ศิษย์สายดื้อกับอาจารย์ผู้คุมกฎแห่งหอสมุดต้องห้าม•ตอนที่ 4

วิชาสืบสวนที่ไม่มีในหลักสูตร

ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
“อย่าขยับ” เสียงกระซิบของเอเลน่าเบาราวกับขนนกที่ร่วงหล่นลงบนผืนพรม แต่มันกลับกังวานหนักแน่นในโสตประสาทของเซเรสจนเขาต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ มือที่กำลังเอื้อมไปหยิบตำราเล่มหนาบนชั้นวางชะงักค้างอยู่กลางอากาศ สายตาของเขาจับจ้องไปที่ประตูไม้โอ๊กบานใหญ่ที่สั่นไหวเบาๆ ตามจังหวะแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก เสียงเคาะประตูครั้งที่สามยังคงทิ้งร่องรอยของความเงียบงันที่น่าอึดอัดเอาไว้ ความมืดมิดในหอสมุดต้องห้ามไม่ได้เป็นเพียงความขาดแคลนแสงสว่าง แต่มันมีความหนาแน่นราวกับมีแรงดันอากาศที่บีบคั้นให้ปอดทำงานหนักขึ้น เซเรสค่อยๆ หันไปมองอาจารย์สาวที่ยืนอยู่ข้างกาย เธอไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยที่เคยดูเรียบเฉยกลับมีประกายคมกริบดุจใบมีดโกน เธอยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็นเชิงห้ามปราม ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ผนังไม้แล้วใช้นิ้วเรียวสวยลากผ่านตัวอักษรเรืองแสงจางๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นฝุ่น “อาจารย์ครับ... ถ้าการเคาะนั่นคือสัญญาณจากหน่วยตรวจการ เวลานี้ไม่ใช่เวลามานั่งเช็กตำรานะครับ” เซเรสกระซิบตอบ น้ำเสียงของเขาพยายามรักษาความนิ่งไว้ให้มากที่สุด แม้สัญชาตญาณดิบจะตะโกนให้เขารีบหาทางออก เอเลน่าหันมาสบตาเขา รอยยิ้มที่อ่านไม่ออกผุดขึ้นที่มุมปาก “หน่วยตรวจการหรือ? เซเรส เธอคิดว่าสิ่งที่ข้ามเขตแดนเข้ามาในหอสมุดต้องห้ามได้ง่ายๆ จะมีรสนิยมเคาะประตูขออนุญาตเข้าพบด้วยมารยาทที่สมบูรณ์แบบเช่นนั้นเชียวหรือ” “หมายความว่ายังไงครับ” “จ้องมองที่หนังสือเล่มนั้น” เธอชี้ไปยังตำราปกหนังสีซีดที่เซเรสเพิ่งแตะต้องเมื่อครู่ “ไม่ใช่ที่ตัวอักษร แต่มองที่ ‘ช่องว่าง’ ระหว่างบรรทัด” เซเรสขมวดคิ้ว เขาเพ่งสมาธิไปที่หน้ากระดาษเหลืองกรอบ ทันทีที่เขารวมจิตเข้ากับกระแสเวทมนตร์ภายในร่างกาย โลกทัศน์รอบตัวก็เริ่มบิดเบี้ยว ตัวอักษรปกติที่เคยเรียงรายอยู่เริ่มขยับเขยื้อนราวกับฝูงมด พวกมันถอยห่างจากกัน เผยให้เห็นรอยจารึกที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นกระดาษ—มันไม่ใช่ภาษาทั่วไป แต่มันคือเส้นสายเรขาคณิตที่ขยับดุจนาฬิกาฟันเฟือง “นี่มัน... รหัสลับ? ไม่ใช่สิ นี่มันเป็นการเขียนเวทมนตร์ทับซ้อนกันเพื่อปิดบังข้อมูล” เซเรสพึมพำ ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นว่าเส้นสายเหล่านั้นเริ่มทำงานตามจังหวะเสียงเคาะประตูจากภายนอก “อาจารย์ครับ! หนังสือเล่มนี้กำลัง ‘ตอบโต้’ กับสิ่งที่อยู่ข้างนอก!” “ถูกต้อง” เอเลน่าก้าวเข้ามาใกล้จนเซเรสได้กลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและกลิ่นอายเวทมนตร์บริสุทธิ์ “ที่นี่ไม่มีคำว่าเหตุบังเอิญ สิ่งที่เธอเห็นคือระบบการป้องกันแบบ Passive ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อกันหัวขโมย แต่มีไว้เพื่อระบุตัวตนของผู้ที่ ‘เหมาะสม’ จะเปิดประตู” *ตึก... ตึก... ตึก...* คราวนี้เสียงเคาะดังก้องขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่ได้มาจากประตูบานเดิม แต่มันดังมาจากพื้นหินใต้ฝ่าเท้าของทั้งคู่ แรงสั่นสะเทือนกระจายตัวเป็นวงกว้าง ฝุ่นผงบนชั้นหนังสือร่วงหล่นลงมาเป็นสาย เซเรสรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากหนังสือนิ้วมือของเขา “อาจารย์จะให้ผมทำอะไรครับ?” เซเรสถาม สายตาเริ่มกวาดมองหาวิธีแก้สมการเวทที่กำลังไหลวนบนหน้ากระดาษ เขาไม่ใช่แค่นักเรียนที่เก่งทฤษฎี แต่เขาคือคนที่มีสมองประมวลผลดุจเครื่องจักรในร่างมนุษย์ “หา ‘จุดศิลา’ บนหน้ากระดาษนั้นให้เจอ แล้วกดลงไป” เอเลน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายเกินเหตุ “ถ้าเธอทำพลาด พลังงานที่พุ่งพล่านจากหอสมุดจะบดขยี้เธอจนกลายเป็นเศษฝุ่น แต่ถ้าเธอทำสำเร็จ... ประตูสู่ห้องเก็บจดหมายเหตุชั้นในสุดจะเปิดออก” เซเรสแค่นหัวเราะในลำคอ “กวนประสาทกันเกินไปแล้วครับอาจารย์ หลักสูตรวิชาสืบสวนปีสองไม่เห็นเคยบอกเลยว่าต้องเสี่ยงชีวิตขนาดนี้” “หลักสูตรมีไว้สำหรับคนธรรมดา เซเรส เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นคนธรรมดาไม่ใช่หรือ?” เซเรสสูดหายใจลึก เขาละทิ้งความกลัวและเปิดโหมดวิเคราะห์ขั้นสูงสุด ในสายตาของเขา เส้นสายที่สับสนวุ่นวายบนหน้ากระดาษเริ่มแยกส่วนออกเป็นสีต่างๆ สีแดงคือวงจรเวททำลายล้าง สีฟ้าคือวงจรการไหลเวียน และสีทอง—นั่นคือจุดศิลาที่อาจารย์พูดถึง มันเคลื่อนที่ไปมาอย่างรวดเร็วราวกับมีชีวิต *วินาทีนั้น เซเรสไม่ได้ใช้เวทมนตร์ เขาใช้ตรรกะ* เขาสังเกตเห็นรูปแบบการเคลื่อนไหวที่สมมาตร เสียงเคาะที่ดังขึ้นตามจังหวะไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันคือ ‘ตัวหารร่วมมาก’ ของสมการนี้ เซเรสนับจังหวะในใจ 1... 2... 3... แล้วเหวี่ยงนิ้วลงบนจุดสีทองที่กำลังจะบรรจบกันพอดีในจังหวะที่สี่ *ฟึ่บ!* เสียงของเงียบงันลงทันที แสงสีทองจ้าสว่างวาบขึ้นในห้องจนเซเรสต้องหลับตาลง แต่ทันใดนั้นเอง เสียงกลไกเฟืองเหล็กขนาดมหึมาที่หมุนวนอยู่ลึกใต้หอสมุดก็ดังสนั่นหวั่นไหว พื้นห้องสั่นสะเทือนรุนแรงจนชั้นหนังสือหลายร้อยเล่มล้มลงมาราวกับโดมิโน ทว่าในความวุ่นวายนั้น เซเรสกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่ประหลาดกว่า เขารู้สึกว่า ‘บางอย่าง’ ที่เคาะประตูเมื่อครู่ไม่ได้หายไปไหน แต่มันเพิ่งจะ... ก้าวเข้ามาในห้องนี้แล้ว เขาลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้น ไม่ใช่ประตูที่เปิดออก แต่เป็นเงาร่างสูงโปรดปรานที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝุ่นผงที่กำลังฟุ้งกระจาย ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าถูกปิดบังด้วยหน้ากากเหล็กไร้ลวดลาย ทว่าสิ่งที่ทำให้เซเรสเสียวสันหลังวาบไม่ใช่รูปลักษณ์ของมัน แต่เป็นไอพลังเวทมนตร์ที่หนาแน่นจนอากาศกลายเป็นของแข็ง บุคคลปริศนาหันมามองเซเรสผ่านรอยแยกของหน้ากาก ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงแหบพร่าที่ฟังดูเหมือนเสียงโลหะขูดกัน “เจ้าคือผู้สืบทอดที่อาชญากรคนนี้เลือกมางั้นรึ?” เซเรสเบิกตากว้าง หันไปมองเอเลน่าที่ยืนนิ่ง มือของเธอวางอยู่บนด้ามมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ รอยยิ้มที่เขามักจะเห็นว่าลึกลับ ตอนนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่น่าขนลุก “ถอยไปข้างหลัง เซเรส” เอเลน่ากล่าวเสียงเรียบ “นี่ไม่ใช่ศัตรู แต่นี่คือสิ่งที่ฉันพยายามจะเก็บซ่อนไว้... มาโดยตลอด” ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัวของเซเรส—แต่มันไม่ใช่เสียงที่เคยได้ยินมาตลอดปี มันเป็นเสียงที่เย็นเยือกและสั่นประสาทกว่าครั้งไหนๆ [ระบบแจ้งเตือน: ตรวจพบตัวตนระดับตำนาน 'ผู้พิทักษ์กฎแห่งความว่างเปล่า'] [ภารกิจระดับ SSS ปรากฏขึ้น: 'การเลือกตั้งแห่งพันธสัญญาเลือด'] [เงื่อนไข: หากท่านเลือกเข้าข้างอาจารย์ ระบบจะถูกรีเซ็ต แต่หากท่านเลือกเข้าข้างผู้พิทักษ์ ท่านจะได้รับความลับของโรงเรียนที่ถูกลบไปจากประวัติศาสตร์] เซเรสเหลือบมองอาจารย์สาว ก่อนจะมองร่างปริศนาที่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบที่กดทับ เขารู้ดีว่าการตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนี้ คือจุดจบของชีวิตนักเรียนที่แสนสงบสุขของเขาอย่างแท้จริง ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นที่สุดตอนนี้ แล้วพบกันตอนหน้าครับ - ไมโลกับภูตน้อย
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สายดื้อกับอาจารย์ผู้คุมกฎแห่งหอสมุดต้องห้าม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%