แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือหญิงผู้ไขรหัสลับแห่งแผ่นดิน•ตอนที่ 3

หมากกระดานแรก

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
เสียงกระแทกของเบี้ยหินสีนิลกระทบลงบนกระดานไม้จันทน์หอมดัง *“แกร็ก”* ราวกับเสียงตัดขาดของเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย “หากการศึกเปรียบเสมือนกระดานนี้ ทัพหน้าของข้าที่สูญเสียไปสองกองพันเมื่อยามย่ำรุ่ง คงเป็นท่านที่จงใจปล่อยให้จมอยู่ในวงล้อมของข้าศึกที่ผาอู๋หลิงสินะครับท่านกุนซือ” สุ้มเสียงของแม่ทัพเว่ยหลงราบเรียบ เย็นเยียบ และทรงพลังราวกับสายน้ำใต้ธารน้ำแข็งในเหมันตฤดู ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายจ้องมองร่างบอบบางในอาภรณ์ผ้าแพรสีเทาอ่อนเบื้องหน้าอย่างไม่กะพริบ หลี่จือไม่ได้แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางเพียงแต่วางพัดจีบไม้ไผ่ลงบนตัก ช้อนดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยประกายปัญญาขึ้นสบตากับบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘เทพสงครามไร้พ่าย’ แห่งแคว้นต้าเว่ยอย่างท้าทาย ภายในกระโจมบัญชาการรบอันกว้างใหญ่ กลิ่นอายของสนิมเหล็ก น้ำมันตากอาวุธ และกลิ่นกำยานดับกลิ่นอับชื้นลอยอบอวล ผสมผสานกับแสงเทียนที่วับแวมสลัว สะท้อนเงาร่างของทั้งสองทอดทอดลงบนแผนที่ยุทธศาสตร์ผืนใหญ่ที่ปูลาดอยู่บนโต๊ะไม้สน “ท่านแม่ทัพเว่ยหลงทรงเข้าใจผิดแล้วกระมังครับ” หลี่จือเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากังวานชัดและมั่นคง “หากท่านไม่สละเบี้ยสองกองพันนั้นเพื่อล่อให้กองทัพหลักของแคว้นฉีเคลื่อนกำลังออกจากค่ายกลแปดทิศ ท่านก็คงไม่มีทางมองเห็นจุดอ่อนเบื้องหลังค่ายกลของพวกมันในยามวิกาล การศึกษาวิชาพิชัยสงคราม หาใช่การปกป้องหมากทุกตัวบนกระดานไม่ แต่คือการรู้ว่าตัวใดควรถูกละทิ้งเพื่อชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่า” คำพูดของนางเฉียบคมดั่งคมดาบที่เคลือบด้วยยาพิษ มันไม่เพียงแต่โต้แย้งกลยุทธ์ของแม่ทัพผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี แต่ยังเป็นการจี้ลงไปถึงบาดแผลในอดีตที่เว่ยหลงพยายามซ่อนเร้น—ความผิดพลาดในอดีตที่เขาเคยลังเลที่จะสละทหารหน่วยกล้าตาย จนทำให้คนรักและกองทัพต้องพินาศย่อยยับในสนามรบ เว่ยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหยันเย้ย เขายันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดเกราะหนังสีดำสนิทแผ่รังสีแห่งอำนาจกดดันจนบรรยากาศรอบตัวแทบหยุดนิ่ง เขาก้าวเข้าไปใกล้สุนทรียกุนซือหญิงทีละน้อย จนปลายรองเท้าหนังแทบจะชิดกับชายผ้าคลุมของนาง “ปากกล้าดีนี่ครับ กุนซือหลี่” เว่ยหลงก้มตัวลงกระซิบชิดใบหูของนาง ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับกรอบหน้าเนียนละเอียดที่ไม่มีเครื่องสำอางแต่งแต้ม ทว่ากลับงดงามสะกดสายตา “ท่านบอกว่านี่คือการสละเพื่อชัยชนะ แต่หากในความเป็นจริง กองทัพของข้าถูกบดขยี้จนราบคาบเพราะแผนการ ‘ล่อเสือออกจากถ้ำ’ ของท่านเล่า? ศศีรษะของท่านบนบ่านี้ คงไม่พอที่จะชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแผ่นดินต้าเว่ยหรอกนะครับ” หลี่จือไม่ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในระยะประชิด กลิ่นอายบุรุษเพศที่เข้มข้นและดุดันแผ่ซ่านเข้ามาในโสตประสาท แต่นางกลับเลือกที่จะแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันอันเงียบงัน “หากข้าทำให้กองทัพของท่านพ่ายแพ้ ท่านก็ยخذศีรษะข้าไปเสียสิครับท่านแม่ทัพ” หลี่จือกล่าวด้วยน้ำเสียงท้าทาย ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับ “แต่ถ้าหากแผนการของข้าในคืนนี้ สามารถตีค่ายกลผาอู๋หลิงแตกโดยที่ทหารต้าเว่ยไม่ต้องสูญเสียแม้แต่หยดเลือดเดียวเล่า? ท่านจะเอาอะไรมาแลกกับความพ่ายแพ้ในทิฐิของตัวท่านเอง?” ความเงียบเข้าปกคลุมกระโจมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเปลวไฟจากคบเพลิงด้านนอกที่ปะทะกับสายลมยามค่ำคืนดังซ่าๆ เว่ยหลงหรี่ตาลงพินิจพิเคราะห์สตรีตรงหน้า นางช่างแตกต่างจากบรรดาขุนนางหรือสนستในราชสำนักที่มักจะสั่นเทาเมื่ออยู่ต่อหน้าอำนาจของเขา นางไม่มีแม้แต่ยศถาบรรดาศักดิ์คุ้ม1กบาล มีเพียงมันสมองอันปราดเปรื่องและสถานะกุนซือฝึกหัดที่ถูกส่งตัวมาทดสอบ แต่ทว่า... แววตาของนางกลับมีความเด็ดเดี่ยวที่แม้แต่แม่ทัพผู้ผ่านศึกโชกโชนหลายคนยังไม่มี “ความพ่ายแพ้ในทิฐิของข้าอย่างนั้นหรือ?” เว่ยหลงทวนคำ น้ำเสียงเริ่มเจือด้วยความสนใจอย่างปิดไม่มิด “ดี... ถ้าเช่นนั้น ข้าขอเดิมพันด้วยสิ่งนี้” แม่ทัพหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบ ‘ป้ายคำสั่งพยัคฆ์ทมิฬ’ สัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดในกองทัพพยัคฆ์ทมิฬที่แขวนอยู่ข้างเอว วางลงบนกลางกระดานหมากรุก เสียงโลหะหนักหน่วงกระทบเนื้อไม้ดังสะท้อนก้อง “หากคืนนี้ แผนการของท่านไม่สามารถยึดค่ายอู๋หลงได้ภายในหนึ่งก้านธูป ป้ายคำสั่งนี้จะถูกริบ และท่านจะต้องถอดชุดกุนซือ ออกไปคุกเข่าสำนึกผิดหน้าค่ายตลอดคืน” เว่ยหลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง “แต่ถ้าท่านทำได้... ข้าจะยอมทำตามคำสั่งของท่านในยุทธการครั้งนี้ทุกประการ รวมถึงเรื่องที่ท่านเคยทูลขอต่อองค์皇帝เรื่องการรื้อฟื้นคดีตระกูลหลี่ด้วย... ข้าจะช่วยท่านสืบสวนด้วยตนเอง” หัวใจของหลี่จือกระตุกวูบอย่างแรง แม้นางจะรักษาอาการสงบได้อย่างยอดเยี่ยมเพียงใด แต่เมื่อได้ยินคำสัญญาที่หลุดออกมาจากปากของแม่ทัพผู้เยือกเย็นที่สุดในแผ่นดิน มือเรียวที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อก็เผลอกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ นี่คือสิ่งที่นางรอคอย นี่คือเดิมพันที่นางเอาชีวิตเข้าแลกตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาในค่ายทหารแห่งนี้ “รับคำท้าครับท่านแม่ทัพ” หลี่จือกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นางหยิบเบี้ยหินสีขาวขึ้นมาเม็ดหนึ่ง แล้วบรรจงวางลงบนจุดอับที่สุดของกระดานหมาก “เช่นนั้น... ขอเชิญท่านแม่ทัพทอดพระเนตรการเดินหมากตาแรกของข้าได้เลยครับ” สิ้นคำพูดของนาง เสียงกลองศึกจากภายนอกก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นสามครั้งติดต่อกัน เป็นสัญญาณเตือนว่ากองกำลังของแคว้นฉีเริ่มเคลื่อนไหวตามหมากที่นางวางไว้แล้ว เว่ยหลงหันขวับไปมองทางหน้าต่างกระโจม รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นที่มุมปากของแม่ทัพหนุ่ม เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากบัญชาการสิ่งใด เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์ประจำตัวก็ดังขึ้นหน้ากระโจม พร้อมกับเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนก “เรียนท่านแม่ทัพ! มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... ตราประทับหยกขาว... และ... และมีสิ่งนี้ส่งมาพร้อมกันด้วยพ่ะย่ะค่ะ!” องครักษ์หนุ่มก้าวเข้ามาในกระโจมด้วยใบหน้าซีดเผือด ในมือของเขามีกล่องไม้ประดับลายมังกรห้าเล็บ ซึ่งเป็นกล่องสำหรับเก็บพระราชโองการลับขั้นสูงสุด ทว่าสิ่งที่ทำให้เว่ยหลงและหลี่จือต้องชะงักงัน คือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดตาที่ถูกวางมาในถาดเดียวกัน ซึ่งส่งกลิ่นหอมหวานแปลกประหลาด—กลิ่นหอมของดอกอวี้หลานที่เจือจางด้วย ‘ยาพิษสลายโลหิต’ ชนิดเดียวกับที่เคยปลิดชีพพระมารดาของเว่ยหลงและคนในตระกูลหลี่เมื่อสิบปีก่อน! ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับตัวอักษรและประวัติศาสตร์หน้าสำคัญนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือหญิงผู้ไขรหัสลับแห่งแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%