กลิ่นสีทาผนังผสมกับฝุ่นปูนฉาบใหม่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณไซต์งานก่อสร้างชั้นสาม ความเงียบงันระหว่างคนสองคนน่าอึดอัดเสียยิ่งกว่าเสียงเครื่องตัดเหล็กแหลมหูเมื่อครู่ ธันวากลืนก้อนความน้อยใจลงคออย่างยากลำบาก รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าเมื่อครู่ถูกแช่แข็งไว้ด้วยความเยียบเย็นที่เรย์เพิ่งมอบให้เมื่อครู่ ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่เคยแตะโดนกลายเป็นภาพลวงตาที่สลายหายไปในพริบตา เหลือไว้เพียงช่องว่างของระยะห่างที่ถูกขีดเส้นไว้อย่างชัดเจน
สถาปนิกหนุ่มก้มมองแบบแปลนในมือที่เริ่มยับยู่ยี่เพราะแรงกำของตัวเอง เขากัดริมฝีปากแน่น พยายามดึงความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีที่หล่นหายให้กลับคืนมา ธันวาไม่ใช่คนที่จะยอมก้มหัวให้ใคร ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเก่งกาจมาจากไหน หรือทำใจสั่นไหวได้มากแค่ไหนก็ตาม
"ถ้าจะยืนเป็นเสาหินประดับไซต์งาน ช่วยขยับไปยืนให้พ้นทางลากสายไฟด้วยค่ะ คุณสถาปนิก"
เสียงทุ้มต่ำติดจะห้วนกระด้างดังขึ้นทำลายความเงียบ เรย์ไม่ได้หันมามองหน้าเขาด้วยซ้ำ ร่างสูงในชุดช่างสีซีดกำลังก้มลงตรวจเช็กความเรียบร้อยของคานเหล็กรับน้ำหนัก ปลายนิ้วกร้านงานหมุนประแจในมือดังคลิกๆ อย่างคล่องแคล่ว แผ่นหลังกว้างนั้นแผ่รังสีความดื้อรั้นและถือดีออกมาเสียจนธันวาอยากจะเอาแบบแปลนฟาดหัวสักทีสองที
"ปากแบบนี้นี่แหละค่ะที่น่าเอาคัตเตอร์กรีดนัก" ธันวาพึมพำลอดไรฟัน เสียงเบาหวิวแต่ตั้งใจให้ได้ยิน
เรย์ชะงักมือที่กำลังขันน็อตเล็กน้อย มุมปากหนากระตุกขึ้นนิดหนึ่งอย่างแทบสังเกตไม่เห็น แต่เขาก็ยังคงนิ่งเงียบ ไม่โต้ตอบคำจิกกัดนั้นทันทีเหมือนเคย ความเงียบแบบนี้แหละที่กวนประสาทธันวาที่สุด มันไม่ใช่ความยอมแพ้ แต่เป็นความเยือกเย็นของผู้ชายสายลุยที่รู้ดีว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าในเรื่องหน้างาน
ธันวาเชิดหน้าขึ้น สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ปัญหาหน้างานตรงหน้าแก้ไม่ตกอยู่แล้ว ยังต้องมาเจออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของวิศวกรปากร้ายนี่อีก คนอะไร เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ยิ่งกว่าฟ้าฝนเดือนหกเสียอีก
"แบบจุดนี้ฉันคำนวณระยะร่นใหม่แล้ว มันชนกับท่อระบบระบายอากาศที่คุณวางแนวไว้ตอนแรก ถ้าไม่ขยับคานตัวนี้ออกไปอีกสิบเซ็นติเมตร ฝ้าตรงนี้จะต่ำจนเดินชนหัวแน่ๆ" ธันวาเอ่ยเข้าเรื่องด้วยน้ำเสียงห้วนและเป็นงานเป็นทางการที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นนั้นไปข้างหน้า
ไม่มีเสียงตอบรับจากวิศวกรหนุ่ม เรย์ยังคงนั่งยองๆ อยู่กับพื้น ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมารับกระดาษจากมือเขา
ธันวากลั้นหายใจ ความรู้สึกหงุดหงิดตีรวนขึ้นมาอีกรอบ ให้ตายสิ เขาอุตส่าห์ยอมลดอีโก้เดินมาบอกถึงที่นี่ ยังจะมาทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอีกเหรอ คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลหรือไง
"นี่ คุณเรย์! หูหนวกหรือว่า..."
หมับ!
ยังไม่ทันที่ธันวาจะได้พ่นคำด่าชุดใหญ่ใส่หน้าอีกฝ่าย เรย์ก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างกะทันหัน แรงปะทะทำให้ธันวาต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่งตามสัญชาตญาณ และในวินาทีนั้นเอง วิศวกรหนุ่มก็เอื้อมมือมาฉวยกระดาษแบบแปลนในมือเขาไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ปลายนิ้วหนาปัดผ่านฝ่ามือของธันวาแผ่วเบา จงใจหรือไม่จงใจก็ไม่อาจรู้ได้ แต่สัมผัสอุ่นจัดนั้นทำให้สถาปนิกหนุ่มสะดุ้งวาบราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ช็อตเข้าที่กลางใจ
ธันวาชักมือกลับแทบจะไม่ทัน ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ จนต้องรีบเบนสายตาไปมองคานเหล็กด้านหลังแทน
เรย์กางแบบแปลนออกอ่าน กวาดสายตาคมกริบตรวจดูตัวเลขที่ธันวาจดแก้ไขอย่างรวดเร็ว สมองระดับหัวกะทิของวิศวกรประเมินโครงสร้างในหัวเสร็จสรรพภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที แววตาที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ยามที่เขาพยักหน้ารับกับตัวเองเงียบๆ
ไม่มีคำชม ไม่มีคำอธิบายว่า *'คุณทำถูกแล้ว'* หรือ *'ผมเข้าใจแล้ว'* ตามแบบฉบับคนปากแข็ง
เรย์หันหลังเดินกลับไปหยิบประแจปากตายและคีมล็อคขนาดใหญ่จากกล่องเครื่องมือสีแดงเก่าๆ ที่วางอยู่มุมเสา เขาทำทุกอย่างด้วยความเงียบ ก่อนจะเดินกลับมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าธันวาในระยะประชิด กลิ่นเหงื่อจางๆ ผสมกับกลิ่นอายความเป็นผู้ชายดิบๆ ลอยเข้าแตะจมูกจนธันวาต้องเผลอกลั้นหายใจ
วิศวกรหนุ่มไม่พูดพร่ำทำเพลง เขายื่นมือข้างที่ถือประแจด้ามใหญ่มาข้างหน้า... ไม่ใช่เพื่อยื่นให้ธันวาถือ แต่เป็นการยื่น *เครื่องมือ* ชิ้นเล็กอีกชิ้นที่เหน็บไว้ที่กระเป๋าเสื้อกั๊กของตัวเองออกมาต่างหาก
มันคือตลับเมตรเหล็กสีเหลืองเก่าๆ ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน ขอบโลหะมีรอยขูดขีดเต็มไปหมด แต่สะอาดสะอ้านและผ่านการดูแลอย่างดี
เรย์ยื่นมันมาตรงหน้าธันวา นิ่งค้างไว้แบบนั้น
ธันวาขมวดคิ้วมุ่น ก้มมองตลับเมตรในมืออีกฝ่ายสลับกับใบหน้าคมเข้มที่บึ้งตึงเป็นปรกติ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับนิ่งสงบ ไม่มีประกายเย้ยหยันเหมือนทุกที
"อะไรคะ?" ธันวาถามเสียงแข็ง พยายามดึงความเยือกเย็นกลับมา
"ถือไว้" เรย์ตอบสั้นๆ ห้วนๆ ตามสไตล์
"ฉันมีมือค่ะ แล้วฉันก็มีตลับเมตรเลเซอร์ของตัวเองด้วย ทำไมฉันต้องเอาของคุณ" สถาปนิกปากเก่งเชิดหน้าปฏิเสธทันที ไม่มีทางเสียหละที่จะยอมรับของจากคนใจร้ายคนนี้ง่ายๆ
เรย์ถอนหายใจยาวพรืด สีหน้าฉายแวือระอาใจอย่างไม่ปิดบัง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ธันวาคาดไม่ถึง
ควบ!
มือหนาคว้าข้อมือเรียวของธันวาไว้แน่นด้วยแรงที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป แต่เด็ดขาดพอที่จะทำให้ขยับหนีไม่ได้ ก่อนจะยัดตลับเมตรเหล็กด้ามนั้นใส่มือของสถาปนิกหนุ่ม แล้วพับนิ้วเรียวของธันวาให้กำมันไว้จนแน่น
สัมผัสหยาบกร้านจากฝ่ามือที่ผ่านการทำงานหนักปะทะกับผิวเนื้อเนียนนุ่ม ธันวารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟวิ่งพล่านไปทั่วทั้งแขน หัวใจดวงน้อยกระหน่ำเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความโกรธเคืองเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความตื่นตระหนกและ... ความวาบหวามที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
เรย์ไม่ยอมสบตาเขา วิศวกรหนุ่มเบือนหน้ามองไปทางอื่น กรามขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ใบหน้าคมเข้มขึ้นสีแดงจางๆ ที่ซอกคอและใบหูอย่างเห็นได้ชัด แม้จะพยายามทำตัวนิ่งขรึมแค่ไหน แต่ท่าทีเก้ๆ กังๆ ยามที่ต้องแสดงความอ่อนโยนออกมา มันช่างขัดกับลุคดิบเถื่อนของเจ้าตัวเสียเหลือเกิน
"เลเซอร์บ้าอะไร... แบตหมดกลางแดดจัดๆ ก็ไร้ค่า" เรย์พึมพำเสียงเบาหวิว ชนิดที่ถ้าไม่ตั้งใจฟังก็คงไม่ได้ยิน "ของพวกนี้... ถึงจะเก่าและหนักมือหน่อย แต่เวลาหน้างานจริง มันพึ่งพาได้มากกว่าไอ้เครื่องมือไฮเทคราคาแพงของคุณก็แล้วกัน"
ธันวานิ่งอึ้ง สมองประมวลผลคำพูดห้วนๆ นั้นไม่ทัน นี่คือ... คำขอโทษในแบบฉบับของเรย์อย่างนั้นหรือ?
ไม่มีคำว่า *'ขอโทษ'* ออกมาจากปากผู้ชายคนนี้แม้แต่ครึ่งคำ แต่วิธีการกระทำ การยื่นเครื่องมือให้โดยไม่สบตา การยอมลดอีโก้ด้วยการบังคับให้เขารับของจำเป็นมาใช้ มันคือภาษาของความห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความปากแข็งและฟอร์มจัดขั้นสุด
ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้ร้ายกาจชะมัด
ธันวาก้มมองตลับเมตรในมือที่ยังคงอุ่นไอความร้อนจากมือของอีกฝ่าย หัวใจที่เคยตั้งกำแพงสูงลิ่วกลับถูกทุบพังลงมาทีละน้อยอย่างง่ายดาย ความรู้สึกประหลาดบางอย่างกำลังตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก มันไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความรู้สึก 'แพ้ทาง' อย่างราบคาบ
สถาปนิกหนุ่มเม้มปากแน่น พยายามซ่อนรอยยิ้มที่กำลังจะระบายออกมาบนใบหน้า เขาตวัดสายตากลับไปมองวิศวกรหนุ่มที่ทำเป็นยืนกอดอกมองวิวด้านนอกตึก ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ใบหูยังคงแดงแจ๋
"ปากแข็งชะมัด..." ธันวาพึมพำเบาๆ แต่ตั้งใจให้อีกฝ่ายได้ยิน
เรย์หันขวับมามองค้อนทันที ดวงตาคมดุจ้องเขม็ง "ว่าไงนะ?"
"เปล่าค่ะ!" ธันวาเชิดใส่ทันควัน รีบดึงมือตัวเองออกจากจากการกุมของเรย์อย่างรวดเร็ว แม้จะเสียดายไออุ่นนั้นลึกๆ ก็ตาม "ฉันแค่ว่าตลับเมตรคุณมันเก่าเกินไปต่างหาก เดี๋ยวดึงออกมาวัดแล้วมันอาจจะดีดใส่มือฉันก็ได้ ใครจะไปรู้"
"ถ้าดีดใส่มือ เดี๋ยวผมพ่นสีทำแผลให้ฟรีรอบนึง เอาไหมล่ะ?" เรย์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาพราวระยับด้วยประกายความกวนประสาทที่คุ้นเคย บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเคมีคุ้นเคยที่ทั้งปะทะทั้งดึงดูดกันอย่างประหลาด
ธันวากลอกตาใส่หนึ่งที แต่ยอมเหน็บตลับเมตรเหล็กนั้นไว้ที่กระเป๋าคาดเอวของตัวเองอย่างดี โดยที่เรย์แอบลอบมองการกระทำนั้นด้วยหางตา พร้อมกับมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ
นี่คือจุดเริ่มต้น... ของการพักรบชั่วคราว และอาจเป็นก้าวแรกของมิตรภาพที่เปราะบางแต่ลึกซึ้งกว่าเดิม
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะหันกลับไปเคลียร์งานที่ค้างคา เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังสะท้อนก้องมาจากบันไดหนีไฟด้านหลัง พร้อมกับเสียงเรียกชื่อที่ทำให้ทั้งเรย์และธันวาต้องชะงักกึกพร้อมกัน
"คุณธันวา! คุณเรย์! แย่แล้วครับ... ทางสำนักงานใหญ่ส่งคนลงมาตรวจไซต์งานกะทันหัน ตอนนี้กำลังเดินตรวจมาถึงชั้นสองแล้วครับ!"
เสียงของพิม ผู้จัดการโปรเจกต์ที่วิ่งหน้าตาตื่นขึ้นมาตะโกนบอกด้วยความตกใจ ทำให้ทั้งคู่หันขวับไปมองหน้ากันทันที ความตึงเครียดระลอกใหม่พุ่งทะยานขึ้นมาในพริบตาเมื่อรู้ว่าใครคือคนที่กำลังก้าวขึ้นมาเยือนไซต์งานนี้
ธันวาหน้าถอดสีทันที เมื่อนึกถึงใบหน้าบึ้งตึงของบุคคลที่ก้าวเข้ามาในตึกนี้—พี่ชายแท้ๆ ของเขาเอง ผู้ซึ่งเกลียดการทำงานนอกกรอบของเขาที่สุดในโลก!
----------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความซึนและเคมีชวนจิกหมอนของต้าววิศวกรปากร้ายกับสถาปนิกคนเก่งในตอนนี้ด้วยนะคะ!
สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคราฟต์•ตอนที่ 8
คำขอโทษที่ไม่มีคำพูด
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคราฟต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!