กลิ่นควันธูปไม้กฤษณาอบอวลเคล้าความเยียบเย็นของราตรีที่ถูกย้อมด้วยสีเลือด กาน้ำชาลายครามใบงามถูกวางกระแทลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังสนั่น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
ซูเหม่ยมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางเพียงปรายหางตามองถ้วยชาที่เพิ่งถูกรินขึ้นใหม่ ควันสีขาวกรุ่นลอยอวลขึ้นมาปะปนกับกลิ่นอายความตายที่โชยมาจากมุมมืดของเรือนรับรอง สายตาคมกริบดั่งศัลยแพทย์ยามวินิจฉัยโรคกวาดมองไปยังเงาร่างสั่นเทาของบรรดาบ่าวไพร่และอนุภรรยาที่ถูกจับคุกเข่าเรียงรายอยู่เบื้องหน้า
"ในจวนแห่งนี้ เลี้ยงดูพวกเจ้าด้วยข้าวปลาอาหารชั้นเลิศ ให้เกียรติเสมือนคนในครอบครัว แต่สิ่งที่พวกเจ้าตอบแทน... คือการแอบซ่อนพิษสลายกระดูกไว้ในสำรับยาของท่านอ๋องอย่างนั้นหรือ?"
น้ำเสียงของซูเหม่ยราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนหลี่ม่านที่นั่งตัวสั่นอยู่ริมสุดถึงกับหน้าถอดสี อนุภรรยาผู้ทะเยอทะยานพยายามฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความหวาดกลัว เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าขาววาววับ นางพยายามเงยหน้าขึ้นสบตา พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
"ฮูหยิน... ท่านกล่าวหาพวกเราเกินไปแล้วเจ้าค่ะ! พวกเราเป็นเพียงบ่าวและอนุ M มีใจกล้าหาญปานนั้นที่จะทำร้ายท่านอ๋องกันเล่า หลักฐานก็ไม่มี เหตุใดจึงใช้วิธีการป่าเถื่อนเช่นนี้ปรักปรำพวกเรา!"
ซูเหม่ยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันดิ่งลึก นางค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปใกล้หลี่ม่านทีละก้าว เสียงฝ่าเท้ากระทบพื้นไม้ดัง กรับ กรับ ดุจเสียงกลองศึกที่กำลังเร่งจังหวะชีวิตของคนทรยศให้สั้นลง
"หลักฐานหรือ? เจ้าต้องการหลักฐานอันใดอีกเล่า หลี่ม่าน" นางย่อกายลงเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกับอนุภรรยาผู้หน้าซีดเผือด "ผงหญ้าจันทร์เพ็ญที่ผสมอยู่ในยาบำรุงเมื่อยามซวี (19.00 - 20.59 น.) แม้จะไร้สีไร้กลิ่น แต่มันจะทำปฏิกิริยากับเงินบริสุทธิ์จนกลายเป็นสีดำคล้ำภายในสามลมหายใจ... เจ้าจะบอกว่า ข้าเอาผงยานี้ไปใส่ในถ้วยยาของสามีตนเองเพื่อฆ่าเขาอย่างนั้นหรือ?"
"ข้า... ข้าไม่รู้เรื่อง!" หลี่ม่านกรีดร้องเสียงหลง ใบหน้าที่เคยงดงามบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก นางหันไปโม่นกายโขกศีรษะกับพื้นเสียงดังลั่น "ท่านอ๋อง! ท่านอ๋องโปรดให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉันด้วยเพคะ! ฮูหยินนางริษยาหม่อมฉัน จึงก섬สร้างเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นมาเพื่อกำจัดพวกเราให้พ้นทาง!"
เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งแผ่นดินก้าวออกมาจากความมืด ฉินอ๋องเฟยหลง ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสลักนิ่งสนิทไร้คลื่นอารมณ์ ดวงเนตรคมกปลาดาวคู่นั้นกวาดมองภาพความวุ่นวายเบื้องหน้าด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก ทว่ายามที่สายตาคู่นั้นทอดมองมายังซูเหม่ย แววตากลับอ่อนแสงลงวูบหนึ่งอย่างรวดเร็ว
"เจ้าสงสัยใคร่รู้สิ่งใด ลงมือจัดการได้ตามอำเภอใจ" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น เรียบเฉยแต่น่าเกรงขาม "ในจวนหลังนี้... อำนาจสูงสุดรองจากเปิ่นหวาง ก็คือฮูหยินของเจ้า"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กทุบลงกลางใจของหลี่ม่าน ความหวังสุดท้ายพังทลายลงในพริบตา นางไม่คาดคิดเลยว่าบุรุษผู้เย็นชาและไร้หัวใจผู้นี้ จะมอบอำนาจเด็ดขาดในการสังหารคนในเรือนหลังให้กับสตรีที่เขาเคยชิงชังรังเกียจ
ซูเหม่ยยืดตัวขึ้นเต็มความสูง นางหาได้มีความเมตตาปรานีต่อผู้ที่คิดปลิดชีพสามีและแย่งชิงทุกอย่างไปจากนางไม่ ในโลกยุค 70 นางผ่านการตัดสินใจเป็นตายบนเตียงผ่าตัดมานับไม่ถ้วน การล้างบางสายลับในเรือนหลังครั้งนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการตัดเนื้อร้ายทิ้งเพื่อรักษาชีวิตของคนทั้งจวน
"โบกมือ... นำตัวคนทรยศทั้งหมดออกไปรับโทษตามกฎของจวนอ๋อง" ซูเหม่ยออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด
เหล่าองครักษ์เงาพุ่งเข้ามาจับกุมตัวบ่าวไพร่ที่ซัดทอดว่าเป็นสายลับจากแคว้นศัตรูทันที เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงร้องขอชีวิตดังระเบิดขึ้น ทว่าไม่สามารถสั่นคลอนจิตใจที่มั่นคงดั่งหินผาของสตรีทั้งสองได้เลย
หลี่ม่านถูกลากตัวออกไป ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง นางตะโกนก้องด้วยเสียงอันแหบพร่าก่อนจะถูกปิดปาก
"ซูเหม่ย! เจ้าอย่าได้ใจให้มากนัก! นายเหนือหัวของพวกข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไว้แน่! อีกไม่นาน... ความลับของตัวตนที่แท้จริงเจ้าจะถูกเปิดเผย ฮ่าๆๆ..."
เสียงหัวเราะบ้าคลั่งค่อยๆ ห่างออกไปพร้อมกับร่างของหลี่ม่านที่ถูกกลืนหายไปในความมืดมิดของราตรี เหลือเพียงกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาตามสายลมหนาว
ซูเหม่ยยืนนิ่งอยู่ ณ จุดเดิม ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำพูดทิ้งท้ายของหลี่ม่าน ตัวตนที่แท้จริง? นางข้ามมิติมาอยู่ในร่างนี้ได้อย่างไร หรือจะมีใครล่วงรู้ความลับเรื่องที่นางไม่ใช่ซูเหม่ยคนเดิม?
สือใดไม่ทันตั้งตัว วงแขนแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กก็โอบกอดเข้ามาจากด้านหลัง สัมผัสอุ่นร้อนที่แนบชิดทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ กลิ่นอายบุรุษเฉพาะตัวผสมผสานกับกลิ่นจางๆ ของสนและเหล้าชั้นดีโอบล้อมร่างนางไว้
"คิดอันใดอยู่?" สุ้มเสียงทุ้มกระซิบแนบชิดใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงจนเกิดอาการขนลุกซู่
"หม่อมฉันไม่ได้คิดอันใดเพคะ... เพียงแต่รู้สึกว่า คืนนี้ลมหนาวค่อนข้างแรง" ซูเหม่ยตอบเสียงเรียบ พยายามควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่ทรยศให้อยู่ในความสงบ
ฉินอ๋องกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น คางคมเกยลงบนลาดไหล่บอบบางของนาง ดวงตาสีเข้มดุจพญาอินทรีทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย
"ลมหนาวในจวนอ๋องต่อให้รุนแรงเพียงใด ก็ไม่เท่ากับ... แผนการของแคว้นเยี่ยนที่กำลังจะเคลื่อนไหวในอีกสามวันข้างหน้าหรอก"
ซูเหม่ยเบิกตากว้างเล็กน้อย นางหันกลับไปหมายจะซักถาม ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยอันใด องครักษ์เงาก็พุ่งพรวดเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยท่าทางตื่นตระหนก รายงานเสียงสั่นเครือ
"ท่านอ๋อง! ฮูหยิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชสำนักส่งม้าเร็วถือราชโองการลับฉบับด่วนที่สุดมาถึงหน้าประตูจวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ... เนื้อความระบุว่า พระราชทานสมรสครั้งใหม่ให้ท่านอ๋อง... โดยทรงมีรับสั่งให้รับองค์หญิงแห่งแคว้นเยี่ยนเข้ามาเป็น 'ชายาเอก' อีกคนหนึ่งทันที!"
ถ้วยชาในมือของซูเหม่ยร่วงหล่นลงกระทบพื้นแตกกระจาย น้ำชาสีชาดกระเซ็นเปื้อนชายกระโปรงดั่งหยดเลือด ขณะที่ฉินอ๋องหรี่ตาลงคมกริบ บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดั่งพายุหิมะในเสี้ยววินาที
- - - - - - - - - -
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคไปกับซูเหม่ยและท่านอ๋องนะคะ!
ท่านอ๋องอย่าร้ายสิคะ หมอหญิงผู้นี้ไม่อยากหย่า•ตอนที่ 15
สงครามในเรือนหลัง
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้ายสิคะ หมอหญิงผู้นี้ไม่อยากหย่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!