เสียงหัวปากกาเคมีสีแดงที่ขีดเส้นตวัดลงบนกระดาษไขแผ่นใหญ่ดัง *สวาท* ยาวๆ คือเสียงเดียวที่ทำลายความเงียบสงัดภายในห้องประชุมชั้นสี่ของบริษัทสถาปนิก ‘กรวินท์ดีไซน์’ ในยามวิกาล
“ถ้าคุณยังยืนกรานจะใช้เสาประดับลวดลายหล่อสำเร็จรูปตรงโถงทางเข้าตึกรับรองนั่น ผมแนะนำให้รื้อวิศวกรรมโครงสร้างทั้งหมดทิ้งแล้วเริ่มคำนวณคานฐานรากใหม่ตั้งแต่ศูนย์นะครับ คุณกรวินท์”
เสียงทุ้มเรียบเรื่อยที่เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบไม่ได้เจือแววประชดประชันแม้แต่น้อย แต่มันคือความจริงจังระดับที่สามารถทำให้คนฟังอยากเอาหัวโขกผนังคอนกรีตเปลือยตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอด
กรวินท์ถอนหายใจเฮือกใหญ่จนหน้าม้าสีเข้มที่ปรกหน้าผากปลิวไสว เขาเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะเขียนแบบขนาดใหญ่ ดวงตาคมกราบจ้องมองผู้ตรวจการหน้านิ่งที่นั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้สำนักงานอย่างถือดี ภานุในยามนี้ไม่ได้สวมเสื้อสูทเนี๊ยบกริบเหมือนเวลาตรวจหน้างาน แต่เสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอกกับเนคไทที่ถูกคลายปมหลวมๆ กลับขับเน้นให้เห็นสันกรามคมชัดและช่วงคอระหงที่ชวนให้คนมองเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
“คุณภานุครับ สมองของวิศวกรอย่างคุณนี่ถูกหล่อด้วยคอนกรีตผสมน้ำยาเซ็ตตัวไวหรือไงครับ ถึงได้ไร้ซึ่งจินตนาการทางสถาปัตยกรรมสิ้นดี” กรวินท์กัดฟันกรอด ปากคอเราะร้ายตามสันดานดิบที่ติดตัวมาตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง “นั่นมันงานคอนเซปต์ ‘Modern Brutalism’ นะครับคุณพี่! เสานั่นคือจุดตัดทางสายตาที่ช่วยลดทอนความแข็งกระด้างของตัวอาคาร ไม่ใช่เสาลิเกที่ผมจะเอาทองคำเปลวไปแปะ!”
“แต่มันรับน้ำหนักไม่ได้ตามมาตรฐานวิศวกรรมความปลอดภัยครับ” ภานุสวนกลับทันควัน นัยน์ตาสีเข้มใต้กรอบแว่นสายตาพราวระยับด้วยความท้าทาย “ผมไม่ได้จ้างมาให้คุณวาดรูปส่งประกวดความงาม แต่ผมกำลังตรวจแบบเพื่อสร้างตึกจริงให้คนอยู่จริง ถ้าตึกถล่มลงมาเพราะเสา ‘ลดทอนความแข็งกระด้าง’ ของคุณ กรวินท์… คนแรกที่จะติดคุกหัวโตไม่ใช่ผม แต่เป็นสถาปนิกปากดีที่นั่งทำหน้ายักษ์อยู่ตรงนี้นี่แหละครับ”
บรรยากาศในห้องเงียบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงแอร์ตัวเก่าที่ส่งเสียงหึ่งๆ แข่งกับเสียงฝนปรอยด้านนอกที่เริ่มซัดสาดเข้ากับกระจกหน้าต่างบานใหญ่ กรวินท์จ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง มือเรียวที่จับปากกาอยู่บีบแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
เขารู้ดีว่าสิ่งที่ภานพูดมันถูกต้องทุกประการ แบบร่างของเขามันสวยงามในแง่ทฤษฎี แต่มันมีจุดบกพร่องทางโครงสร้างที่เขาพยายามหลบเลี่ยงมาตลอดสามวันเพราะไม่อยากยอมรับความพ่ายแพ้ต่อไอ้ผู้ตรวจการหน้านิ่งคนนี้
แต่ทว่า... ความโกรธเกรี้ยวและอาการฮึดฮัดเมื่อครู่กลับค่อยๆ มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อสายตาของกรวินท์บังเอิญกวาดไปเห็นความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ใต้ดวงตาสีเข้มคู่นั้น ขอบตาของภานุคล้ำนิดๆ สันจมูกโด่งรั้นมีคราบดินสอเปื้อนอยู่เล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
นี่คือชั่วโมงที่ห้าของการทำงานโต้รุ่ง และพวกเขาทั้งคู่ติดแหง็กอยู่กันสองคนในออฟฟิศที่ปิดไฟมืดสนิท มีเพียงโคมไฟตั้งโต๊ะสีส้มอุ่นๆ สองดวงที่สาดแสงสว่างเฉพาะจุด
“...เหนื่อยไหมล่ะครับ”
จู่ๆ เสียงของกรวินท์ก็อ่อนลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่หายวับไปกับตา เหลือเพียงน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่เจือความห่วงใยเจือจาง
ภานุที่กำลังก้มหน้าตรวจรายการคำนวณหน้ากระดาษชะงักไปนิด ชายหนุ่มช้อนสายตาขึ้นมองสถาปนิกหนุ่มด้วยความประหลาดใจระคนระแวง “คุณว่าอะไรนะ”
“ผมถามว่าเหนื่อยไหม” กรวินท์ถอนหายใจยาว ยอมวางปากกาลงแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้บ้าง ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังอีกฝ่ายอย่างไร้เกราะกำบัง “นั่งจ้องตัวเลขบ้าๆ นี่มาตั้งแต่สามทุ่มจนตีสองครึ่ง หน้าตาคุณซีดเป็นไก่ต้มแล้วครับคุณผู้ตรวจการ ถ้าคุณเป็นลมพับไปตรงนี้ ผมไม่มีแรงแบกคุณไปส่งโรงพยาบาลหรอกนะบอกไว้ก่อน”
ภานุนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าคนปากคอเราะร้ายอย่างกรวินท์จะหลุดประโยคทำนองนี้ออกมาได้ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่งจนกรวินท์เผลอสะดุดลมหายใจตัวเองไปชั่วขณะ
“ผมไม่เป็นลมง่ายๆ หรอกครับ...” ภานุเอ่ยเสียงเบาลงกว่าปกติ บรรยากาศรอบตัวที่เคยมีแต่แรงปะทะ เริ่มเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โซนปลอดภัยที่เงียบสงบและอบอุ่นอย่างน่าประหลาด “แต่ถ้าพูดถึงกาแฟ... ผมว่ากระป๋องสุดท้ายในตู้เย็นข้างล่างน่าจะหมดอายุไปตั้งแต่ปีมะโว้แล้วมั้งครับ”
กรวินท์หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เขายันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะเขียนแบบมาหยุดอยู่ตรงหน้าเก้าอี้ที่ภานุนั่งอยู่ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
ภานุเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ แว่นสายตาเกือบจะร่วงหล่นลงมาทับสันจมูก ใบหน้าคมคายอยู่ใกล้เสียจนกรวินท์ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสบู่และกลิ่นกระดาษเก่าๆ จากตัวของวิศวกรหนุ่ม
“ไม่ต้องลงไปข้างล่างหรอครับ” กรวินท์โน้มตัวลงเล็กน้อย มือหนาวางทับลงบนพนักแขนเก้าอี้ของภานุ กักตัวอีกฝ่ายให้อยู่ในอาณาเขตของตนเอง “ผมมียาชูกำลังชั้นดีอยู่... สนใจรับสักหน่อยไหมล่ะครับ”
“ยาอะไรของคุณ...” ภานุขมวดคิ้วสงสัย ทว่าหัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวผิดจังหวะด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
กรวินท์ไม่ตอบเป็นคำพูด แต่เขายื่นมืออีกข้างที่ซ่อนอยู่ด้านหลังออกมายื่นตรงหน้า
ในอุ้งมือของสถาปนิกหนุ่มมีลูกอมรสมิ้นต์เย็นจัดอยู่สองเม็ด และ... รอยยิ้มมุมปากที่ร้ายกาจแต่กลับอบอุ่นเสียจนคนมองรู้สึกร้อนผ่าวที่พวงแก้ม
“ลูกอมดับกลิ่นปากเวลาที่คุณบ่นผมไงครับ” กรวินท์กระซิบเสียงพร่า แววตาคมกริบจดจ้องริมฝีปากของอีกฝ่ายนิ่งนาน “กินซะ จะได้มีแรงมาเถียงผมต่อ... จนถึงเช้า”
ภานุเม้มปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ข้างหู ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนรับรู้ได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของกันและกัน ทำให้ห้องทำงานที่กว้างใหญ่แคบลงเหลือเพียงพื้นที่ระหว่างคนสองคน
นิ้วเรียวของภานุกำลังจะเอื้อมไปหยิบลูกอมในมือของกรวินท์ ทว่าจังหวะนั้นเอง...
*ปัง!*
เสียงประตูกระจกห้องทำงานชั้นสี่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงรัวเร็วของมินตราที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“พี่กร! พี่ภานุ! แย่แล้วค่ะ! แบบร่างโครงการเฟสสองที่ส่งให้ทางผู้บริหารอนุมัติเมื่อเย็น... ตอนนี้โดนตีกลับมาหมดเลยเพราะติดปัญหาผังเมืองใหม่ที่เพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเที่ยงคืนนี้เองค่ะ!”
กรวินท์ชะงักกึก ร่างสูงผละออกจากภานุน้อยๆ ด้วยความหงุดหงิดระคนตกใจ ภานุเองก็รีบดึงสติตัวเองกลับมาแล้วดันแว่นตาขึ้น ปรับสีหน้ากลับเป็นโหมดจริงจังในพริบตา
สถาปนิกหนุ่มหันกลับไปมองหน้าวิศวกรหนุ่มที่สบตากลับมาพอดี
ในแววตาสีเข้มคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความอ่อนล้าหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงประกายความท้าทายระลอกใหม่ที่ลุกโชนขึ้นท่ามกลางความวิกฤตที่เพิ่งมาเยือน
มหายุทธ์ไร้เทียมทานขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
สถาปนิกปากร้ายกับผู้ตรวจการหน้านิ่ง•ตอนที่ 8
ค่ำคืนแห่งการแก้แบบ
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากร้ายกับผู้ตรวจการหน้านิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!