมม และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือข้อเท้าของเธอมีคราบเลือดไหลซึมออกมาจนน่ากลัว ข้างๆ กันนั้นมีธันวานอนหมดสติอยู่ใต้ท่อนไม้ทับร่าง
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบไม่ใช่สภาพยับเยินของเธอ... หากแต่เป็นรอยยิ้มสมเพชเวทนาที่เธอส่งให้ผม พร้อมกับคำพูดประโยคเดียวที่ปักลึกลงกลางใจจนผมแทบสำลักลมหายใจตัวเอง
"คุณมาทำไมคะ... หรือว่ามาดูให้แน่ใจว่าฉันตายจริงรึเปล่า?"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความสัมพันธ์ที่ทั้งแซ่บและหน่วงหัวใจคู่นี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ! — ปราณธาตุเก้าสุริยัน
คุณชายตัวร้ายกับยัยคนดื้อของเขา•ตอนที่ 25
คำพูดทำร้ายจิตใจ
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายตัวร้ายกับยัยคนดื้อของเขา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!