"กลิ่นกำยานชนิดนี้... เป็นของตระกูลหลี่จากเมืองหลวงอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ"
หลินว่านหลิวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะขอบหน้าต่างไม้เก่าอย่างมั่น
คง แม้ว่าความวิงเวียนจากพิษแปลกประหลาดจะยังหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือด แต่แววตาสมอฃเพชรของนางกลับเปล่งประกายความเยือกเย็นและเฉียบคมยิ่งกว่าเดิม
อ้อมแขนกว้างและอบอุ่นของจ้าวเฟิงหลินโอบประคองร่างนางไว้มั่น สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายไอร้อนจากกายแกร่งที่แผ่ซ่านเข้ามาช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บจากกลิ่นกำยานมารยาเมื่อครู่ นายพรานหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคมกริบฉายแววดุดันราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำศัตรูให้แหลقคามือ
"เจ้าไหวหรือไม่..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างกังวล ฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านตามประสาคนทำงานหนักยกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อข้างขมับให้นางอย่างทะนุถนอม ผิดกับภาพลักษณ์นายพรานป่าผู้โหดเหี้ยมในสายตาชาวบ้านลิบลับ
"ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะเฟิงหลิน..." ว่านหลิวแย้มรอยยิ้มบางเบาแต่มั่นใจ
"คนพวกนั้นคงคิดว่าใช้ไม่ไม้เล่ห์กลสกปรกเช่นนี้แล้ว ข้าจะยอมจำนนหรืออย่างไรกัน น่าขันสิ้นดี!"
นางแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะสะบัดมือเรียกมิติลับคลังแสงอาหารออกมาในพริบตา แสงสีฟ้าเรืองรองสว่างวาบขึ้นในความมืด ก่อนที่ขวดหยกบรรจุยาล้างพิษโอสถทิพย์จะปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ นางไม่รอช้า รีบดึงจุกไม้ออกแล้วกรอกของเหลวเย็นเฉียบลงคอทันที ความรู้สึกปั่นป่วนในท้องมลายหายไปในพริบตา ร่างกายกลับมาเบาสบายและเปี่ยมล้นด้วยพลังอีกครั้ง
"ในเมื่อพวกมันกล้าส่งของขวัญต้อนรับการเปิดกิจการมาให้ถึงที่เช่นนี้ หากเราไม่สนองตอบด้วย 'เมนูพิเศษ' สักจาน ก็คงเสียชื่อเชฟมือหนึ่งแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดหมดแล้วล่ะเจ้าค่ะ"
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นอย่างคึกคักริมสายธารใสสะอาด แปลงเกษตรอินทรีย์ที่ว่านหลิวเนรมิตขึ้นด้วยเมล็ดพันธุ์วิเศษจากมิติลับบัดนี้เจริญเติบโตงอกงามจนน่าอัศจรรย์ ผักกาดเขียวอวบอ้วน กวางตุ้งฮ่องเต้สีเขียวสด และสมุนไพรหายากนานาชนิดแข่งกันชูช่อรับแสงตะวันยามเช้า หยดน้ำค้างพราวระยับบนใบไม้ราวกับอัญมณีเม็ดเล็กๆ
ไม่ไกลกันนัก ร้านอาหารขนาดกะทัดรัดสร้างจากไม้ไผ่ธรรมชาติและอิฐดินเผาถูกตกแต่งอย่างประณีต ป้ายไม้สลักตัวอักษรพู่กันจีนลายมือเฉียบคมว่า "ครัวธาราพันล้าน" แขวนโดดเด่นอยู่หน้า-ร้าน ส่งกลิ่นอายผสมผสานระหว่างความเรียบง่ายของชนบทและความหรูหราทันสมัยอย่างลงตัว
จ้าวเฟิงหลินรับหน้าที่เป็นลูกมือคนสำคัญ ร่างสูงใหญ่ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อสมส่วนที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการยกกระสอบแป้งและจัดเตรียมโต๊ะไม้สนขัดมันอย่างขะมักเขม้น สายตาของเขามองตามร่างบางของภรรยาที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบในครัวเปิดด้วยความรักและเอ็นดูระคนหวงแหน
"ท่านพี่ เจ้าช่วยนำน้ำซุปกระดูกหมูตุ๋นโสมพันปีไปตั้งไฟอ่อนๆ ทีนะเจ้าคะ อย่าให้เดือดพล่านเด็ดขาด มิฉะนั้นความหวานของน้ำซุปจะสูญเสียไป" เสียงหวานเอدرสั่งงานอย่างคล่องแคล่ว มือเรียวบางสับเนื้อหมูสามชั้นติดมันอย่างเป็นจังหวะ ราวกับกำลังบรรเลงบทเพลงอันไพเราะ
"รับทราบแล้วฮูหยิน" เฟิงหลินตอบรับด้วยรอยยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินไปจัดการตามคำสั่งอย่างแม่นยำ ไม่มีความเกี่ยงงอนหรืออิดออดแม้แต่น้อย สำหรับเขาแล้ว การได้ช่วยเหลือภรรยาทำมาหากินคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตหลังปลดประจำการ
กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศสูตรลับเริ่มลอยฟุ้งกระจายไปทั่วผืนป่าและหมู่บ้านใกล้เคียง ลมพัดโชยอ่อนๆ พาเอาความหอมหวานของ "หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงซีอิ๊วโบราณ" และ "ซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีน" กระจายไปไกลหลายลี้ ชาวบ้านที่สัญจรไปมาต่างต้องหยุดฝีเท้า สูดดมกลิ่นหอมเย้ายวนใจนั้นด้วยความหิวโหย
"กลิ่นอะไรน่ะ... หอมยิ่งกว่าภัตตาคารในเมืองหลวงเสียอีก!"
"นั่นมันร้านค้าของนังตัวแสบหลินว่านหลิวไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงมีกลิ่นหอมน่ากินเช่นนี้ได้ล่ะ!"
เสียงซุบซิบค่อยๆ ดังขึ้นบริเวณหน้าร้าน บรรดาชาวบ้านและพ่อค้าแม่ขายต่างเริ่มทยอยเดินเข้ามามุงดูด้วยความอยากรู้อยอยากเห็น ทว่ายังไม่ทันที่ใครจะได้ก้าวเข้าเขตประตูกันสาด เสียงโวยวายคุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"หลีกทาง! หลีกทางหน่อยโว้ย! พวกข้าจะเข้าไปดูซิว่านังหลานอกตัญญูมันเอาเงินจากไหนมาเปิดร้านใหญ่โตเช่นนี้!"
ร่างอ้วนท้วมของป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลหลิวเดินกระแทกกระทั้นนำหน้าเหล่าเครือญาติจอมสูบเลือดสูบเนื้อเข้ามา ใบหน้าอัปลักษณ์บิดเบี้ยวด้วยความริษยาและโลภโมจันทน์ ด้านหลังมีลุงใหญ่และลูกพี่ลูกน้องชายอีกสองคนเดินตามมาสมทบด้วยแววตาหมายมาดจะกอบโกยผลประโยชน์
ว่านหลิววางตะหลิวในมือลงอย่างช้าๆ นางไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย รอยยิ้มเยาะหยันฉายชัดบนมุมปากเรียวสวย นางก้าวเดินออกมาจากห้องครัวด้วยท่าทีสง่างามราวกับพญาหงส์
"โอ้... ลมอะไรหอบพวกท่านมากันพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ หรือว่ากลิ่นอาหารของร้านข้าจะหอมจนทนไม่ไหว จนต้องรีบมาขอส่วนบุญตั้งแต่เช้าตรู่กันเลยหรือ?"
น้ำเสียงเย้ยหยันบาดลึกทำเอาป้าสะใภ้หน้าชาดาน ใบหน้าอ้วนฉุขึ้นสีแดงจัดด้วยความโกรธเกรี้ยว นางชี้หน้านางเอกสาวแล้วแผดเสียงแหลมสูง
"นังหลินว่านหลิว! แกกล้าดียังไงมาพูดจาถางถางพวกฉัน! ร้านค้านี้ เงินทุนที่แกเอามาสร้างต้องเป็นสมบัติที่ขโมยมาจากตระกูลหลิวแน่ๆ คายออกมาเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นฉันจะไปฟ้องทางการให้มาลากคอพวกแกผัวเมียเข้าคุกข้อหาลักทรัพย์!"
บรรยากาศโดยรอบเงียบกริบลงทันที สายตานับสิบคู่จับจ้องมาที่เรื่องราวความขัดแย้งของครอบครัวนี้อย่างใจจดใจจ่อ ทว่าจ้าวเฟิงหลินกลับก้าวออกมาบังร่างของภรรยาไว้ครึ่งหนึ่ง แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองกลุ่มคนตระกูลหลิวราวกับมองเศษขยะมูลฝอย กดดันจนทุกคนถึงกับผถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"ถ้าคิดว่ามีปัญญาพอก็เชิญไปฟ้องอำเภอได้เลย..." เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา
"แต่ก่อนจะไป... ข้าเกรงว่าพวกท่านคงต้องชำระหนี้สินที่ติดค้างไว้กับภรรยาของข้าเสียก่อนกระมัง?"
ว่านหลิวตบมือเบาๆ สองครั้ง รอยยิ้มการค้าผุดขึ้นบนใบหน้าสวยหวาน ทว่าแววตากลับเย็นยะเยือกไร้ความปรานี นางสะบัดมือดึงม้วนกระดาษสัญญาเงินกู้และหลักฐานการฉ้อโกงออกมาจากมิติลับ ชูขึ้นให้ทุกคนได้เห็นกันจะๆ
"ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ... สัญญาเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยทบต้นทบดอกที่พวกท่านเคยกดขี่ขูดรีดข้ามาหลายปี บัดนี้ถึงเวลาที่ต้องชำระคืนแบบต้นทุนและกำไรพร้อมดอกเบี้ยทบต้นแล้วล่ะเจ้าคะ!"
นางย่างก้าวเข้าไปใกล้ป้าสะใภ้ที่เริ่มมีเหงื่อกาฬไหลซึมเต็มแผ่นหลัง ดวงตาดอกท้อทอประกายเจ้าเล่ห์สมฉายาสตรียอดนักธุรกิจสมองเพชร
"หากไม่มีเงินสดมาจ่าย... ข้าเกรงว่าพวกท่านคงต้องเอาที่ดินทำกินผืนสุดท้ายมาจำนองไว้กับร้าน 'ครัวธาราพันล้าน' ของเราแทนแล้วล่ะเจ้าค่ะ... เชิญเลือกเอาตามสบายเลยนะเจ้าคะว่าจะจ่ายด้วยเงินหรือด้วยที่ดิน!"
สิ้นคำพูดเฉียบขาดของนาง ฝูงชนรอบด้านต่างส่งเสียงฮือฮากันด้วยความสะใจ ความกดดันพุ่งถึงขีดสุด คนตระกูลหลิวหน้าซีดเผือดราวกับไก่ต้ม ทว่าในจังหวะที่เกมกำลังตกเป็นฝ่ายของว่านหลิวอย่างสมบูรณ์แบบนั้นเอง...
กริ๊ง... กริ๊ง...
เสียงกระดิ่งลมโลหะดังแว่วมาจากทางชายป่าลึก ทั้งๆ ที่ไม่มีกระแสลมพัดผ่านแม้แต่น้อย กลิ่นหอมหวานประหลาดที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มหวนกลับมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่กลิ่นกำยานเดิม หากแต่เป็นกลิ่นหอมเย็นของดอกไม้อันตรายที่เติบโตได้เฉพาะในเขตแดนต้องห้ามของหุบเขาปีศาจ!
ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบตรงทางเข้าร้าน ไม่มีใครทันสังเกตเห็นว่าเขาเดินมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ บุรุษปริศนาผู้มีใบงดงามราวกับปีศาจจำแลงแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาสองสีที่แตกต่างกันข้างหนึ่งดำสนิท อีกข้างเป็นสีฟ้าครามราวกับท้องทะเลลึกทอดมองตรงมาที่หลินว่านหลิว
"แม่นางหลิน... ดูท่าทางกิจการของเจ้าจะเริ่มต้นได้ไม่เลวเลยทีเดียว..."
น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงไปด้วยอันตรายถึงชีวิตเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่เขายื่นจดหมายผนึกด้วยครั่งสีแดงฉานมาตรงหน้านาง
"เกรงว่า... เจ้ายังลืมสะสางสัญญาฉบับสำคัญที่สุด... กับ 'สำนักเงาพยัคฆ์' ของข้าไปเสียแล้วกระมัง?"
หัวใจของว่านหลิวหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่แข็งค้างในทันที นางจ้องมองตราประทับบนซองจดหมายนั้นด้วยความตกตะลึง เพราะมันคือสัญลักษณ์ขององค์กรลับที่นางเคยคิดว่าสะสางบัญชีจบไปแล้วตั้งแต่ชาติก่อน!
—--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "กระท่อมไผ่ริมธาร" มาโดยตลอดนะคะ!
เซียนครัวสตรีทสมองเพชร กับกับดักหัวใจนายพรานป่า•ตอนที่ 12
ย่างก้าวสู่วิถีชีวิตใหม่ที่มั่งคั่ง
ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนครัวสตรีทสมองเพชร กับกับดักหัวใจนายพรานป่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!