ศิษย์สายดื้อกับอาจารย์ผู้คุมกฎแห่งหอสมุดต้องห้าม•ตอนที่ 6

เสียงกระซิบจากชั้นวางหนังสือ

ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
น้ำหนักของรองเท้าบูทคู่หนักที่กระทบกับพื้นหินอ่อนเบื้องล่าง ไม่ได้สั่นคลอนความนิ่งสงบของอากาศภายในหอสมุดต้องห้ามลงแม้แต่น้อย หากแต่ความกดอากาศที่ลดต่ำลงอย่างกะทันหันจนทำให้เปลวไฟสีฟ้าในตะเกียงเวทมนตร์วูบไหวต่างหาก ที่กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยบางอย่าง เซเรสหดตัวลงแนบกับชั้นหนังสือโบราณความสูงสามเมตร กลิ่นอายของกระดาษเก่าและหมึกเวทมนตร์ที่เคยให้ความรู้สึกปลอดภัย กลับกลายเป็นกลิ่นอายอับชื้นคล้ายซากพืชเน่าเปื่อยในป่าลึก เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่มือข้างขวายังคงกำด้ามปากกาเวทมนตร์ไว้แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด "เด็กบ้าเอ้ย..." เสียงพึมพำของเอเลน่าที่ดังลอดมาจากความมืดของทางเดินปีกขวา ทำให้เซเรสหันไปมองตามสัญชาตญาณ แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ อาจารย์สาวผู้เยือกเย็นก็ยังคงรักษาท่าทีสง่างามไว้ได้ ทว่าเม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดขึ้นตามกรอบหน้าเรียวและสันจاوโด่งคม กลับเป็นหลักฐานชั้นดีว่าภัยคุกคามครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ตึก... ตึก... ตึก... เสียงฝีเท้าไม่ได้หยุดลง แต่มันกลับทวีความถี่และก้องกังวานขึ้นราวกับมีผู้บุกรุกไม่ได้มากันแค่คนเดียว เซเรสใช้ดวงตาเรียบนิ่งกวาดมองไปรอบตัว ระบบวิเคราะห์เวทมนตร์ภายในจิตสำนึกของเขาเริ่มทำงานอัตโนมัติ [ตรวจพบความผิดปกติของสนามพลังมานาในรัศมี 15 เมตร] [ความหนาแน่นของอนุภาคความมืดเพิ่มขึ้น 340%] [คำเตือน: โครงสร้างเขตอาคมของหอสมุดชั้นที่ 4 กำลังถูกบิดเบือนด้วยเวทมนตร์โบราณระดับสูง] "อาจารย์ครับ..." เซเรสกระซิบผ่านกระแสจิตอย่างระมัดระวังที่สุด เพื่อไม่ให้คลื่นเสียงรบกวนไปถึงผู้มาเยือน "ทางเดินฝั่งตะวันตกถูกปิดตายด้วยบาตรเวทสีเลือดเมื่อสามวินาทีที่แล้ว ทางเลือกเดียวของเราคือการถอยร่นไปที่ห้องเก็บตำราต้องห้ามชั้นในสุด" เอเลน่าชายตามองลูกศิษย์ตัวแสบที่ในยามปกติมักจะมีคำพูดกวนประสาทมาท้าทายเธอเสมอ ทว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ เซเรสกลับแสดงความสุขุมรอบคอบออกมาได้อย่างน่าประหลาดใจ "ถ้าเธอยังรอดออกไปจากที่นี่ได้... ฉันจะยอมอ่านรายงานของเธอแบบบรรทัดต่อบรรทัดเลยก็ได้ เซเรส" เอเลน่าเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง และชวนให้หัวใจของคนมองกระตุกวูบอย่างไม่มีเหตุผล "นั่นเป็นข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ลงจริงๆ ครับ" เซเรสตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นกัน แม้ในใจจะแอบคิดว่า *ถ้าผมรอดไปได้ รายงานเล่มนั้นคงหนาจนเอาไปใช้หนุนนอนแทนหมอนได้เลยทีเดียว* ทว่า บรรยากาศรอบตัวก็ไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ต่อล้อต่อเถียงกันอีกต่อไป *ครืดดดด—!* เสียงโลหะเสียดสีกันดังลั่นมาจากชั้นวางหนังสือตำราโบราณที่ตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า เซเรสเบิกตากว้างเมื่อสังเกตเห็นว่าสันหนังสือปกหนังสีดำนับร้อยเล่มกำลังขยับเขยื้อนด้วยตัวเอง ราวกับพวกมันมีชีวิต และกำลังกระซิบกระซาบถ้อยคำภาษาอารามโบราณที่มนุษย์ลืมเลือนไปแล้วออกมาพร้อมกัน *ฟรึ่บ! ฟรึ่บ! ฟรึ่บ!* กระดาษนับหมื่นแผ่นปลิวว่อนขึ้นไปในอากาศราวกับฝูงผีเสื้อรัตติกาลที่ตื่นจากจำศีล พวกมันหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นสีดำสนิท บดบังแสงสว่างจากตะเกียงเวทมนตร์จนหมดสิ้น หอสมุดต้องห้ามในยามนี้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นห้วงเหวลึกที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตให้หายลับไป เซเรสรีบยกมือขึ้นวาดอักขระเวทป้องกันรอบตัว ละอองแสงสีฟ้าอ่อนแผ่ขยายออกเป็นโล่ทรงกลมเพื่อคุ้มกันทั้งตนเองและอาจารย์สาว ทว่ากระดาษเหล่านั้นกลับไม่ยอมพุ่งเข้าโจมตีโดยตรง พวกมันกลับบินวนรอบตัวของทั้งคู่ด้วยความเร็วกلด ดั่งการร่ายรำพิธีกรรมบูชาบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว "ไม่ใช่เวทมนตร์โจมตี..." เอเลน่าเอ่ยขึ้น เสียงของเธอเยือกเย็นลงกว่าเดิมหลายเท่า ดวงตาสีไพลินคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด "นี่คือการส่งสาร... พวกมันกำลังพยายามสื่อสารบางอย่างกับเรา" "สื่อสารผ่านคำสาปและกระดาษโบราณเนี่ยนะรครับ?" เซเรสขมวดคิ้วแน่น สมองของเขาประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่ไหลทะลักเข้ามาในระบบวิเคราะห์ "ถ้าดูจากโครงสร้างของตัวอักษรบนกระดาษ... มันไม่ใช่ภาษาของยุคเรา แต่มันคือบันทึกเหตุการณ์เมื่อห้าร้อยปีก่อน สมัยที่ผู้ก่อตั้งหอสมุดแห่งนี้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย" กลางวงวนของกระดาษสีดำที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง อากาศเบื้องหน้าของพวกเขาก็ค่อยๆ บิดเบี้ยวเป็นรอยแยกสีม่วงเข้ม คล้ายกับรอยแผลเป็นบนผิวหนังที่ถูกกรีดด้วยของมีคม กลิ่นอายโบราณที่ทรงพลังกดทับลงมาบนบ่าของเซเรสจนเข่าแทบทรุดลงไปกองกับพื้น แรงกดดันนี้รุนแรงเสียจนทำให้เวทมนตร์โล่ป้องกันของเขาสั่นกระริกและมีรอยร้าวปรากฏขึ้น [คำเตือนระดับวิกฤต: ตรวจพบการเปิดประตูมิติที่ไม่รู้จัก] [พลังงานมานาภารกิจพุ่งทะยานสู่ระดับ SSS] [ระบบตรวจพบตัวตนปริศนาที่กำลังก้าวข้ามผ่านรอยแยกมิติ... บอสลับแห่งหอสมุดต้องห้ามกำลังตื่นจากการหลับใหล] เซเรสกัดฟันแน่น ฝืนต้านทานแรงกดดันมหาศาลด้วยการรวบรวมสติทั้งหมดที่มี เขายื่นมือซ้ายออกไปด้านหน้าเพื่อดึงตัวเอเลน่าให้ถอยมาหลบด้านหลังเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ แม้ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ เขาจะรู้ดีว่าอาจารย์สาวเก่งกาจกว่าตนเองหลายเท่า แต่สัญชาตญาณของสุภาพบุรุษก็ยังคงทำงานนำหน้าเหตุผลเสมอ รอยแยกสีม่วงเข้มขยายใหญ่ขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามต่ำที่ดังสะท้อนก้องมาจากอีกฟากฝั่ง ราวกับเสียงของสัตว์อสูรบรรพกาลที่ถูกจองจำมานานนับพันปี และในวินาทีที่แสงสว่างสีแดงฉานสาดส่องลอดออกมาจากรอยแยกนั้น เงาร่างของใครบางคน—หรือบางสิ่งบางอย่าง—ก็ก้าวเท้าเหยียบลงมาบนพื้นหินอ่อนของหอสมุด พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังชัดเจนข้างใบหูของเซเรส *"ยินดีต้อนรับ... กลับบ้านนะ ผู้สืบทอดแห่งพันธสัญญา..."* หวังว่าบทนี้จะช่วยเติมเต็มความสนุกและสร้างความตื่นเต้นให้กับการเดินทางของเซเรสและอาจารย์เอเลน่าในหอสมุดต้องห้ามได้เป็นอย่างดีนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไป ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามผลงานของผมเสมอมาครับ
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สายดื้อกับอาจารย์ผู้คุมกฎแห่งหอสมุดต้องห้าม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%