“ถ้าคุณยังยืนทำหน้าเหมือนคนท้องผูกแบบนั้น โครงการนี้คงได้กลายเป็นสุสานคอนกรีตสมชื่อที่คุณแช่งไว้แน่ ๆ ค่ะคุณธันวา”
เสียงทุ้มต่ำติดจะห้วนกระด้างของเรย์ดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงใต้ดินที่แสงไฟจากหลอดนีออนสmีกระด้างสาดกระทบโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิม ธันวาไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจาคมคายเช่นเคย ใบหน้าคมคายที่มักเชิดขึ้นด้วยความถือดีบัดนี้ซีดเผือด นัยน์ตาสีเข้มไหวระริกด้วยความตระหนก ภาพร่างของพี่ชายแท้ๆ ที่ก้าวเข้ามาในตึกเมื่อครู่ยังติดตรึงอยู่ในม่านตา ความกดดันจากตระกูลที่สลัดไม่หลุดกำลังบีบเค้นหัวใจของสถาปนิกหนุ่มจนแทบหายใจไม่ออก
เรย์ขมวดคิ้วมุ่น วิศวกรหนุ่มก้าวเท้าฉับ ๆ เข้ามาประชิดตัวร่างโปร่งที่ยืนแข็งทื่อเป็นหิน มือหนารวบแขนเรียวของอีกฝ่ายไว้แน่นก่อนจะออกแรงดึงหลบเข้าไปในมุมอับของเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ที่ถูกบังด้วยแผ่นพลาสติกกันฝุ่น
“เฮ้ย! คุณจะทำบ้าอะไร…” ธันวาอุทานเสียงหลง ร่างกายเซถลาตามแรงดึงจนแผ่นหลังชนเข้ากับเนื้อคอนกรีตเย็นเฉียบ
“เงียบปากแล้วตั้งสติหน่อย ธันวา” เรย์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงดุดันแต่แฝงความร้อนรนบางอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่อาจหาคำอธิบาย “พี่ชายคุณกำลังเดินตรวจงานทางปีกซ้าย ถ้าไม่อยากโดนลากกลับไปบริหารบริษัทเฟอร์นิเจอร์บ้าบออะไรนั่น ก็หุบปากแล้วมุดลงไปใต้คานนี้กับผมเดี๋ยวนี้”
ยังไม่ทันที่ธันวาจะได้โต้แย้ง ฝ่ามือหนาก็คว้าเอวบางแล้วดันให้มุดลงไปในช่องว่างระหว่างฐานรากกับแนวท่อระบายอากาศชั่วคราว พื้นที่แคบอึดอัดจนแทบไม่มีอากาศหายใจ กลิ่นอับชื้นของดินและฝุ่นปูนคละคลุ้ง แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือแผงอกกว้างของวิศวกรหนุ่มที่ตามลงมาขวางกั้นสายตาจากภายนอกไว้จนมิด
ธันวาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนไม่รู้ว่ามาจากความตื่นกลัวพี่ชายหรือเพราะระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินพอดี เรย์คร่อมอยู่เหนือร่างของเขา แขนข้างหนึ่งค้ำยันพื้นคอนกรีตไว้เพื่อไม่ให้ทับน้ำหนักลงมา ใบหน้าคมเข้มอยู่ห่างจากปลายจมูกของเขาเพียงคืบเดียว จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดร่องแก้ม
“คุณ… ตัวหนักเป็นบ้าเลยนะเรย์” ธันวาเค้นเสียงกระซิบลอดไรฟัน พยายามกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงด้วยการหาเรื่อง
“ถ้าไม่หนักแล้วคุณจะอยู่นิ่ง ๆ ได้แบบนี้เหรอครับ” เรย์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาดิบเถื่อนคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าเนียนที่เปื้อนคราบฝุ่นจาง ๆ ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก “ปากเก่งนัก ทำไมตอนนี้ถึงตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำล่ะ หืม?”
“ใครสั่น… ผมแค่เกลียดฝุ่นแถวนี้ต่างหากเล่า” ธันวาเชิดหน้าขึ้นเถียง แม้ว่ามือเรียวจะกำชายเสื้อผ้าฝ้ายของอีกฝ่ายไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
“ครับ เก่งจัง” เรย์เหยียดยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกที แต่กลับมีความนุ่มนวลแปลกประหลาดที่ทำให้คนมองรู้สึกร้อนผ่าวที่พวงแก้ม “อยากให้ผมช่วยปิดปากให้สนิทกว่านี้ไหมล่ะ เผื่อเสียงหัวใจคุณมันจะดังทะลุออกไปข้างนอก”
“ไอ้บ้าวิศวกร…”
ธันวาพึมพำด่าได้แค่นั้นเมื่อปลายนิ้วหยาบกร้านของเรย์เอื้อมมาเกลี่ยปอยผมที่ปรกลงมาบังหน้าผากให้อย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำให้โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของบุคคลที่สามที่เดินตรวจงานอยู่ด้านนอกเลือนหายไปจากโสตประสาท เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ที่สอดประสานกันท่ามกลางความมืดมิดใต้คอนกรีต
ทว่า ความเงียบงันที่ก่อตัวขึ้นราวกับจะเยียวยากลับถูกทำลายลงด้วยเสียงโลหะขูดขีดเบา ๆ จากรอยต่อของคานด้านบน น้ำปูนสีขาวขุ่นเริ่มหยดลงมาละอองหนึ่งกระทบเข้ากับไหล่กว้างของเรย์
วิศวกรหนุ่มชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที เขารemบดึงสติกลับมาสู่ความเป็นจริง ปลายนิ้วที่เคยสัมผัสแก้มเนียนเปลี่ยนเป็นจับไหล่บางให้ขยับถอยหลังไปอีกนิด “แย่แล้ว… โครงสร้างตรงจุดนี้รับน้ำหนักเกินพิกัดอย่างที่ผมคาดไว้จริง ๆ แรงสั่นสะเทือนจากด้านบนเมื่อกี้ทำให้รอยร้าวขยายตัว”
ธันวาหน้าตื่น ลืมความเขินอายเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น สัญชาตญาณของสถาปนิกเพอร์เฟกต์ชันนิสต์ตื่นตัวเต็มที่ เขายกมือขึ้นแตะรอยต่อคอนกรีตที่เริ่มมีเศษปูนร่วงกราวลงมา “ไม่ได้การ… ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ คานโซน A จะทรุดตัวลงมาทับโซ้าระบบไฟทั้งหมดแน่ เราต้องทำอะไรสักอย่าง… แบบลับ ๆ ก่อนที่ทีมวิศวกรส่วนกลางจะเข้ามาตรวจพรุ่งนี้เช้า”
เรย์มองใบหน้าจริงจังของคนตรงข้าม แววตาคมกริบฉายประกายพึงพอใจชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “ถ้าอย่างนั้นเรามีเวลาแค่คืนนี้คืนเดียว… คุณต้องเชื่อใจผม ธันวา”
ทั้งคู่ขยับตัวลุกขึ้นจากซอกหลืบแคบ ๆ อย่างเงียบเชียบ เรย์หยิบไฟฉายคาดหัวขึ้นมาสวมพร้อมกับส่งสัญญาณมือให้สถาปนิกหนุ่มหยิบแบบแปลนโครงสร้างฉุกเฉินออกมา กลิ่นอายของการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อเริ่มก่อตัวขึ้นท่ามกลางความกดดัน ธันวาหยิบดินสอขึ้นมาคำนวณตัวเลขแรงเฉือนบนแผ่นกระดาษอย่างรวดเร็ว ขณะที่เรย์เตรียมอุปกรณ์เสริมเหล็กค้ำยันชั่วคราวที่แอบซ่อนไว้หลังกองวัสดุ
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงโดยไม่มีใครปริปากบ่น ความเหนื่อยล้าถูกแทนที่ด้วยสมาธิขั้นสุด ร่างกายที่แนบชิดกันในยามคับขันเมื่อครู่หลงเหลือเพียงความเชื่อใจที่เติบโตขึ้นอย่างเงียบเชื่อง
“โอ1เค ขันน็อตตัวสุดท้ายแน่นแล้ว” เรย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปาดเหงื่อที่ผุดพรายตามกรอบหน้าคมคาย ก่อนจะหันมามองธันวาที่กำลังนั่งยอง ๆ ตรวจสอบความเรียบร้อยของรอยต่อคอนกรีตด้วยความทึ่ง “ฝีมือใช้ได้นี่ คุณสถาปนิกปากจัด คำนวณโครงสร้างไม่เลวเลยนี่หว่า”
“พูดมากน่าวิศวกรดิบเถื่อน” ธันวาว่าพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แต่เพราะความเหนื่อยล้าและพื้นที่แคบทำให้ข้อเท้าพลิก ร่างเพรียวเซถลาล้มลงไปในอ้อมแขนของเรย์ที่รอรับไว้อย่างรู้ทันพอดี
เรย์โอบเอวบางไว้แน่น ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร นัยน์ตาสีเข้มของธันวาไหวระริกเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบทรงเสน่ห์ที่มองตรงมาอย่างมีความหมาย ความเงียบสงบยามดึกในไซต์งานสร้าง บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบให้แคบลงจนเหลือเพียงเสียงหัวใจของคนสองคน
“นี่… ปล่อยได้แล้วมั้ง” ธันวาเอ่ยเสียงแผ่วเบา ความร้อนเริ่มแล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มอีกครั้ง
“ถ้าผมไม่ปล่อยล่ะ?” เรย์กระซิบตอบ เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าจนน่ากลัว “คุณจะทำไมผม…”
ยังไม่ทันที่ธันวาจะได้ตอบโต้คำถามชวนใจเต้นนั้น เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของใครบางคนก็ดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับแสงไฟฉายสาดส่องตรงมายังมุมเสาที่พวกเขายืนอยู่
“ธันวา! แกมาทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ที่นี่ดึกดื่นมืดค่ำแบบนี้!”
เสียงทุ้มทรงอำนาจที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นด้วยความเกรี้ยวกราด พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของ **ธนิน** พี่ชายแท้ๆ ของธันวา ที่ก้าวพ้นเงื้อมเงาเสาคอนกรีตออกมาด้วยสีหน้าบึ้งตึงดั่งพายุฝน นัยน์ตาดุดันคู่นั้นกวาดมองน้องชายในอ้อมแขนของวิศวกรหนุ่มสลับกับรอยค้ำยันโครงสร้างแปลกปลอมด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางมาถึงตอนนี้ด้วยกันนะคะ
สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคราฟต์•ตอนที่ 9
ความลับใต้คอนกรีต
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคราฟต์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!