เสียงกุกกักของเฟืองนาฬิกาควอตซ์ที่ดังลอดออกมาจากช่องระบายอากาศเก่าๆ เปรียบเสมือนเสียงนับถอยหลังของลมหายใจ กวินทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นคอนกรีตเย็นเยียบ ฝุ่นผงสีเทาของตึกสำนักงานร้างลอยวนอยู่ในลำแสงไฟฉายคาดหัวของเขาจนเป็นลำสลัว อากาศในห้องทดลองลับชั้น -4 แห่งนี้มีความชื้นสูงจนส่งกลิ่นสนิมเหล็กและกระดาษเก่าคละคลุ้ง แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของนักวิจัยหนุ่มจนไม่สามารถละสายตาไปได้เลยคือ "วัตถุ" สีดำสนิทที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานเหล็กกล้าซึ่งขึ้นสนิมเขรอะ
"นั่นคือ... ปากกาหมึกซึมด้ามนั้นสินะครับ"
เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลของอาจารย์อลิสา ดังแว่วมาจากมุมมืดใกล้ประตูเหล็กกลายที่บิดเบี้ยว นางไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้มากกว่านั้น ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นเลนส์ใสกำลังกวาดมองไปรอบห้องเพื่อคำนวณสนามพลังงานตกค้างอย่างรอบคอบ มือเรียวบางในถุงมือหนังสีดำกำลังกดปุ่มปรับค่าบนเครื่องวัดคลื่นรบกวนมิติรุ่นพกพา หน้าจอขนาดเล็กกะพริบแสงสีส้มเตือนภัยเบาๆ บ่งบอกว่าพื้นที่รัศมีสามเมตรจากโต๊ะตัวนั้น มีความหนาแน่นของอนุภาคความทรงจำสูงผิดปกติ
กวินไม่ได้ตอบคำถามทันที ปลายนิ้วที่สวมถุงมือกันความร้อนสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเอื้อมไปสัมผัสกับวัตถุชิ้นนั้น มันคือปากกาหมึกซึมยี่ห้อพรีเมียมรุ่นคลาสสิกที่เลิกผลิตไปนานแล้ว ตัวด้ามทำจากโลหะผสมไทเทเนียมเคลือบแลคเกอร์สีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ บนคลิปหนีบปากกามีรอยขีดข่วนเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งกวินจำได้แม่นยำยิ่งกว่าลายมือของตัวเอง—รอยขีดที่เกิดจากความซุ่มซ่ามของพี่ชายของเขาเองในคืนก่อนหน้าที่อีกฝ่ายจะหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยในตึกแห่งนี้เมื่อสามปีก่อน
"ครับ... มันคือของพี่กร" กวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เลือดในกายรู้สึกเย็นเฉียบขึ้นมาวูบหนึ่ง
การได้พบของส่วนตัวในสถานที่เกิดเหตุเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ กฎเหล็กของแผนกจัดระเบียบมิติระบุไว้ชัดเจนว่า สิ่งของที่มีความผูกพันทางจิตใจสูงมักจะทำหน้าที่เป็น 'สมอเรือ' (Anchor) ยึดโยงจิตวิญญาณของผู้เป็นเจ้าของเอาไว้กับรอยแยกของมิติ หากพี่ชายของเขายังมีชีวิตอยู่ หรือแม้แต่หลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวของจิตสำนึก ปากกาด้ามนี้ย่อมเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูบานที่ปิดตายไปตลอดกาล
กวินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติกลับคืนมา สมองส่วนตรรกะเริ่มทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อประเมินสถานการณ์ ความเงียบงันภายในห้องทดลองถูกแทนที่ด้วยเสียงหึ่งๆ ของเครื่องวัดพลังงานในมือของอาจารย์อลิสาที่เริ่มส่งเสียงถี่ขึ้น
"ระวังด้วยนะครับ กวิน" อาจารย์อลิสาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกครึ่งก้าว ร่างเพรียวในชุดโค้ทกันหนาวสีเทาเข้มขยับยืนขนาบข้างเพื่อคอยคุ้มกัน "สนามแม่เหล็กไฟฟ้าแถวนี้กำลังบิดตัวเป็นรูปเลขแปดอนันต์ (Infinity Loop) มันหมายความว่าวัตถุกิ้นนี้ไม่ได้เพิ่งถูกวางไว้ แต่มันเพิ่ง 'ถูกส่งกลับมา' จากมิติซ้อนทับเมื่อไม่กี่นาาทีก่อนนี้เอง"
ดวงตาสนเท่ห์ของกวินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "หมายความว่า... พี่กรอาจจะเพิ่งอยู่ตรงนี้เมื่อครู่กระนั้นหรือครับ?"
"มีความเป็นไปได้สูงถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์" อาจารย์อลิสาพยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม นางยื่นแผ่นชิปถอดรหัสเมท్రిกซ์ส่งให้เขา "ลองเชื่อมต่อปากกานี้เข้ากับแท็บเล็ตภาคสนามของคุณดูสิครับ ให้ระบบตรวจสอบรหัสพันธุกรรมดิจิทัล (Digital DNA Signature) ที่ตกค้างอยู่บนตัวด้าม หากมีข้อมูลการใช้งานหลงเหลืออยู่ เราอาจจะได้เห็นภาพสะท้อนเหตุการณ์ในอดีตผ่านฟังก์ชัน 'บันทึกความทรงจำตกค้าง' (Memory Echo) ของตึกนี้"
กวินรับแผ่นชิปมาด้วยความระมัดระวัง เขาค่อยๆ ใช้คีมปลายแหลมคีบปากกาหมึกซึมด้ามนั้นขึ้นมาอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่ามันจะสลายกลายเป็นฝุ่นผงไปต่อหน้าต่อตา ทันทีที่โลหะเย็นเฉียบสัมผัสเข้ากับพอร์ตเชื่อมต่อสัญญานบนแท็บเล็ต หน้าจอสีฟ้าใสก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกับเสียงเตือนสั้นๆ
*ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...*
แถบโหลดข้อมูลสีเขียววิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากศูนย์ถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์อย่างลื่นไหล ไม่มีทีท่าติดขัด ผิดกับระบบสืบค้นทั่วไปในตึกนี้ที่มักจะถูกขัดขวางด้วยอาถรรพ์ แต่นี่กลับเหมือนกับว่า... ระบบกำลัง "ต้อนรับ" การกลับมาของเจ้าของเดิม
"กำลังถอดรหัสบันทึกเหตุการณ์... สำเร็จ" เสียงสังเคราะห์จากระบบดังขึ้น
ภาพโฮโลแกรมสามมิติสีฟ้าจางๆ ฉายภาพลอยเด่นขึ้นมาจากกลางอากาศ เหนือโต๊ะทำงานตัวเดิม ในภาพปรากฏร่างของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดกาวน์สีขาวของนักวิจัยอาวุโส—ใบหน้าของเขาละม้ายคล้ายคลึงกับกวินราวกับพิมพ์เดียวกัน ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและตื่นตระหนก ในมือของร่างนั้นกำลังถือปากกาหมึกซึมด้ามเดียวกันนี้ พร้อมกับเร่งรีบเขียนข้อความลงบนสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลด้วยความเร็วสูง
*'ถ้าข้อความนี้ถึงมือแก... กวิน น้องรัก แสดงว่าแกได้ทำลายกำแพงชั้นที่สี่สำเร็จแล้ว'* เสียงของพี่ชายดังลอดออกมาจากลำโพงโฮโลแกรมด้วยความคมชัดที่น่าตกใจ แม้จะมีเสียงคลื่นแทรกซ่าๆ เจือปนอยู่บ้างก็ตาม *'อย่าหาฉัน... อย่าตามหาฉันในชั้นนี้เด็ดขาด! พวกมันไม่ได้จับตัวฉันไป แต่ฉันเลือกที่จะ...'*
ภาพโฮโลแกรมกระตุกอย่างรุนแรง เส้นแสงสีฟ้าแตกกระจายกลายเป็นเศษผงพิกเซล เสียงของพี่ชายขาดหายไปกลางคัน ถูกกลืนหายไปด้วยเสียงกรีดแหลมสูงราวกับเสียงโลหะขูดกันที่ดังมาจากเพดานเบื้องบน
*ครืนนนมมม...!*
แรงสั่นสะเทือนมหาศาลจู่โจมเข้ามาอย่างไร้สัญญาณเตือน พื้นห้องคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าของกวินแยกตัวออกจากกันเป็นรอยแตกยาว รอยแยกนั้นแผ่ขยายออกด้วยความเร็วสูงราวกับใยแมงมุม ปล่อยไอหมอกสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นมาจากเบื้องล่าง กลิ่นอายกดดันระดับสูงแผ่ซ่านจนทำให้ลมหายใจติดขัด
"กวิน! ถอยออกมา!" อาจารย์อลิสาตะโกนสั่งเสียงดังลั่น นางสะบัดมือขวาออกเบื้องหน้า วงแหวนเวทมนตร์เรืองแสงสีทองอร่ามสว่างวาบขึ้นกลางอากาศเพื่อสร้างเป็นโล่พลังงานคุ้ม
ทว่า ในวินาทีที่กวินกำลังจะถอยหลังตามคำสั่ง สายตากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ร่วงหล่นลงมาจากรอยแยกของพื้นห้องที่เพิ่งปริแตก มันไม่ใช่เศษปูนหรือเศษเหล็ก แต่เป็น "ป้ายชื่อพนักงาน" สลักโลโก้บริษัทของแผนกวิจัยพิเศษ ซึ่งมีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่ และชื่อที่สลักไว้บนนั้นทำให้หัวใจของกวินหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ชื่อของคนคนนั้น... ไม่ใช่พี่กร
แต่มันคือชื่อของ "หัวหน้าแผนกจัดระเบียบมิติคนก่อน" ผู้ซึ่งประกาศว่าหายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน ก่อนที่ตึกนี้จะถูกปิดตายเสียอีก!
ก่อนที่กวินจะได้เอ่ยปากทักท้วงสิ่งใด แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานทั่วทั้งชั้น -4 ก็ดับวูบลงพร้อมกัน ความมืดมิดสนิทกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่กำลังเดินเรียงรายเข้ามาใกล้จากความมืดมิดเบื้องหลังประตูเหล็กกลาย—และเสียงกระซิบแหบพร่าข้างใบหูของกวินที่ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
*"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... น้องชายของฉัน"*
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความมืดมิดไปกับลิฟต์แก้วชั้นลบนะครับ
พนักงานวิจัยอาถรรพ์กับอาจารย์สาวผู้ปิดตายประตูมิติ•ตอนที่ 13
ร่องรอยของพี่ชาย
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พนักงานวิจัยอาถรรพ์กับอาจารย์สาวผู้ปิดตายประตูมิติ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!