“จ้านกั๋ว... หลานอยู่บ้านไหม? ฉันเอง... หัวหน้าหมู่บ้าน”
เสียงเคาะประตูรั้วไม้ไผ่ดังขึ้นอย่างระมัดระวัง ผิดวิสัยของลุงเฉินผู้มักจะมาพร้อมเสียงตะโกนโฮกฮากเสียด้วยซ้ำ ลู่จ้านกั๋วที่กำลังนั่งเหลาไม้ไผ่ทำซี่กรงเล้าไก่ชะงักมือลง ดวงคมกวาดมองภรรยาที่กำลังงละมมือจากการนวดแป้ง สบตากันเพียงเสี้ยววินาทีก็รับรู้ถึงความนัย
หลินซูฮานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปัดแป้งขาวโพลนออกจากสองมือเรียว รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างรู้ทัน หัวหน้าหมู่บ้านผู้ขึ้นชื่อเรื่องความลำเอียงเข้าข้างตระกูลลู่สายหลักมาตลอดหลายปี มีหรือจะมาเยือนถึงเรือนหลังน้อยที่ถูกตัดขาดด้วยความสมัครใจเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะกลิ่นหอมของหมูตุ๋นน้ำแดงที่ลอยฟุ้งไปสามบ้านแปดบ้านเมื่อเที่ยงวัน หรือข่าวลือเรื่องที่นางจัดการตบหน้าตระกูลสามีเก่าจนหน้าหงาย
ลู่จ้านกั๋วก้าวออกไปเปิดประตู ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มไร้ซึ่งรอยยิ้มเช่นเคย ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อทหารเก่าแต่สะอาดสะอ้านยืนตระหง่านบังทางเข้าจนลุงเฉินต้องแหงนคอมอง
“หัวหน้าหมู่บ้าน มีธุระอะไรหรือครับ” น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์
ลุงเฉินกะพริบตาปริบๆ กวาดสายตามองผ่านไหล่กว้างเข้าไปด้านใน จมูกยังคงทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม กลิ่นอายของเครื่องเทศจางๆ และแป้งสาลียังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ แม้จะเลยมื้อเที่ยงมาพักใหญ่แล้วก็ตาม สีหน้าชราภาพปรากฏรอยกระอักกระอ่วนขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะปรับเป็นรอยยิ้มเกร็งๆ
“อ๋อ... จ้านกั๋ว คืออย่างนี้นะ ลูกหลาน... เอ่อ สะใภ้รองของบ้านลู่เขา...” ลุงเฉินอึกอัก พยายามหาคำพูดที่ดูสวยหรูที่สุด “ช่วงนี้บ้านพวกเธอคงจะพอมีกินมีใช้ขึ้นมาบ้างแล้วกระมัง? ทางคอมมูนเรากำลังจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะกรรมการตรวจแปลงเกษตรจากตัวอำเภอในสัปดาห์หน้า แล้วก็นะ... ฝีมือการทำอาหารของซูฮาน... เอ๊ย ของซูฮานเขาน่ะ เลื่องลือไปทั่วแล้ว ฉันเลยอยากจะมาทาบทามดูว่า...”
ประโยคที่ขาดหายไปถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อลู่จ้านกั๋วก้าวขยับตัวเพียงเล็กน้อยเพื่อปิดกั้นสายตาที่สอดส่องเข้ามาภายในบ้าน แววตาของชายหนุ่มเย็นเยียบลงถนัดตา
“ภรรยาผมไม่ใช่แม่ครัวของหมู่บ้าน และบ้านเราก็ไม่ได้มีเหลือเฟือขนาดจะไปแบ่งปันใครครับ” คำปฏิเสธดังขึ้นทันควัน ไร้ซึ่งความลังเล
“เดี๋ยวก่อนสิจ้านกั๋ว อย่าเพิ่งใจร้อนนักเลย!” ลุงเฉินรีบยกมือห้าม ละล่ำละลักอธิบายต่อด้วยความร้อนรน “นี่ไม่ใช่เรื่องการเกณฑ์แรงงานราษฎรเสียหน่อย ทางคอมมูนมีแป้งขาวและเนื้อหมูจัดสรรให้เป็นกรณีพิเศษ! เพียงแต่... เพียงแต่สะใภ้รองของบ้านเจ้า ปรุงอาหารได้รสชาติล้ำเลิศจนคนในหมู่บ้านพูดถึงกันทั้งวัน ชาวบ้านเขาบอกว่า ต่อให้เป็นก้อนแป้งแข็งๆ ถ้าผ่านมือซูฮานแล้วล่ะก็ รสชาติมันคงอร่อยเหาะจนลืมไม่ลงทีเดียวเชียว”
ภายในห้องครัว หลินซูฮานที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
หึ... ปากบอกว่านางเป็นสะใภ้ตัวซวยจอมเกียจคร้านมาตลอดสามปี แต่พอถึงคราวต้องการหน้าตาทางสังคมและอาหารอร่อยๆ เพื่อเอาใจผู้ตรวจการจากอำเภอ กลับกลายร่างเป็น 'สะใภ้รองบ้านลู่ผู้มีฝีมือล้ำเลิศ' ไปเสียอย่างนั้น มนุษย์นี่ช่างปรับตัวตามกลิ่นอาหารได้เร็วกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสีเสียอีก
นางก้าวเท้าออกจากห้องครัว ชายกระโปรงผ้าฝ้ายสีครามขยับตามจังหวะการเดิน ใบหน้าเนียนใสไร้เครื่องสำอางแต่เปล่งประกายความมั่นใจ รอยยิ้มที่ส่งไปให้ลุงเฉินไม่ได้มีความเคารพยำเกรงแบบที่คนรุ่นลูกหลานควรมี แต่เป็นรอยยิ้มของแม่ค้ามือทองที่กำลังประเมินสินค้าตรงหน้า
“สวัสดีค่ะหัวหน้าหมู่บ้าน ลมอะไรหอบท่านมาถึงเรือนหลังเล็กๆ ของเราได้คะเนี่ย” น้ำเสียงใสราวกระดิ่งแก้วเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง แต่กลับทำให้คนแก่ถึงกับขนลุกชัน
“เอ่อ... ซูฮาน หลานสาว” ลุงเฉินฝืนยิ้มจนริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ายับยู่ยี่ “เรื่องที่ฉันพูดเมื่อครู่ หลานคงได้ยินแล้วสินะ? ทางคอมมูนไม่ได้เอาเปรียบหรอกน่า มีค่าตอบแทนเป็นคูปองน้ำมันพืชสองชั่งกับแป้งขาวอีกห้าชั่งเชียวนะ!”
คูปองน้ำมันพืชสองชั่งกับแป้งขาวห้าชั่ง... สำหรับครอบครัวชาวนาทั่วไปในยุค 70 นี้ นั่นคือสมบัติล้ำค่าที่อาจประทังชีวิตคนได้ครึ่งเดือน แต่สำหรับหลินซูฮานที่มีซูเปอร์มาร์เก็ตมิติซ่อนอยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเศษกระดาษที่นางแทบจะไม่ชายตาแลด้วยซ้ำ
แต่นางไม่ได้ปฏิเสธทันทีเหมือนสามี ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววเจ้าเล่ห์พราวระยับ นางเดินเข้าไปยืนเคียงข้างลู่จ้านกั๋ว มือเรียวแตะเบาๆ ที่แขนแกร่งของสามี เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้เขาใจเย็นลงแล้วปล่อยให้นางเป็นคนจัดการเอง
ลู่จ้านกั๋วรู้สึกถึงไออุ่นจากปลายนิ้วของภรรยา ความตึงเครียดในร่างกายผ่อนคลายลงทันที เขายอมถอยหลังครึ่งก้าว ปล่อยให้นางยืนเผชิญหน้ากับผู้นำชุมชนตามลำพัง โดยมีสายตาคมกริบคอยจับจ้องระแวดระวังไม่ให้ใครมารังแกนางได้
“ค่าตอบแทนที่ว่า ก็น่าสนใจดีนะคะ...” หลินซูฮานลากเสียงยาวอย่างครุ่นคิด ใช้นิ้วชี้เคาะเบาๆ ที่คางมน “แต่หัวหน้าหมู่บ้านคะ สามปีที่ผ่านมานี้ ชื่อเสียงของ 'หลินซูฮาน' คนนี้ในหมู่บ้านตระกูลหลี่ เป็นอย่างไรบ้างคะ? พวกป้าๆ ข้างบ้านคงไม่ได้บอกท่านกระมังว่าฉันเป็นคนขยันขันแข็งเรียบร้อยน่ารัก หรือว่า...” นางหรี่ตามอง “พวกเขาลือกันว่าฉันเป็นผีดิบดูดเลือด เป็นตัวซวยที่จ้องแต่จะผลาญเสบียงของบ้านลู่กันแน่นะคะ?”
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบงัดลงทันที ลุงเฉินอ้าปากค้าง พูดไม่ออก
ข่าวลือเรื่องสะใภ้รองบ้านลู่เกียจคร้านและซุ่มซ่ามนั้น เป็นฝีมือของแม่สามีอย่างนางพินและเหล่าสะใภ้ใหญ่ที่ช่วยกันป่าวประกาศกรอกหูชาวบ้านมาตลอดสามปี ลุงเฉินเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เคยเอ่ยปากตักเตือนหลินซูฮานด้วยซ้ำในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ยามนี้เมื่อถูกเจ้าตัวนำเอาความจริงข้อนี้มาตบหน้ากลางวันแสกๆ ถึงกับทำให้เฒ่าชราหน้าชาจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
“เรื่อง... เรื่องพวกนั้น มันเป็นแค่ความเข้าใจผิด...” ลุงเฉินหัวเราะแห้งๆ กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “คนแก่ก็นินทากันไปเรื่อยเปื่อย หลานอย่าถือสาหาความเลยน่า”
“ไม่ถือสาไม่ได้หรอกค่ะ” หลินซูฮานแย้มยิ้มหวานหยด แต่แววตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก “คำนินทามันกินไม่ได้ก็จริงค่ะ แต่มันทำให้ชื่อเสียงของฉันเสียหายจนหางานทำในคอมมูนไม่ได้เลยนะคะ หัวหน้าหมู่บ้านก็รู้ว่าฉันกับจ้านกั๋วถูกตัดขาดจากตระกูลใหญ่ ต้องมาเริ่มต้นชีวิตกันใหม่สองคน มือก็มีแค่สองข้าง เท้าก็มีแค่สองข้าง หากไม่มีชื่อเสียงที่ดีงามมารับรอง ใครเล่าจะกล้าไว้ใจให้ฉันไปทำอาหารให้คนหมู่มากกิน? เกิดฉันทำอาหารอร่อยจนคนกินลิ้นพันกัน แล้วมีคนกุเรื่องบอกว่าฉันใส่ 'ยาพิษ' ลงไปเพื่อแก้แค้นหมู่บ้านขึ้นมา... แบบนั้นฉันไม่แย่หรือคะ?”
“ใคร! ใครจะกล้าพูดจาเหลวไหลแบบนั้น!” ลุงเฉินรีบปฏิเสธเสียงหลง ใบหน้าเหี่ยวย่นแดงก่ำด้วยความโมโหปนละอาย “ถ้าใครกล้าพูดเรื่องไร้สาระแบบนั้นอีก ฉันนี่แหละจะเอาไม้เรียวไปไล่ตีหัวมันเอง! ซูฮาน หลานวางใจเถอะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาพูดจาดูถูกหลานในหมู่บ้านนี้อีก! ฉันเอาหัวเป็นประกันเลย!”
นี่คือสิ่งที่หลินซูฮานรอคอย!
คำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านในยุคนี้มีน้ำหนักยิ่งกว่าประกาศจากทางการ หากผู้นำชุมชนออกปากรับรองและปกป้องนางต่อหน้าธารกำนัล เท่ากับเป็นการลบคำสาปแช่งและข่าวลือเสียๆ หายๆ ที่ตระกูลลู่เพียรสร้างมาตลอดสามปีในคราวเดียว!
กระแสลมยามบ่ายพัดผ่านแปลงผักสีเขียวขจีหลังบ้าน กลิ่นหอมจางๆ ของดินชื้นและดอกไม้ป่าลอยมาปะทะนาสิก ชาวบ้านสองคนที่เดินผ่านมาทางนั้นพอดีต่างชะביลฝีเท้า มองตรงมาที่เรือนพักของลู่จ้านกั๋วด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
สายตาที่เคยเต็มไปด้วยความดูแคลน สมเพชเวทนา หรือรังเกียจเดียดฉันท์ บัดนี้กลับเจือด้วยความเกรงอกเกรงใจและความอยากรู้อยากเห็นระคนกัน
“อืม... ในเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านมีความจริงใจถึงเพียงนี้...” หลินซูฮานแสร้งถอนหายใจเบาๆ สีหน้าอ่อนลงครึ่งส่วน “เรื่องอาหารในงานเลี้ยงต้อนรับ... ฉันตกลงจะรับทำให้ค่ะ แต่มีข้อแม้สามข้อ!”
“ว่ามาเลย! กี่ข้อฉันก็หาทางจัดการให้หมด!” ลุงเฉินรีบรับคำทันทีราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้าย
“ข้อแรก แป้งขาวและเนื้อหมูที่ทางคอมมูนจัดสรรให้ ต้องส่งตรงมาที่เรือนของเราก่อนล่วงหน้าหนึ่งวัน เพื่อให้ฉันได้คัด1วัตถุดิบด้วยความประณีตที่สุด ข้อสอง ฉันต้องการคูปองน้ำมันพืชสี่ชั่ง ไม่ใช่สองชั่ง เพราะอาหารระดับต้อนรับคณะกรรมการ จะใช้น้ำมันกั๊กๆ ไม่ได้เด็ดขาด และข้อสุดท้าย...”
หลินซูฮานเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตากลมโตเป็นประกายเจ้าเล่ห์
“...วันจัดงาน ให้หัวหน้าหมู่บ้านประกาศต่อหน้าทุกคนในคอมมูนให้ชัดเจนว่า ฝีมือการทำอาหารของฉันในวันนี้ ได้รับการถ่ายทอดมาจากสูตรลับประจำตระกูล ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะทำออกมาได้รสชาตินี้!”
ลุงเฉินถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ สมองคนแก่ประมวลผลคำขอข้อสุดท้ายอย่างรวดเร็ว นี่ไม่ใช่แค่การเรียกค่าจ้าง แต่เป็นการยกระดับสถานะของนางให้กลายเป็น 'ผู้มีพรสวรรค์พิเศษที่ใครก็เทียบไม่ติด' ต่างหาก!
แต่เมื่อหันไปสบเข้ากับสายตานิ่งสนิทแต่น่าเกรงขามของลู่จ้านกั๋วที่ยืนกอดอกอยู่ข้างหลัง หัวหน้าหมู่บ้านก็กลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ พยักหน้ารับอย่างไร้ทางเลือก
“ตกลง! ตามที่หลานต้องการทุกประการ!”
เมื่อลุงเฉินเดินลับสายตาไปพร้อมกับใบหน้าโล่งใจปนเหนื่อยหน่าย หลินซูฮานก็หันกลับมาพบกับสายตาอบอุ่นล้ำลึกของสามีหนุ่ม ลู่จ้านกั๋วยกมือขึ้นลูบศีรษะภรรยาร่างบางเบาอย่างแผ่วเบา ดวงตาคมเข้มฉายแววภาคภูมิใจจนซ่อนไม่มิด
“ภรรยาผม... เก่งกาจขึ้นทุกวันจริงๆ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมหูจนคนฟังรู้สึกร้อนผ่าวที่พวงแก้ม
“ใครว่าฉันเพิ่งเก่งกันคะ?” หลินซูฮานค้อนใส่สามีวงใหญ่ แต่มุมปากกลับยกยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ “ฉันเก่งตั้งแต่วันแรกที่ทะลุมิติมาแล้วต่างหากเล่ะ!”
ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอุ่นและหวานชื่น จู่ๆ เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมเสียงหอบหายใจของเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว
“พี่ซูฮาน! พี่ลู่จ้านกั๋ว! แย่แล้วครับ!”
เด็กน้อยเป่าเป่า ลูกชายบ้านน้าหลิววิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาจนสะดุดชายเสื้อตัวเองเกือบล้มคว่ำ ลู่จ้านกั๋วต้องก้าวเข้าไปคว้าไหล่เล็กไว้ทัน
“ค่อยๆ พูด เกิดอะไรขึ้น?”
เป่าเป่าหน้าซีดเผือด หน้าผากเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ดวงตาตื่นตระหนกสุดขีด
“คุณย่า... คุณย่าใหญ่บ้านลู่ พาคนกลุ่มใหญ่บุกมาที่บ้านน้าหลิวแล้วครับ! พวกเขาบอกว่า... บอกว่าสูตรลับอาหารของพี่ซูฮาน เป็นสมบัติของตระกูลลู่ ห้ามเอาไปทำขายหรือแจกใครเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น... ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะแจ้งความข้อหาลักขโมยทรัพย์สินตระกูล!”
หลินซูฮานหุบยิ้มทันที รังฆะอำมหิตวาบผ่านนัยน์ตาคู่สวย
อยากเล่นเกมใหญ่สินะ? ได้! ในเมื่อพวกมันอยากหาเรื่องตาย นางก็จะจัดชุดใหญ่ไฟกระพริบให้ตระกูลลู่สายหลักได้จดจำไปจนวันตายเลยทีเดียว!
---
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "หลินฮวายุคปฏิรูป" มาโดยตลอดนะคะ)*
ซูเปอร์มาร์เก็ตมิติยุค 70: แม่ครัวยอดฝีมือป่วนหมู่บ้านตระกูลหลี่•ตอนที่ 14
ข่าวลือในหมู่บ้านเริ่มเปลี่ยนไป
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ซูเปอร์มาร์เก็ตมิติยุค 70: แม่ครัวยอดฝีมือป่วนหมู่บ้านตระกูลหลี่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!