น้ำหนักของรองเท้าบูทคู่หนักที่กระทบกับพื้นหินอ่อนเบื้องล่าง ไม่ได้สั่นคลอนความนิ่งสงบของอากาศภายในหอสมุดต้องห้ามลงแม้แต่น้อย หากแต่ความกดอากาศที่ลดต่ำลงอย่างกะทันหันจนทำให้เปลวไฟสีฟ้าในตะเกียงเวทมนตร์วูบไหวต่างหาก ที่กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยบางอย่าง
เซเรสหดตัวลงแนบกับชั้นหนังสือโบราณความสูงสามเมตร กลิ่นอายของกระดาษเก่าและหมึกเวทมนตร์ที่เคยให้ความรู้สึกปลอดภัย กลับกลายเป็นกลิ่นอายอับชื้นคล้ายซากพืชเน่าเปื่อยในป่าลึก เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่มือข้างขวายังคงกำด้ามปากกาเวทมนตร์ไว้แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด
"เด็กบ้าเอ้ย..."
เสียงพึมพำของเอเลน่าที่ดังลอดมาจากความมืดของทางเดินปีกขวา ทำให้เซเรสหันไปมองตามสัญชาตญาณ แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ อาจารย์สาวผู้เยือกเย็นก็ยังคงรักษาท่าทีสง่างามไว้ได้ ทว่าเม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดขึ้นตามกรอบหน้าเรียวและสันจاوโด่งคม กลับเป็นหลักฐานชั้นดีว่าภัยคุกคามครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าไม่ได้หยุดลง แต่มันกลับทวีความถี่และก้องกังวานขึ้นราวกับมีผู้บุกรุกไม่ได้มากันแค่คนเดียว เซเรสใช้ดวงตาเรียบนิ่งกวาดมองไปรอบตัว ระบบวิเคราะห์เวทมนตร์ภายในจิตสำนึกของเขาเริ่มทำงานอัตโนมัติ
[ตรวจพบความผิดปกติของสนามพลังมานาในรัศมี 15 เมตร]
[ความหนาแน่นของอนุภาคความมืดเพิ่มขึ้น 340%]
[คำเตือน: โครงสร้างเขตอาคมของหอสมุดชั้นที่ 4 กำลังถูกบิดเบือนด้วยเวทมนตร์โบราณระดับสูง]
"อาจารย์ครับ..." เซเรสกระซิบผ่านกระแสจิตอย่างระมัดระวังที่สุด เพื่อไม่ให้คลื่นเสียงรบกวนไปถึงผู้มาเยือน "ทางเดินฝั่งตะวันตกถูกปิดตายด้วยบาตรเวทสีเลือดเมื่อสามวินาทีที่แล้ว ทางเลือกเดียวของเราคือการถอยร่นไปที่ห้องเก็บตำราต้องห้ามชั้นในสุด"
เอเลน่าชายตามองลูกศิษย์ตัวแสบที่ในยามปกติมักจะมีคำพูดกวนประสาทมาท้าทายเธอเสมอ ทว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ เซเรสกลับแสดงความสุขุมรอบคอบออกมาได้อย่างน่าประหลาดใจ
"ถ้าเธอยังรอดออกไปจากที่นี่ได้... ฉันจะยอมอ่านรายงานของเธอแบบบรรทัดต่อบรรทัดเลยก็ได้ เซเรส" เอเลน่าเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง และชวนให้หัวใจของคนมองกระตุกวูบอย่างไม่มีเหตุผล
"นั่นเป็นข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ลงจริงๆ ครับ" เซเรสตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นกัน แม้ในใจจะแอบคิดว่า *ถ้าผมรอดไปได้ รายงานเล่มนั้นคงหนาจนเอาไปใช้หนุนนอนแทนหมอนได้เลยทีเดียว*
ทว่า บรรยากาศรอบตัวก็ไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ต่อล้อต่อเถียงกันอีกต่อไป
*ครืดดดด—!*
เสียงโลหะเสียดสีกันดังลั่นมาจากชั้นวางหนังสือตำราโบราณที่ตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหน้า เซเรสเบิกตากว้างเมื่อสังเกตเห็นว่าสันหนังสือปกหนังสีดำนับร้อยเล่มกำลังขยับเขยื้อนด้วยตัวเอง ราวกับพวกมันมีชีวิต และกำลังกระซิบกระซาบถ้อยคำภาษาอารามโบราณที่มนุษย์ลืมเลือนไปแล้วออกมาพร้อมกัน
*ฟรึ่บ! ฟรึ่บ! ฟรึ่บ!*
กระดาษนับหมื่นแผ่นปลิวว่อนขึ้นไปในอากาศราวกับฝูงผีเสื้อรัตติกาลที่ตื่นจากจำศีล พวกมันหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นสีดำสนิท บดบังแสงสว่างจากตะเกียงเวทมนตร์จนหมดสิ้น หอสมุดต้องห้ามในยามนี้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นห้วงเหวลึกที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตให้หายลับไป
เซเรสรีบยกมือขึ้นวาดอักขระเวทป้องกันรอบตัว ละอองแสงสีฟ้าอ่อนแผ่ขยายออกเป็นโล่ทรงกลมเพื่อคุ้มกันทั้งตนเองและอาจารย์สาว ทว่ากระดาษเหล่านั้นกลับไม่ยอมพุ่งเข้าโจมตีโดยตรง พวกมันกลับบินวนรอบตัวของทั้งคู่ด้วยความเร็วกلด ดั่งการร่ายรำพิธีกรรมบูชาบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว
"ไม่ใช่เวทมนตร์โจมตี..." เอเลน่าเอ่ยขึ้น เสียงของเธอเยือกเย็นลงกว่าเดิมหลายเท่า ดวงตาสีไพลินคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด "นี่คือการส่งสาร... พวกมันกำลังพยายามสื่อสารบางอย่างกับเรา"
"สื่อสารผ่านคำสาปและกระดาษโบราณเนี่ยนะรครับ?" เซเรสขมวดคิ้วแน่น สมองของเขาประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่ไหลทะลักเข้ามาในระบบวิเคราะห์ "ถ้าดูจากโครงสร้างของตัวอักษรบนกระดาษ... มันไม่ใช่ภาษาของยุคเรา แต่มันคือบันทึกเหตุการณ์เมื่อห้าร้อยปีก่อน สมัยที่ผู้ก่อตั้งหอสมุดแห่งนี้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย"
กลางวงวนของกระดาษสีดำที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง อากาศเบื้องหน้าของพวกเขาก็ค่อยๆ บิดเบี้ยวเป็นรอยแยกสีม่วงเข้ม คล้ายกับรอยแผลเป็นบนผิวหนังที่ถูกกรีดด้วยของมีคม กลิ่นอายโบราณที่ทรงพลังกดทับลงมาบนบ่าของเซเรสจนเข่าแทบทรุดลงไปกองกับพื้น แรงกดดันนี้รุนแรงเสียจนทำให้เวทมนตร์โล่ป้องกันของเขาสั่นกระริกและมีรอยร้าวปรากฏขึ้น
[คำเตือนระดับวิกฤต: ตรวจพบการเปิดประตูมิติที่ไม่รู้จัก]
[พลังงานมานาภารกิจพุ่งทะยานสู่ระดับ SSS]
[ระบบตรวจพบตัวตนปริศนาที่กำลังก้าวข้ามผ่านรอยแยกมิติ... บอสลับแห่งหอสมุดต้องห้ามกำลังตื่นจากการหลับใหล]
เซเรสกัดฟันแน่น ฝืนต้านทานแรงกดดันมหาศาลด้วยการรวบรวมสติทั้งหมดที่มี เขายื่นมือซ้ายออกไปด้านหน้าเพื่อดึงตัวเอเลน่าให้ถอยมาหลบด้านหลังเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ แม้ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ เขาจะรู้ดีว่าอาจารย์สาวเก่งกาจกว่าตนเองหลายเท่า แต่สัญชาตญาณของสุภาพบุรุษก็ยังคงทำงานนำหน้าเหตุผลเสมอ
รอยแยกสีม่วงเข้มขยายใหญ่ขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามต่ำที่ดังสะท้อนก้องมาจากอีกฟากฝั่ง ราวกับเสียงของสัตว์อสูรบรรพกาลที่ถูกจองจำมานานนับพันปี และในวินาทีที่แสงสว่างสีแดงฉานสาดส่องลอดออกมาจากรอยแยกนั้น เงาร่างของใครบางคน—หรือบางสิ่งบางอย่าง—ก็ก้าวเท้าเหยียบลงมาบนพื้นหินอ่อนของหอสมุด พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังชัดเจนข้างใบหูของเซเรส
*"ยินดีต้อนรับ... กลับบ้านนะ ผู้สืบทอดแห่งพันธสัญญา..."*
หวังว่าบทนี้จะช่วยเติมเต็มความสนุกและสร้างความตื่นเต้นให้กับการเดินทางของเซเรสและอาจารย์เอเลน่าในหอสมุดต้องห้ามได้เป็นอย่างดีนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไป ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามผลงานของผมเสมอมาครับ
ศิษย์สายดื้อกับอาจารย์ผู้คุมกฎแห่งหอสมุดต้องห้าม•ตอนที่ 6
เสียงกระซิบจากชั้นวางหนังสือ
ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สายดื้อกับอาจารย์ผู้คุมกฎแห่งหอสมุดต้องห้าม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!