คราบสกปรกบนเสื้อเชิ้ตแบรนด์ดังไม่ได้ทำให้คินน์รู้สึกระคายเคืองเท่ากับสายตาคู่คมที่กำลังมองเขาเหมือนตัวประหลาดในสวนสัตว์
"คุณว่างมากหรือไง ถึงได้มานั่งขัดพื้นห้องครัวให้ฉันตั้งแต่แปดโมงเช้า"
เสียงหวานติดจะห้วนเล็กน้อยดังขึ้นจากหน้าประตู รินรดากอดอกพิงกรอบประตูด้วยสีหน้าเรียบเฉย เส้นผมยาวรวบเป็นมغลวกๆ แต่กลับขับให้ดวงหน้าหวานดูรั้นและดื้อดึงขึ้นเป็นกอง ในมือถือแก้วกาแฟอุ่นๆ ที่ส่งควันกรุ่น เธอปรายตามองชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมในชุดสูทราคาแพงที่ตอนนี้ถอดเสื้อนอกพับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอก เข่าข้างหนึ่งยันพื้นกระเบื้อง ก้มหน้าก้มตาใช้แปรงขัดคราบฝังแน่นตรงซอกมุมเคาน์เตอร์ด้วยเหงื่อที่ซึมไรผม
คินน์ชะงักมือที่กำลังออกแรง เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง ดวงตาคมกริบฉายแววหงุดหงิดระคนตัดพ้อ แต่กระนั้นน้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็ยังคงความเย่อหยิ่งไว้ตามฟอร์ม
"ถ้าไม่ว่าง ผมคงไม่มานั่งหลังขดหลังแข็งขัดคราบน้ำมันเต้าหู้ยี้ฝังรากลึกนี่หรอก คุณรินรดา" เขาว่าพลางโยนแปรงในมือลงถังขยะ ยันกายลุกขึ้นเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งเดินตรงเข้าไปหาเธอทีละก้าวอย่างคุกคาม "แล้วนี่อะไร... กาแฟดำล้วนไม่ใส่น้ำตาล ตื่นมาก็ทำตัวเป็นคนเคร่งเครียดแต่เช้าเลยนะ"
"มันเรื่องของฉัน" รินรดาก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณเมื่อแผงอกกว้างเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นเหงื่อจางๆ "บ้านก็บ้านฉัน งานบ้านฉันจะทำตอนไหนมันก็สิทธิ์ของฉัน... แล้วก็นะ เลิกทำตัวเป็นพ่อคนที่สองสักทีคินน์ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันเคลียร์เรื่องโปรเจกต์กับทางบริษัทเองได้ คุณไม่ต้องมาทำเป็นไถ่โทษอะไรทั้งนั้น"
"ไถ่โทษ?" คินน์ทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอทุ้มต่ำดังขึ้นอย่างน่าหมั่นไส้ "คุณคิดว่าสิ่งที่ผมทำอยู่คือการไถ่โทษเหรอ ริน... ตื่นครับ คุณเข้าใจผิดมหันต์แล้ว"
ร่างสูงก้าวประชิดจนแผ่นหลังบางชนเข้ากับตู้เย็นด้านหลัง มือหนาวางทาบลงบนบานตู้เย็นทั้งสองข้าง กักตัวเธอไว้ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างเขากับความเย็นยะเยือก ดวงตาคู่คมจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโตที่เริ่มไหวระริก แม้ปากจะบอกว่าไม่กลัว แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรำไม่เป็นส่ำทุกครั้งที่เขาเข้ามาใกล้ในระยะประชิดแบบนี้
"แล้ว... แล้วคุณมาทำบ้าอะไรที่นี่เล่า!" เธอเสียง
"ผมมาทวงสิทธิ์" คินน์โน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกโด่งเกือบจะชนกับจมูกรั้น ลลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มใส "สิทธิ์ของคนที่อยากดูแลคุณ... ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อวาน คุณบล็อกเบอร์ผม ปิดมือถือหนี แถมยังให้ไอ้ธันวาโทรมาบอกผมว่า *'รินรดาไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคนใจร้ายอย่างคุณ'* รู้ไหมว่าประโยคนี้มันบาดหูผมขนาดไหน"
รินรดาเม้มปากแน่น หัวใจกระตุกวูบเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน ค่ำคืนที่โปรเจกต์สำคัญเกือบพังเพราะคู่แข่งทางการค้าเล่นตurnใต้ดิน เธอที่สะินทรุดและเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจเลือกที่จะถอยออกมาตั้งหลักคนเดียว โดยมีธันวาเพื่อนสนิทคอยซัพพอร์ต แต่เธอก็ไม่คิดว่าธันวาจะกล้าโทรไปต่อว่าคินน์ด้วยถ้อยคำรุนแรงแบบนั้น
"ธันวาพูดความจริง" เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอ เชิดหน้าขึ้นสู้สายตา "คุณมันใจร้ายคินน์ ตอนที่ฉันล้ม คุณเลือกที่จะยืนมองแล้วสอนหนังสือฉันด้วยทฤษฎีธุรกิจงี่เง่าพวกนั้น แทนที่จะยื่นมือเข้ามาช่วย... พอมันพัง คุณถึงเพิ่งวิ่งแจ้นเอาความสงสารมาประเคนให้ แบบนี้ไม่เรียกว่าไถ่โทษแล้วจะให้เรียกว่าอะไร!"
คำพูดเชือดเฉือนนั้นทำเอาคินน์ชะงัก แววตาคมกริบไหววูบไปชั่วขณะ ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจุกอก ยอมรับเลยว่าทิฐิและวิธีคิดแบบนักธุรกิจเลือดเย็นของเขาเกือบทำให้ผู้หญิงตรงหน้าหลุดมือไปจริงๆ ในวันที่เธอย่ำแย่ที่สุด เขากลับมัวแต่ฟอร์มจัด กลัวเสียฟอร์มที่จะวิ่งเข้าไปกอดปลอบ
คินน์ถอนหายใจยาว แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนที่หาดูได้ยาก มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่หลุด
รุ่ยลงมาทัดใบหูให้อย่างเบามือ สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำให้รินรดานิ่งค้าง เผลอหยุดหายใจไปชั่วขณะ
"ผมยอมรับว่าผมโง่..." เสียงทุ้มต่ำเอื้อnแผ่วเบา ชวนให้ใจสั่น "โง่ที่คิดว่าการปล่อยให้คุณล้มแล้วลุกขึ้นเองจะทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้น โดยไม่รู้เลยว่า... หัวใจผมมันเจ็บปวดแค่ไหนเวลาเห็นคุณร้องไห้เงียบๆ คนเดียว"
"คินน์..."
"ริน... อย่าผลักไสผมอีกเลยนะครับ" เขาก้มหน้าลงซบหน้าผากเข้ากับหน้าผากมน หลับตาลงรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของกันและกัน "ผมไม่ได้มาเพื่อไถ่โทษ แต่ผมมาเพราะผมอยู่ไม่ได้... ถ้าไม่มีคุณคอยมาเถียง มาทำหน้าดื้อใส่ผมในทุกๆ วันแบบนี้"
บรรยากาศในห้องครัวเงียบสงบลงทันตา เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวแข่งกัน รินรดารู้สึกเหมือนเกราะป้องกันที่สร้างมานานนับปีพังทลายลงในพริบตา ความดื้อรั้นที่มีมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในอกจนขอบตาร้อนผ่าว
มือเรียวที่เคยกำแน่นค่อยๆ คลายออก เอื้อมไปแตะที่ปลายแขนเสื้อเชิ้ตของเขาเบาๆ อย่างลังเล
"คนบ้า..." เธอพึมพำเสียงสั่นเครือ "ปากร้ายที่สุด... แล้วทำไมเพิ่งมาพูดตอนนี้เล่า"
คินน์ยิ้มมุมปาก นัยน์ตาพราวระยับด้วยประกายความสุข เขยิบเข้าไปใกล้จนแทบไม่มีช่องว่าง วงแขนแข็งแรงรวบเอวบางเข้าหาตัวตามสัญชาตญาณ รินรดาไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในอ้อมกอดอุ่นที่เธอโหยหามาตลอด
ริมฝีปากหยักหนากำลังจะก้มลงไปแตะกลีบปากนุ่มที่สั่นระริกเพื่อปิดปากคนปากแข็งให้หายดื้อ ทว่า...
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงกริ่งหน้าห้องพักดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำลายบรรยากาศสีชมพูละมุนลงในเสี้ยววินาที คินน์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่สบอารมณ์ สบถเบาๆ ในลำคอ ขณะที่รินรดาสดุ้งสุดตัว รีบดันอกแกร่งให้ออกห่าง
"ใครมาวะ..." คินน์พึมพำอย่างหงุดหงิด
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วเดินไปส่องตาแมวที่ประตู หน้าตาตื่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเงาร่างของคนที่ยืนอยู่ด้านนอก
"ตายละ... ธันวา!" เธออุทานเบาๆ หันมามองคินน์ที่เดินตามมาติดๆ ด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
คินน์แค่นEยิ้มหยันในลำคอทันทีเมื่อได้ยินชื่อนั้น มือหนาเอื้อมไปบิดลูกบิดประตูก่อนที่รินรดาจะทันห้าม แล้วกระชากประตูเปิดออกกว้างด้วยใบหน้าบึ้งตึง พร้อมรับมือกับศัตรูหัวใจ
ทว่า... ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่ใช่ธันวาเพื่อนสนิทอย่างที่เธอคิด
หญิงสาวร่างสูงระหงในชุดเดรสแบรนด์เนมราคาแพง ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่คุ้นเคยดีกำลังยืนคลี่ยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้คินน์ พร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบโตที่วางอยู่ข้างตัว
"เซอร์ไพรส์ค่ะคุณคินน์... พอดีแพทกลับมาจากต่างประเทศเร็วกว่ากำหนด เลยรีบมาหาคุณที่นี่ไงคะ"
คินน์หน้าถอดสี ร่างสูงชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น ขณะที่รินรดาซึ่งยืนอยู่ด้านหลังค่อยๆ หุบยิ้มลง สายตาคมกวาดมองระหว่างหญิงสาวแปลกหน้ากับใบหน้าซีดเผือดของคินน์อย่างเย็นเยียบ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
ปราณธาตุเก้าสุริยัน
คุณชายตัวร้ายกับยัยคนดื้อของเขา•ตอนที่ 29
ความพยายามของคนปากแข็ง
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณชายตัวร้ายกับยัยคนดื้อของเขา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!