"ถ้าสะใภ้รองเฉินยังกล้าเอาปากเน่าๆ มาพูดจาเดรัจฉานใส่บ้านตระกูลล่อมนต์อีกคำเดียว ข้าจะเอาพริกป่นยัดใส่ปากเจ้าแล้วราดด้วยน้ำมันก๊าดให้เข็ดหลาบ!"
เสียงหวานใสแต่ทรงพลังดังขึ้นกังวาน ท่ามกลางความเงียบงันของตรอกซอกซอยในตัวอำเภอ หลินซูฮานไม่ได้ตะโกน แต่น้ำเสียงที่ราบเรียบและเย็นเยียบนั้นกลับทำให้ผู้ฟังขนลุกซู่ สะใภ้รองเฉินที่เมื่อครู่ยังยืนเท้าสะเอวพ่นคำดูถูกเหยียดหยามตระกูลลู่ ถึงกับหน้าซีดเผือก ถอยกรูดไปชนผนังอิฐจนหลังแทบหัก นางอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ ยามเมื่อสบเข้ากับดวงตาดำขลับที่ฉายแววคมกริบดุจใบมีดโกนของหลินซูฮาน นางก็ไม่กล้าแม้แต่จะเปล่งเสียงโต้เถียงออกมาสักแอะ
ลู่จ้านกั๋วยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังภรรยา ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อโค้ททหารเก่าๆ แต่สะอาดสะอ้านแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาโดยไม่ต้องขยับตัว เขามองภรรยาด้วยแววตาที่ฉายความอ่อนโยนลึกซึ้งระคนความภูมิใจ มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับปืนและถือจอบมาทั้งชีวิต เอื้อมไปกุมมือเรียวเล็กของซูฮานไว้หลวมๆ เป็นเชิงสนับสนุนอย่างไร้เงื่อนไข
เหตุการณ์เมื่อครู่ที่บ้านตระกูลเฉินพยายามเข้ามาหาเรื่องและป้ายสีว่าเด็กๆ ตระกูลลู่ขโมยผักในแปลงของพวกตน จบลงด้วยการที่หลินซูฮานควักหลักฐานเป็น "บัญชีการซื้อขาย" และ "พยานปากเอก" ออกมาตบหน้ากลางแฉก จนอีกฝ่ายต้องหอบผ้าผ่อนหนีอายแทบไม่ทัน
ซูฮานถอนหายใจเบาๆ นางปัดฝุ่นที่กระโปรงเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองเด็กหนุ่มและเด็กสาวสองคนที่ยืนหลบอยู่หลังเกวียนด้วยความหวาดหวั่น
ลู่เสี่ยวเม่ย น้องสาวคนเล็กวัยสิบสองปี กำลังก้มหน้าคุดคู้ ซ่อนมือที่แตกยับเยินจากความหนาวและงานหนักไว้ข้างลำตัว ส่วนลู่จื้อหยวน น้องชายคนรองวัยสิบห้าปี ก็ยืนเม้มริมฝีปากแน่น แววตาฉายความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาและความดื้อรั้นที่มักสร้างภาระให้พี่ชาย
"เงยหน้าขึ้นค่ะ เสี่ยวเม่ย, จื้อหยวน" ซูฮานก้าวเข้าไปหาเด็กทั้งสอง น้ำเสียงที่ใช้เปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนอบอุ่นดุจแสงแดดยามเที่ยง "พวกเราไม่ใช่ผู้กระทำผิด ทำไมต้องก้มหน้าให้คนรังแกด้วยเล่าคะ?"
ลู่เสี่ยวเม่ยเงยขึ้นช้าๆ ดวงตากลมโตแดงก่ำคลอด้วยหน่วยน้ำตา "พี่สะใภ้... พวกเรากลัวว่าพี่ชายกับพี่จะเดือดร้อนเพราะพวกเราอีก"
ซูฮานรู้สึกเจ็บแปล๊บในอก เด็กวัยเพียงเท่านี้ควรจะได้วิ่งเล่นและเรียนหนังสือในห้องเรียน ไม่ใช่มาทนอดมื้อกินมื้อและก้มหัวให้คนใจร้ายถากถางในเมืองหลวง นางย่อตัวลง ใช้ผ้าเช็ดหน้าสะอาดเช็ดคราบเขม่าบนแก้มของเด็กหญิงเบาๆ
"จำคำของพี่ไว้นะคะ... ความยากจนไม่ใช่ความผิด แต่การยอมจำนนต่อโชคชะตาต่างหากคือความพ่ายแพ้ที่แท้จริง" ซูฮานหันไปสบตากับลู่จ้านกั๋ว ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ เป็นสัญญาณว่าเขาเห็นด้วยกับทุกคำพูดของนาง "วันนี้เราจะไม่กลับหมู่บ้านกันค่ะ พี่จะพาพวกเธอไปที่พักในเมือง และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชีวิตของพวกเธอจะเปลี่ยนไปตลอดกาล"
ห้องพักขนาดกะทัดรัดแต่สะอาดสะอ้านที่ซูฮานแอบใช้แต้มในซูเปอร์มาร์เก็ตมิติแลกเปลี่ยนมา แม้ภายนอกจะดูเหมือนห้องแถวเก่าๆ ในยุค 70 แต่ภายในกลับเพียบพร้อมไปด้วยเตาถ่านใหม่เอี่ยม ข้าวสารแป้งขาว ผ้าห่มสำליียงหนานุ่ม และที่สำคัญที่สุดคือ กลิ่นหอมกรุ่นของซาลาเปาไส้หมูเห็ดหอมที่เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ ลอยตลบอบอวลชวนน้ำลายสอ
ลู่เสี่ยวเม่ยและลู่จื้อหยวนยืนตะลึงจนอ้าปากค้าง ทั้งชีวิตพวกเขาไม่เคยเห็นห้องพักที่อบอุ่นและมีอาหารหน้าตาน่ากินขนาดนี้มาก่อน ท้องของเด็กชายส่งเสียงร้องโครกครากออกมาอย่างดังจนเจ้าตัวหน้าแดงก่ำด้วยความอาย
"กินเสียก่อนเถอะค่ะ เพิ่งนึ่งเสร็จร้อนๆ ระวังลวกปากด้วยนะคะ" ซูฮานคีบซาลาเปาลูกใหญ่ใส่มือให้เด็กทั้งสองด้วยรอยยิ้ม
ในขณะที่ทุกคนกำลังเอร็ดอร่อยกับอาหารมื้อแรกที่อิ่มท้องที่สุดในรอบหลายปี ซูฮานก็วางตะเกียบลง นางประสานมือไว้บนตักแล้วมองหน้าเด็กทั้งสองด้วยแววตาสจริงจัง บรรยากาศในห้องเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
"พี่ไม่ได้พาพวกเธอมาในเมืองเพื่อให้นั่งกินนอนกินเฉยๆ หรอกนะคะ" ซูฮานเอ่ยขึ้น ทำเอาเด็กทั้งสองชะงักมือที่กำลังถือซาลาเปา "เสี่ยวเม่ย, จื้อหยวน... พี่อยากให้พวกเธอเรียนหนังสือ"
ลู่จื้อหยวนสะดุ้งเฮือก รีบกลืนแป้งในปากลงคออย่างยากลำบาก "พี่สะใภ้... แต่... แต่ค่าเล่าเรียนในเมืองแพงมากนะครับ แล้วไหนจะต้องใช้แรงงานช่วยงานในบ้านอีก พี่ใหญ่กับพี่ก็ต้องเหนื่อย..."
"เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาค่ะ" ซูฮานตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด นางหยิบสมุดบัญชีเล่มเล็กที่ได้จากการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ในตลาดมืดและการจัดการกับพวกอันธพาลมากางให้ดู "พี่มีวิธีหาเงิน และพี่ก็มีความรู้พอที่จะติวหนังสือให้พวกเธอได้ทันเพื่อนๆ ในโรงเรียนประจำอำเภอ"
นางหันไปมองลู่จ้านกั๋วที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ ชายหนุ่มยื่นมือมาวางทับมือของนาง พร้อมกับเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคง
"ฟังเมียเจ้าเถอะ... พี่สะใภ้ของพวกเจ้าพูดถูก ถ้าไม่มีความรู้ เราก็จะเป็นได้แค่คนที่ให้คนอื่นเหยียบย่ำไปตลอดชีวิต พี่สนับสนุนพวกเจ้าเต็มที่"
ลู่เสี่ยวเม่ยน้ำตาซึม นางโผเข้ากอดเอวของซูฮานแน่น ซบหน้าลงกับอ้อมอกนุ่มนวล สะอื้นไห้ด้วยความตื้นตันใจ "พี่สะใภ้... ขอบคุณค่ะ ขอบคุณจริงๆ หนูจะตั้งใจเรียน จะไม่ทำให้พี่ผิดหวังเด็ดขาด..."
ซูฮานลูบผมนุ่มของเด็กหญิงอย่างอ่อนโยน หัวใจของนางพองโตด้วยความอบอุ่น การเปลี่ยนแปลงชีวิตคนกลุ่มหนึ่งให้หลุดพ้นจากความยากจนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นางมีทั้งระบบซูเปอร์มาร์เก็ตในมือ มีสามีที่เข้มแข็งคอยหนุนหลัง และมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีให้กับครอบครัวนี้
ตกดึก ขณะที่เด็กๆ หลับสนิทไปIด้วยความเหนื่อยล้าและความสุข ซูฮานยืนรับลมเย็นอยู่ที่หน้าต่างห้องพัก มองดูแสงไฟสลัวๆ ของตัวอำเภอในยามค่ำคืน มือเรียวถือแก้วน้ำอุ่นจากมิติลับ นางกำลังคิดถึงแผนการขั้นต่อไปในการขยายกิจการค้าขายอาหาร เพื่อหาทุนส่งเด็กๆ เรียนหนังสือในระดับที่สูงขึ้น
ทันใดนั้นเอง... เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบ ท่ามกลางความเงียบสงัดยามวิกาล
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
ลู่จ้านกั๋วขมวดคิ้วมุ่น เขากวาดสายตาคมกริบไปที่ประตูทันที ซูฮานวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ หัวใจกระตุกวูบด้วยความสังหรณ์ใจบางอย่าง เมื่อเปิดประตูออก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือร่างโซเซของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเสื้อผ้าขาดวิรุจ ใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบเลือดและหยาดน้ำตา นางล้มพับลงหมดสติคาอ้อมแขนของลู่จ้านกั๋ว
และเมื่อซูฮานก้มลงมองใบหน้านั้นชัดๆ นางก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนหวาดผวา เพราะหญิงสาวปริศนาคนนี้ไม่ใช่คนแปลกหน้า... นางคือสะใภ้ใหญ่จากตระกูลหลิน บ้านเดิมของซูฮานเอง ผู้ซึ่งถูกลือว่าหายสาบสูญไปในเมืองหลวงตั้งแต่สามปีก่อน!
---
ขอบคุณสำหรับการติดตามและสนับสนุน "หลินฮวายุคปฏิรูป" เสมอมานะคะ!
ซูเปอร์มาร์เก็ตมิติยุค 70: แม่ครัวยอดฝีมือป่วนหมู่บ้านตระกูลหลี่•ตอนที่ 29
ช่วยเหลือครอบครัวสามีให้หลุดพ้นความยากจน
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ซูเปอร์มาร์เก็ตมิติยุค 70: แม่ครัวยอดฝีมือป่วนหมู่บ้านตระกูลหลี่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!