ปลายเข็มเงินยาวสามนิ้วสะท้อนประกายวับวับใต้แสงประทีปน้ำมันหมู ก่อนจะถูกปักลงอย่างแม่นยำไร้ความลังเลที่จุดฝังเข็ม 'เหอกู่' บนหลังมือของชายชราผู้ยากไร้ ซูเหม่ยถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ขณะที่เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าผากเนียนละเอียด ทว่าดวงตาคู่นั้นยังคงฉายแววเด็ดเดี่ยวและมั่นคงดั่งหินผา ท่ามกลางกลิ่นอายของสมุนไพรต้มอบอวลที่คละคลุ้งไปทั่วเรือนรับรองชั่วคราว ณ
ชานเมืองตะวันตก
"อาการชาที่ขาของท่านตาดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?" ซูเหม่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง มือเรียวบางบรรจงเก็บเข็มเงินลงในห่อผ้าไหมสีหม่นอย่างทะนุถนอม
ชายชราผู้ป่วยก้มลงมองเรียวขาของตนที่บัดนี้สามารถขยับเขยื้อนได้ดั่งใจ
น้ำตาขุ่นคลัครื้นขึ้นเต็มหน่วยก่อนที่เขาจะทรุดกายลงโขกศีรษะคำนับนางซ้ำๆ "คุณหนูซู... พระมารดามาโปรดแท้ๆ ข้าคุกเข่าคารวะความเมตตาของท่าน! โรคปวดข้อนี้เรื้อรังมาสิบปี หมอหลวงในเมืองหลวงยังบอกให้รอวันตาย แต่วันนี้ท่านกลับทำให้ข้าเดินได้อีกครั้ง..."
เสียงอึกทึกครึกโครมจากภายนอกเรือนดังแทรกเข้ามา ขัดจังหวะความซาบซึ้งนั้นลง
แถวคอยของผู้เจ็บป่วยยาวเหยียดจนสุดสายตา เสียงร้องคร่ำครวญและเสียงสรรเสริญเยินยอหลอมรวมกันเป็นคลื่นเสียงแห่งศรัทธาที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมือง
นามของ "หมอหญิงซู" ขจรขจายไปไกลราวกับสายลมหน้าร้อนที่พัดพาเกสรดอกไม้ให้ปลิววับไปทั่วทุกสารทิศ
ชาวบ้านต่างพากันกราบไหว้บูชา ยิ่งกว่าเทพเซียนองค์ใดในศาลเจ้า
ทว่า ท่ามกลางความสำเร็จอันเกริกไกรนี้ เงาร่างสูงตระหง่านของบุรุษผู้หนึ่งกลับยืนสงบนิ่งอยู่มุมมืดริมหน้าต่าง ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองสตรีผู้กำลังวุ่นวายกับการรักษาคนไข้ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
ฉินอ๋องเฟยหลงสวมอาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรทองจมูกเสือ รัศมีเย็นเยียบแผ่ซ่านรอบกายจนผู้คนในรัศมีสิบก้าวไม่กล้าหายใจแรง มือหนากำด้ามกระบี่ประจำกายแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งพยายามยื่นมือไปแตะชายเสื้อของซูเหม่ยเพื่อแสดงความขอบคุณ
"ถอยไป" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพียงคำเดียว แต่มันกลับดังก้องกังวานดั่งสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ฝูงชนที่เบียดเสียดกันอยู่พลันเงียบกริบลงทันตาเห็นด้วยความหวาดกลัวต่อจิตสังหารอันเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากร่างของท่านอ๋องผู้โหดเหี้ยม
ซูเหม่ยชะงักมือที่กำลังจัดเทียบยา นางเงยหน้าขึ้นสบตาคมดุคู่นั้นด้วยแววตาเรียบเฉย นางวางพู่กันในมือลงช้าๆ ก่อนจะหันไปสั่งความกับผู้ช่วยฝึกหัดเสียงเรียบ "เจ้าช่วยแจกจ่ายยาบำรุงเลือดชุดนี้ให้หมด แล้วให้ทุกคนกลับไปพักผ่อนได้ วันนี้พอแค่นี้ก่อน"
สิ้นเสียงหวาน บรรยากาศภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครา มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่สอดประสานกันท่ามกลางกลิ่นอายความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
เฟยหลงก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว ย่างก้าวของเขามั่นคงและทรงพลังดั่งพญาเสือโคร่งที่กำลังต้อนเหยื่อเข้ามุม "เจ้าช่างหาญกล้ายิ่งนัก ซูเหม่ย" น้ำเสียงเยียบเย็นเอ่ยลอดไรฟัน "ออกมารักษาชาวบ้านจนชื่อเสียงขจรไกลถึงในวังหลวง ลืมไปแล้วกระมังว่าฐานะที่แท้จริงของเจ้าคืออะไรในจวนอ๋อง?"
ซูเหม่ยมิได้สะทกสะท้าน นางแย้มยิ้มบางเบาราวกับไม่เห็นรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากบุรุษตรงหน้า นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างไว้ศักดิ์ศรี "หม่อมฉันเป็นหมอ หน้าที่ของหม่อมฉันคือการช่วยชีวิตคน หรือว่าท่านอ๋องทรงกังวลว่า... ชื่อเสียงของหม่อมฉันจะกลบรัศมีของท่านจนหมดสิ้นกันล่ะเพคะ?"
คำพูดที่เปี่ยมด้วยการเหน็บแนมอย่างชาญฉลาดนี้ทำให้เฟยหลงแค่น
"หึ อวดดี!" เขาเอื้อมมือหนาเข้าคว้าข้อมือเรียวของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แรงบีบนั้นมากพอที่จะทำให้สตรีทั่วไปกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แต่นางกลับเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไม่ยอมแพ้ "จำใส่ใจไว้ ซูเหม่ย เรือนหลังของข้าไม่เคยต้อนรับสตรีที่โดดเด่นเกินหน้าเกินตา การที่เจ้าทำตัวเป็นที่สนใจเช่นนี้... กำลังชักศึกเข้าบ้านรู้ตัวหรือไม่?"
"ศึกในจวนอ๋องหรือเพคะ?" ซูเหม่ยแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความเย้ยหยันที่ซ่อนเร้น "หม่อมฉันไม่เคยเกรงกลัวอนุภรรยาผู้ใดที่จ้องจะวางยาพิษ หรือแม้แต่เงาของความตายที่ท่านอ๋องหยิบยื่นให้ทุกค่ำคืน... แต่สิ่งที่หม่อมฉันเสียดายที่สุด คือการที่บุรุษผู้ทรงอำนาจแห่งแคว้นฉิน กลับหวาดกลัวแม้กระทั่งเสียงสรรเสริญของราษฎรตาดำๆ"
"เจ้า!" เฟยหลงขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความโกรธเกรี้ยวพลุ่งพล่านขึ้นในอกราวกับเปลวเพลิงที่ถูกสุมด้วยเชื้อไฟ เคมีระหว่างคนทั้งสองระอุคุกรุ่นจนอากาศรอบตัวคล้ายจะร้อนระอุขึ้นมาจริงๆ ความดุร้ายดั่งศิลาของแม่ทัพผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด กำลังถูกสั่นคลอนด้วยสติปัญญาและวาจาเชือดเฉือนของสตรีตรงหน้า
ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาก็แหวกม่านเข้ามาคั่นกลาง
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์หนุ่มคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยหงส์และหยาดฝนที่เพิ่งโปรยปรายลงมาด้านนอก "ราชสำนักส่ง... พระราชโองการด่วนที่สุดมาถึงจวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เฟยหลงชะงัก เขายอมปล่อยข้อมือซูเหม่ยช้าๆ สายตาคมกริบเปลี่ยนทิศทางไปยังม้วนราชประทานสีเหลืองทองอร่ามที่องครักษ์ประคองด้วยสองมือ
สังหรณ์ใจบางอย่างบอกเขาว่า พายุลูกใหญ่ที่แท้จริงกำลังจะมาเยือนแล้ว
ซูเหม่ยถอยหลังไปหนึ่งก้าว จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางอีกครั้ง
นางรู้ดีว่าชื่อเสียงที่ขจรไกลของตนในวันนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ชาวบ้านแซ่ซ้องเท่านั้น แต่มันกำลังดึงดูดสายตาอันริษยาจากเบื้องบน และหมากกระดานนี้... กำลังจะพลิกผันไปสู่อีกระดับที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnวาจาใดออกมา องครักษ์เงากลับเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาตื่นตระหนกสุดขีด พร้อมกับประโยคที่ทำให้ลมหายใจของคนทั้งห้องต้องสะดุด
"พระราชโองการฉบับนี้... มีรับสั่งตรงถึงหมอหญิงซู ให้เดินทางเข้าวังหลวงคืนนี้ เพื่อถวายการรักษา 'องค์ชายใหญ่' ที่ทรงประชวรด้วยโรคปริศนา... ซึ่งแพทย์หลวงทั้งหมดในสำนักหมอหลวงประกาศิตแล้วว่า... ไร้ทางเยียวยา!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงมิติอันลึกล้ำนี้ไปพร้อมกันนะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
ท่านอ๋องอย่าร้ายสิคะ หมอหญิงผู้นี้ไม่อยากหย่า•ตอนที่ 9
ประกาศศักดาหมอหญิง
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้ายสิคะ หมอหญิงผู้นี้ไม่อยากหย่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!