“บอกแล้วไงคะว่าดึกดื่นแบบนี้ ไม่ควรปีนระเบียงมาบ้านคนอื่นอย่างไร้มนุษยธรรม!”
ตะวันเกือบจะสะดุดพรมเช็ดเท้าล้มคว่ำหน้าหากว่ามือหนาของคนที่ยืนอยู่ตรงระเบียงจะไม่ได้คว้าข้อมือเขาไว้เสียก่อน กลิ่นน้ำหอมคุ้นจมูกปนกับกลิ่นไอความเย็นของลมยามค่ำคืนโชยแตะจมูกทันทีที่บานกระจกถูกเลื่อนเปิดออก ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อฮู้ดสีดำสนิทของพี่ว้ากหน้าดุ—ไอ้พี่เหนือตัวดี—กำลังก้าวเข้ามาในห้องนอนของเขาหน้าตาเฉย ราวกับระเบียงห้องชั้นสองนี่เป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวอย่างไรอย่างนั้น
“ก็โทรไปแล้วไม่ยอมรับสาย อ่านแล้วก็ไม่ตอบ พี่ก็ต้องใช้วิธีโบราณสิคะ... หรือจะให้ปีนหน้าต่างห้องรับแขกชั้นล่างแทน หื้ม?”
เหนือเลิกคิ้วกวนประสาท ดวงตาคมกริบภายใต้แสงไฟส้มสลัวในห้องนอนของตะวันพราวระยับด้วยรอยยิ้มเจ้าเลื้อ.ก เจ้าตัวทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เบาะนุ่มหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ของตะวันอย่างถือวิสาสะ เสื้อฮู้ดตัวโคร่งขยับตามจังหวะการหายใจ ทำเอาคนเป็นเจ้าของห้องที่เพิ่งตั้งสติได้ต้องรีบถอยกรูดไปยืนกอดอกพิงขอบเตียงนอนทันที
“นี่มันห้องนอนผมนะเว้ย! บุกรุกยามวิกาลแบบนี้ ผมแจ้งตำรวจจับได้เลยนะ!” ตะวันโวยวายเสียงเบาหวิว กลัวว่าคุณแม่ที่นอนอยู่ห้องข้างๆ จะตื่นขึ้นมาได้ยินเข้า
“จับเลยไหมล่ะคะ เผื่อจะได้ติดคุกข้อหา ‘ลักลอบขโมยหัวใจน้องวิศวะปีสอง’... ว่าแต่ข้อหานี้ปรับเป็นกี่แอมป์ดีล่ะครับ ถึงจะพอไถ่โทษที่ทำให้เด็กแถวนี้งอนจนหน้ามุ้ยได้”
“ใครงอนพี่! หน้าผมเป็นแบบนี้อยู่แล้วป่ะวะ เลิกมโนแล้วก็ไสหัวกลับทางเดิมไปเลยนะ!” ตะวันแหวใส่พลางยกมือขึ้นผลักไหล่กว้างของอีกฝ่ายเบาๆ สองที แต่มีหรือที่คนตัวโตกว่าจะสะเทือน เหนือกลับคว้าข้อมือข้างที่ผลักเขาไว้ได้ทัน แล้วออกแรงดึงเบาๆ เพียงนิดเดียว ร่างเพรียวบางของตะวันก็เสียหลักเซถลาเข้าไปอยู่ในวงแขนแกร่งทันที
ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ใกล้แค่คืบ หัวใจเจ้ากรรมในอกข้างซ้ายเริ่มเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ตะวันพยายามจะดันแผงอกกว้างนั้นออก แต่ยิ่งดิ้น วงแขนที่โอบรอบเอวเขาก็ยิ่งกระชับแน่นขึ้น เหมือนคีมเหล็กกล้าที่ไม่มีวันหลุด
“ปล่อยเลยนะไอ้พี่เหนือ! เดี๋ยวผมตีตายเลย”
“ตีสิคะ... พี่ให้ตีฟรีสามทีเลยเอ้า” เหนี่ยวกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด ปลายคางได้รูปเกยลงบนลาดไหล่แคบของคนขี้โวยวาย น้ำเสียงที่เคยขี้เล่นและกวนประสาทเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มทุ้ง อบอุ่น และจริงจังจนน่าใจหาย “แต่ถ้าตีครบสามทีแล้ว... ต้องยอมฟังความจริงที่พี่จะพูดด้วยนะ ตะวัน”
บรรยากาศในห้องนอนเงียบลงชั่วขณะ ได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบาๆ และเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นโครมครามแข่งกันในความมืด ตะวันชะงักกึก ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เมื่อหันไปสบเข้ากับดวงตาคู่นคมที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย—ความรู้สึกที่เหนี่ยวรั้ง ซ่อนเร้น และพยายามอดกลั้นมานานแสนนาน
“...พี่จะพูดอะไรอีก เลี่ยนจะตายอยู่แล้ว” ตะวันเบือนหน้าหนีไปมองตู้เสื้อผ้า พวงแก้มเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อโดยไม่ต้องมีบลัชออนช่วยเสริม “ถ้าจะมาพูดอะไรไร้สาระ ก็กลับไปซะเถอะ ผมง่วงแล้ว”
“ตอนที่สลับร่างกัน... จำได้ไหมคะว่าพี่คิดอะไรอยู่ตลอดเวลา”
คำถามนั้นทำให้ร่างบางนิ่งค้างไป ตะวันเม้มริมฝีปากแน่น สมองย้อนกลับไปนึกถึงช่วงเวลาบ้าๆ บอๆ ที่วิญญาณพวกเขาดันสลับร่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ ช่วงเวลาที่เขาต้องไปยืนว้ากหน้านิ่งใส่รุ่นน้อง แทนที่จะได้นอนตีพุงสบายๆ ในห้องแอร์ ช่วงเวลาที่เขาได้แอบมองความเป็นอยู่ของอีกฝ่าย ได้เห็นมุมเปิ่นๆ มุมที่เหนื่อยล้า และมุมที่... ใส่ใจเขายิ่งกว่าใคร
“พี่... พี่ก็คงคิดว่าผมเป็นคนน่ารำคาญล่ะสิ” ตะวันตอบเสียงอ้อมแอ้ม ความมั่นใจที่เคยมีหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของเหนือเอื้อมขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากให้อย่างเบามือ
“ผิดค่ะ” เหนือกระซิบชิดริมใบหู เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าเล็กน้อย “ตอนที่อยู่ในร่างตะวัน... พี่เพิ่งรู้ว่าโลกใบนี้มันมีสีสันขึ้นมาก็ตอนที่ได้มองเห็นรอยยิ้มของเด็กปากร้ายคนนี้ ตอนที่พี่ต้องทนเห็นนายโดนคนอื่นรังแก หรือตอนที่นายทำหน้าบึ้งใส่พี่... พี่รู้เลยว่าหัวใจตัวเองมันพังยับเยินขนาดไหน ถ้าวันหนึ่งนายหายไปจากชีวิตพี่จริงๆ”
ตะวันเบิกตากว้าง สมองประมวลผลคำพูดรัวเร็ว หัวใจเต้นแรงจนเจ็บแปลบไปหมด ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในอกทีละน้อย ลบล้างกำแพงความเก๊กและความดื้อรั้นที่สร้างไว้จนพังทลายลงราบคาบ
“พี่... พูดบ้าอะไรเนี่ย” ตะวันพึมพำเสียงสั่น ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ มือบางที่เคยกำหมัดแน่น ค่อยๆ คลายออกแล้ววางลงบนอกเสื้อของคนตรงหน้าโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ได้บ้าค่ะ... และไม่ได้พูดเล่นด้วย” เหนือผละใบหน้าออกเล็กน้อย เพื่อสบตาตากลมโตที่กำลังคลอไปด้วยหน่วยน้ำใสๆ สันจมูกโด่งคลอเคลียอยู่ใกล้แก้มเนียน ปลายจมูกชนกันเบาๆ อย่างสนิทสนม “ตะวัน... ที่พี่ทำทุกอย่าง ที่พี่ตามกวน ตามตื๊อ นายยังดูไม่ออกจริงๆ เหรอคะว่าพี่จีบอยู่”
“ไอ้คนฉวยโอกาส...” ตะวันพึมพำเบาๆ ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับมีคนเอาเตาไฟมาจ่อใกล้ๆ แต่ริมฝีปากที่เม้มแน่นกลับค่อยๆ คลายออกเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่เจ้าตัวพยายามกลั้นไว้แทบไม่ไหว “ใครจะไปรู้ทันคนเจ้าเล่ห์อย่างพี่เล่า...”
“งั้นตอนนี้รู้แล้วใช่ไหมคะ?” เหนือยิ้มกว้าง แววตาพราวระยับด้วยความดีใจจนปิดไม่มิด “เป็นแฟนกับพี่นะตะวัน... เลิกเก๊ก เลิกปากแข็ง แล้วมาให้พี่ดูแลสักทีเถอะครับ”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความหวานชื่นและเสียงหัวใจที่เต้นตรงกัน ตะวันสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบนั้นตรงๆ ริมฝีปากบางขยับเตรียมจะเอ่ยคำตอบที่อีกฝ่ายรอคอย—คำตอบที่จะเปลี่ยนสถานะของพวกเขาไปตลอดกาล
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของตะวันกำลังจะขยับเปล่งเสียงคำว่า "ตกลง" ออกมานั้นเอง
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื่อมต่อกับระเบียงห้องนอนของห้องข้างๆ ดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับเงาร่างโปร่งสูงของใครบางคน—คนที่ไม่มีทางควรจะมาโผล่อย่างเด็ดขาดในเวลาตีสองครึ่งแบบนี้—กำลังยืนโบกไม้โบกมือยิ้มแฉ่งอยู่หลังกระจกใส!
“เฮ้ย! ไอ้เหนือ! มึงแอบปีนระเบียงมาห้องน้องเขาเหรอวะเนี่ย โห... ไอ้เสือร้าย! เปิดประตูให้กูด้วย กูปีนตามมาไม่ไหวโว้ย เมื่อยขาชิบหาย!”
เสียงตะโกนข้ามระเบียงห้องของ **จอมทัพ** ตัวชงระดับตำนานดังทะลุความเงียบสงบเข้ามา ทำเอาบรรยากาศสีชมพูฟรุ้งฟริ้งเมื่อครู่กระเจิงหายไปในพริบตาเดียว!
เหนือชะงักกึก ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหัวเสียสุดขีดจนเส้นเลือดแทบปูด ส่วนตะวันถึงกับอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่านสลับมองหน้าพระเอกหนุ่มที่กำลังทำหน้าเหมือนอยากจะกระโดดออกไปถีบเพื่อนสนิทตัวเองลงตึกชั้นสองให้รู้แล้วรู้รอด!
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาร่วมลุ้นและอมยิ้มไปกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นของเจ้าเด็กขี้โวยวายกับพี่ว้ากขี้เก๊กของเรานะคะ! ❤️
ดีลลับสลับร่างยัยตัวดีกับพี่ว้ากขี้เก๊ก•ตอนที่ 27
วินาทีที่หัวใจตรงกัน
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสลับร่างยัยตัวดีกับพี่ว้ากขี้เก๊ก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!