กลิ่นอายของโสมภูเขาป่าอายุร้อยปีที่ถูกเคี่ยวจนงวด แข่งกับกลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาเผาอบอولอยวนอยู่ในตำหนักจันทร์กระจ่าง ยามนี้ราตรีล่วงเข้าสู่ยามสาม (00:00 - 02:00 น.) ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วเรือนหลังใหญ่ ทว่าเบื้องหลังม่านไหมปักลายหงส์คู่เมฆา กลับมิได้มีความสงบแม้แต่น้อย
"ข้าบอกแล้วอย่างไรว่ายานี้ต้องดื่มขณะอุ่นจัด หากปล่อยให้เย็นลงเช่นนี้ สรรพคุณในการขับพิษโลหิตย่อมลดลงครึ่งหนึ่ง"
น้ำเสียงนุ่มทุ้งแต่เต็มไปด้วยความเฉียบขาดดังขึ้น พร้อมกับปลายนิ้วเรียวระหงของซูเหม่ยที่จรดลงบนชีพจรบริเวณข้อมือแกร่ง นางกำลังตรวจวัดจังหวะการเต้นของหัวใจบุรุษตรงหน้าด้วยความตั้งใจ จนลืมสังเกตระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินงาม
ฉินอ๋องเฟยหลงมิได้ขยับเขยื้อนวรกาย พระองค์เพียงทอดพระเนตรดวงหน้าหวานล้ำที่ผมน고กกระเซิงเล็กน้อยเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งวัน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทมิฬคู่นั้นมิได้มีความดุร้ายเยียบเย็นดังเช่นยามเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางกังฉินในท้องพระโรง ตรงกันข้าม มันกลับพราวระยับด้วยประกายความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยคำ
"เจ้าบ่นเก่งยิ่งกว่าหมอหลวงประจำสำนักแพทย์หลวงเสียอีกนะ ซูเหม่ย" เฟยหลงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทว่าแฝงรอยยامขบขันจางๆ ที่มุมพระoست
"หม่อมฉันหาได้บ่นไม่เพคะ แต่กำลังเตือนสติท่านอ๋องผู้ทรงปรีชาญาณ ที่มักจะละเลยพระandรภาพของตนเองเพื่อสะสางฎีกาลับพวกนั้น!" ซูเหม่ยเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นกลับต้องชะงักค้าง เมื่อพบว่าใบหน้าคมคายของพระองค์อยู่ห่างจากนางเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนที่เจือกลิ่นสมุนไพรระรินรดอยู่บนพวงแก้มเนียน ทำให้หัวใจดวงน้อยที่เคยสงบนิ่งมาตลอดกลับเต้นรัวรากลองศึก
บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นอบอุ่นและชวนให้ใจสั่นสะท้าน แม้ภายนอกลมหนาวในยุค 70-80 (ภายใต้บริบทจีนโบราณที่กาลเวลาคู่ขนาน) จะพัดโชยจนหน้าต่างกระพือ แต่ภายในวงแขนที่เผลอขยับมาโอบล้อมรอบเอวบางของเฟยหลง กลับสร้างเกราะกำบังอันแน่นหนาจนความหนาวเหนาวัดมิอาจแผ้วพาน
ผิดกับบรรยากาศอันหนתเหน็บที่เรือนปีกตะวันออก—
หลี่ม่านขว้างถ้วยกระเบื้องเคลือบราคาแพงลงกับพื้นจนแตกกระจาย เสียงเศษกระเบื้องกรีดกรายบาดลึกความเงียบยามวิกาล อนุภรรยาผู้ทะเยอทะยานกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้า
"เจ้าว่าอย่างไรนะ? ท่านอ๋องทรงประทับอยู่ที่ตำหนักของนางตลอดทั้งคืน แถมยังมิยอมให้ผู้ใดรบกวนงั้นรึ!"
"เพคะ... บ่าวได้ยินบ่าวรับใช้หน้าห้องรายงานมาว่า ท่านอ๋องทรงยอมเสวยยาขมที่ฮูหยินต้มให้ด้วยพระองค์เอง ทั้งยัง... ทั้งยังทรงใช้ผ้าเช็ดพระพักตร์ให้ฮูหยินด้วยซ้ำเพคะ" สาวใช้คนสนิทรายงานตัวสั่น
ดวงตาของหลี่ม่านวาวโรจน์ด้วยความริษยาและแค้นเคือง แผนการที่นางร่วมมือกับสายลับฝ่ายตรงข้ามเพื่อหยิบยื่นยาพิษอย่างช้าๆ ให้ฉินอ๋อง คาดไม่ถึงว่าซูเหม่ยจะเข้ามาขัดขวางและดูแลพระองค์อย่างใกล้ชิดจนพิษในพระวรกายเริ่มถูกขับออกทีละน้อย หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ ตำแหน่งชายาเอกและอำนาจในจوانอ๋องจะมิมีวันตกเป็นของนางอย่างแน่นอน!
"หึ... คิดว่าจะเก่งกาจมาจากไหนกันเชียว แค่นายแพทย์หญิงตกอับจากมิติอันใดก็ไม่รู้" หลี่ม่านแค่นยิ้มเหี้ยมเกรียม รอยยิ้มบิดเบี้ยวบนใบหน้าที่เคยงดงามชวนให้สะพรึงกลัว "ในเมื่อแผนการช้าๆ ใช้ไม่ได้ผล เราก็ต้องใช้ 'ไม้ตาย' ที่ทำให้พวกมันไม่มีวันหวนกลับมา"
ณ ตำหนักจันทร์กระจ่าง
เฟยหลงมิได้ล่วงรู้ถึงแผนการอันชั่วร้ายที่กำลังก่อตัวขึ้นในความมืด พระองค์กำลังทอดพระเนตรซูเหม่ยที่กำลังก้มหน้าก้มตาจัดเตรียมถุงหอมสมุนไพรไล่แมลงและบำรุงประสาทให้พระองค์ มือเรียวเล็กที่ผ่านการรักษาผู้คนมานับไม่ถ้วนคู่นี้ ยามนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยยามที่นิ้วของพระองค์เอื้อมไปกุมไว้หลวมๆ
"ดึกมากแล้ว ให้คนอื่นทำแทนเถอะ" สุ้มเสียงของเฟยหลงทุ้มนุ่มและเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนอย่างที่สตรีใดในแผ่นดินไม่เคยได้รับมาก่อน
"ไม่ได้เพคะ... หากไม่ทำตอนนี้ พรุ่งนี้เช้าอาการไข้ของท่านอ๋องอาจจะ..." ซูเหม่ยชะงักคำพูดเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบว่า สายตาของเฟยหลงที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง เกินกว่าที่แพทย์หญิงผู้ปราดเปรื่องจะหาคำใดมาอธิบาย
"ข้าไม่ได้หมายถึงถุงหอม..." เฟยหลงขยับพระวรกายเข้าไปใกล้doesอีกนิด พระหัตถ์หนาเอื้อมไปปัดปอยผมที่เคลียแก้มเนียนออกให้อย่างทะนุถนอม "ข้าหมายถึง... เจ้าควรพักผ่อนได้แล้ว ซูเหม่ย จวนหลังนี้มีเงาพญายมมากมายจ้องเล่นงานข้า แต่ข้ากลับกังวลเพียงความปลอดภัยของเจ้าคนเดียวเท่านั้น"
คำพูดที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยและคำสารภาพกลายๆ ทำให้ซูเหม่ยรู้สึกเหมือนมีผีเสื้อนับร้อยตัวบินวนอยู่ในท้อง ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าสู่หัวใจที่เคยปิดตาย นางกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบบางอย่าง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่เริ่มก้าวข้ามเส้น "แพทย์กับคนไข้" ไปสู่ความผูกพันที่แท้จริง
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งสองกำลังจะขยับเข้าใกล้กัน เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรัวเร็วจากด้านนอกก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบ!
"เรียนท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ!" เสียงของสาวใช้หน้าตาตื่นลอยทะลุม่านเข้ามา "ท่านราชครู... ท่านราชครูส่ง 'พระราชโองการลับ' ด่วนที่สุดมาจากในวังหลวง แจ้งว่าพบหลักฐานการกบฏซุกซ่อนอยู่ในเรือนของฮูหยินซูเหม่ยพะยะค่ะ!"
ซูเหม่ยชะงักค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ขณะที่ฉินอ๋องเฟยหลงหรี่พระเนตรลงวูบหนึ่ง รัศมีสังหารอันเยียบเย็นและดุร้ายราวดั่งราชสีห์ตื่นจากจำศีลแผ่ซ่านออกมาจากวรกายทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
หวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับจุดหักมุมอันเชือดเฉือนนี้ แล้วมาร่วมลุ้นระทึกไปพร้อมกันว่าซูเหม่ยจะใช้สติปัญญาใดฝ่าวิกฤตินี้ไปได้ในตอนหน้าค่ะ!
ท่านอ๋องอย่าร้ายสิคะ หมอหญิงผู้นี้ไม่อยากหย่า•ตอนที่ 14
ความสัมพันธ์ที่คืบหน้า
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้ายสิคะ หมอหญิงผู้นี้ไม่อยากหย่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!