สถาปนิกปากร้ายกับผู้ตรวจการหน้านิ่ง•ตอนที่ 9

อาหารมื้อดึกกับความลับที่เปิดเผย

ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
"ถ้าคุณยังตักน้ำซุปด้วยสีหน้าเคร่งเครียดขนาดนั้น ผมเกรงว่าหม้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใบนี้จะระเบิดคามือคุณซะก่อนนะครับ คุณผู้ตรวจการ" เสียงทุ้มเจือรอยยولเย้าดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องทำงานชั่วคราวบนไซต์งาน ดึกดื่นป่านนี้แล้ว นอกจากเสียงลมกรรโชกผ่านโครงสร้างเหล็กเปลือยเปล่าภายนอก ก็มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดปิงปองดวงเดียวที่ห้อยระโยงระยางอยู่เหนือโต๊ะไม้กระดานอัด ภานุชะงักมือที่กำลังถือตะเกียบ ตวัดดวงตากลมโตขึ้นมองสถาปนิกหนุ่มฝีปากกล้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม กรวินท์ในยามนี้ไม่มีเสื้อสูททางการสวมทับ เสื้อเชิร์ตสีขาวพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอกเผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงที่มีเส้นเลือดปูดโปนเล็กน้อยตามสัญชาตญาณของการทำงานหนัก เส้นผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงเพราะเจ้าตัวใช้มือขยี้มันซ้ำแล้วซ้ำเล่าระหว่างแก้แบบแปลนวิกฤตเมื่อช่วงหัวค่ำ แต่ทว่า... นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยประกายความสนุกสนานอย่างน่าหมั่นไส้ "ผมไม่ได้เครียดกับบะหมี่ครับคุณกรวินท์ ผมแค่กำลังใช้ความคิดว่า ทำไมสถาปนิกผู้โด่งดังถึงได้มีรสนิยมต่ำต้อยจนต้องมานั่งซดบะหมี่รสหมูสับซองละหกบาทตอนตีสองแบบนี้" ภานุสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่คำพูดเชือดเฉือนสมกับเป็นผู้ตรวจการสายเป๊ะไม่มีเปลี่ยน กรวินท์หัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าเบาๆ อย่างนึกขัน ชายหนุ่มโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ศอกทั้งสองข้างค้ำลงกับโต๊ะไม้ กลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องเทศบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปผสมผสานกับกลิ่นกายสะอาดๆ ของอีกฝ่ายลอยกรุ่นอยู่ในอากาศแคบๆ นี้ "รสนิยมจะต่ำหรือสูงไม่สำคัญหรอกครับ มันอยู่ที่ว่า 'กินกับใคร' ต่างหากล่ะที่ทำให้มื้อนี้มันพิเศษ" กรวินท์หยอดคำหวานหน้าตาเฉย รอยยิ้มมุมปากยกขึ้นสูงจนลักยิ้มจางๆ ที่ข้างแก้มปรากฏให้เห็นวับแวม เป็นภาพหายากที่คนนอกไม่มีวันได้เห็นจากสถาปนิกปากร้ายคนนี้ ภานุเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที ใบหูขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด ทว่าริมฝีปากบางเฉียบกลับเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อกลั้นรอยยิ้มที่กำลังจะเล็ดลอดออกมา "เลิกพูดจาเลอะเทอะแล้วกินซะ เส้นมันจะอืดหมดแล้วครับ" บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างประหลาด จากความกดดันของปัญหาโครงสร้างที่เพิ่งช่วยกันแก้จนลุล่วงเมื่อชั่วโมงก่อน กลับกลายเป็นความอบอุ่นเรียบง่ายที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ กรวินท์คีบลูกชิ้นในถ้วยของตัวเองใส่ลงในชามของภานุโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง "กินเยอะๆ ครับ คุณผอมเกินไปแล้วช่วงนี้ ตรวจงานผมมากไปจนตรอมใจหรือไง" "ผมไม่ได้ตรอมใจครับ ผมแค่ต้องตรวจทานความปลอดภัยให้ไอ้พวกผลงานสถาปัตยกรรมล้ำยุคที่ชอบท้าทายแรงโน้มถ่วงของคุณต่างหาก" ภานุเถียงเสียง ภานุตักเส้นบะหมี่เข้าปากเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย แต่ดวงตาคู่สวยกลับเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่ง "ว่าแต่... คุณรอดมาได้ยังไง" กรวินท์เลิกคิ้วขึ้นสูง "รอดเรื่องอะไรครับ?" "เรื่องเมื่อห้าปีก่อน... ตอนที่โปรเจกต์ประกวดแบบศูนย์วัฒนธรรมของคุณถูกตีตก ทั้งๆ ที่มันควรจะได้รางวัลที่หนึ่ง" ภานุนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบาลง "ผมจำได้ว่าตอนนั้นคุณหายไปจากวงการเกือบครึ่งปี... ไม่มีใครรู้ว่าคุณไปไหน" บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมื้อดึกเงียบลงทันที รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าของกรวินท์เลือนหายไปช้าๆ ดวงตาสีเข้มคู่นั้นไหววับวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำที่อ่านไม่ออก ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ทอดสายตามองลอดหน้าต่างกระจกที่สะท้อนเงาของแสงไฟสลัว ไม่มีใครคาดคิดว่าคนอย่างกรวินท์ ผู้มีความมั่นใจในตัวเองสูงลิ่วจนเกือบจะหลงตัวเอง จะยอมเปิดปากพูดถึงแผลเป็นในอดีตให้ใครฟัง... ยิ่งเป็นภานุ ยิ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในสายตาของเพื่อนร่วมงานคนอื่น "คุณจำได้ด้วยเหรอครับ?" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่แฝงด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหยั่งถึง "ผมนึกว่าคุณจะจำได้แต่กฎข้อบังคับอาคารและพาร์ทเนอร์วิศวกรรมซะอีก" "ผมไม่ใช่หุ่นยนต์นะคุณกรวินท์" ภานุวางตะเกียบลง เงยหน้าสบตากับอีกฝ่ายตรงๆ "ตอนนั้น... งานของคุณมันสะดุดตาผมมาก แม้ว่าเราจะเคยเถียงกันเรื่องลายเส้นแปลนในที่ประชุมครั้งแรก แต่วิสัยทัศน์ของคุณมันมีพลังมากจริงๆ พอจู่ๆ คุณก็หายไป มันเหมือน... เหมือนขาดอะไรบางอย่างไปในวงการนี้" คำพูดนั้น... เรียบง่าย ทว่าทรงพลังอย่างยิ่งยวด กรวินท์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ หัวใจที่เคยด้านชาและทะนงตนมาตลอดกับความพ่ายแพ้ในอดีต กลับกระตุกวูบอย่างแรงด้วยความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในอก ชายหนุ่มมองคนตรงหน้า—ผู้ตรวจการหน้านิ่งที่ชอบทำตัวแข็งกระด้างใส่เขาตลอดเวลา แต่กลับจดจำรายละเอียดในวันที่เขาตกต่ำที่สุดได้แม่นยำ "ผมไปเชียงใหม่ครับ" กรวินท์เอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ไปนั่งมองภูเขา ไปนอนฟังเสียงฝนอยู่คนเดียวในกระท่อมไม้เก่าๆ ที่ไม่มีแม้แต่สัญญาณอินเทอร์เน็ต ตอนนั้นผมคิดว่าผมคงเลิกจับปากกาเขียนแบบไปตลอดชีวิตแล้ว... ความพ่ายแพ้มันน่ากลัวกว่าที่คุณคิดนะภานุ มันทำให้เราตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่เราเคยเชื่อมั่น" ภานุเม้มปากแน่น ไม่ได้เอ่ยคำปลอบโยนใดๆ ออกมา เพราะรู้ดีว่าคนอย่างกรวินท์ไม่ต้องการความสงสาร แต่สิ่งที่นายเอกของเราทำ คือการเอื้อมมือไปหยิบกระป๋องน้ำอัดลมบนโต๊ะ เลื่อนมันไปตรงหน้าสถาปนิกหนุ่ม พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความอ่อนโยนเอาไว้โดยไม่รู้ตัว "แต่สุดท้ายคุณก็กลับมา... และออกแบบตึกนี้ได้ดีจนน่าหมั่นไส้เหมือนเดิม" กรวินท์หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ความมืดหม่นในอดีตที่เคยเกาะกินใจสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ดวงตาสีเข้มจ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังหลบสายตาเขาอย่างชัดเจน ความรู้สึกบางอย่างที่สะสมมาตั้งแต่แรกพบ บัดนี้มันสุกงอมจนเกินกว่าจะเก็บซ่อนไว้ใต้ท่าทีหยอกล้อได้อีกต่อไป มือหนายื่นข้ามโต๊ะไปกุมมือเรียวที่วางอยู่บนพื้นผิวไม้ ภานุสะดุ้งสุดตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ รีบชักมือกลับแต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะปลายนิ้วอุ่นจัดของกรวินท์กุมรั้งข้อมือเขาไว้มั่น แรงบีบไม่ได้คุกคาม แต่หนักแน่นและจริงจังจนหัวใจของวิศวกรหนุ่มเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล "ขอบคุณนะครับภานุ..." กรวินท์กระซิบแผ่วเบา ใบหน้าคมคายขยับเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างกันลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม "ขอบคุณที่จำได้... และขอบคุณที่วันนั้นคุณยังยืนอยู่ตรงนี้ รอให้ผมได้กลับมาเจอคุณอีกครั้ง" ภานุนิ่งค้าง สมองขาวโพลนไปหมด คำพูดโต้เถียงนับร้อยที่เคยเตรียมไว้หายวับไปกับตา ภายใต้แสงไฟสีส้มอุ่นๆ ใบหน้าคมคายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกจริงจังที่สั่นคลอนหัวใจจนตั้งตัวไม่ติด ริมฝีปากหยักลึกขยับคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างต่อ... ปัง! เสียงประตูกระจกของไซต์งานถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายของธีรที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับกองเอกสารตั้งโต๊ะใหญ่ "เฮ้ย! คุณกรวินท์! คุณภานุ! แย่แล้วครับ! น้ำจากท่อเมนหลักชั้นสามรั่วลงมาโดนห้องโถงรับรองแขกวีไอพีแล้วครับ!" กรวินท์ชะงักค้าง ภานุรีบสะบัดมือออกจากการกุมรั้งทันที สองร่างดีดตัวผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับเด็กนักเรียนที่ถูกครูฝ่ายปกครองจับได้ว่าทำผิดกฎระเบียบ สถาปนิกหนุ่มหันไปมองหน้าลูกน้องตัวดีด้วยสายตาพิฆาตที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างเป็นจุล ขณะที่ผู้ตรวจการหน้านิ่งรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นระเบียบเรียบร้อย สูดหายใจเข้าลึกเพื่อซ่อนร่องรอยความเขินอายเมื่อครู่ แล้วก้าวฉับๆ เดินนำออกไปหน้าห้องทันที กรวินท์ลุกขึ้นยืนตาม ทว่าก่อนจะก้าวเดินออกไป เขากลับหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูกระจก หันกลับมามองมุมโต๊ะที่เพิ่งนั่งทานบะหมี่ด้วยกันเมื่อครู่ รอยยิ้มเจ้าเลื้อยปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้งอย่างมีความหมาย ...เรื่องราวหัวใจยังไม่ทันได้เอ่ยคำสารภาพให้จบ แต่งานซ่อมท่อน้ำดันพังแผนหมดเสียได้ *ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ*
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากร้ายกับผู้ตรวจการหน้านิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%