กลิ่นอายจางๆ ของน้ำชาดอกเบญจมาศที่เพิ่งชงเสร็จลอยกรุ่นอยู่เบื้องหน้า ทว่าความอบอุ่นของมันกลับมิอาจเจือจางความเยียบเย็นที่แผ่ออกมาจากม้วนกระดาษสีชา ซึ่งประทับตราลัญจกรหยกขาวแห่งราชสำนักได้เลยแม้แต่น้อย
"พระราชโองการด่วนที่สุด..."
เสียงทุ้มต่ำของแม่ทัพเว่ยหลงเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองตัวอักษรหวัดแกมบรรจงบนแผ่นกระดาษด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ในยามนี้ ค่ายทหารประจิมที่เคยเงียบสงบกลับดูราวกับสนามประลองที่ถูกล้อมด้วยขุนเขาสีเทาดำ กลิ่นอายของดินปืนและสนิมเหล็กยังคงติดอยู่ตามชายเสื้อเกราะหนังแท้ของเขา ทว่าสิ่งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านั้น หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับกองทัพม้าเหล็กนับหมื่น
หลี่จือนั่งอยู่เบื้องขวา นางสวมอาภรณ์สีเทาอ่อนปักลายเมฆาตามแบบฉบับบัณฑิตสำนักหลวง ปิ่นหยกขาวบนมวยผมเรียบสนิทสะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันก๊าดที่วับแวม นางมิได้รีบร้อนเอ่ยสิ่งใด ปลายนิ้วเรียวยาวจุ่มลงในถ้วยชา ก่อนจะวาดตัวอักษรจีนโบราณคำว่า 'ภัย' ลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างเงียบเชียบ
"ใต้เสนาบดีฉินคงไม่อยากรอให้ท่านปักหลักอยู่ที่ชายแดนจนรากงอกกระมังครับ ท่านแม่ทัพ"
เสียงหวานกังวานราวกับเสียงหยกกระทบกันเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความคมคายที่เฉือดเฉือนถึงกระดูกดำ หลี่จือเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตานิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก แต่เว่ยหลงรู้ดีว่าภายใต้ความนิ่งนั้น สมองของนางกำลังคำนวณหมากทุกกระดานในเมืองหลวงอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าการเคลื่อนพลของกองทัพม้า
"ฮ่องเต้ประชวรหนัก อัครเสนาบดีฉินกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ การเรียกตัวข้ากลับเมืองหลวงในยามนี้ หาใช่การตบรางวัลความชอบจากการศึกไม่..." เว่ยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก "หากแต่เป็น 'การเรียกเชือด' แกะดุร้ายที่อยู่นอกกรงต่างหาก"
"และที่สำคัญที่สุด..." หลี่จือทอดเสียงยาว แววตาวับวับด้วยประกายแห่งความตื่นตัว "พระราชโองการฉบับนี้ มิได้ระบุเพียงชื่อของท่านแม่ทัพเว่ยหลง... แต่มีชื่อของ 'กุนซือหลี่จือ' ผู้ต่ำต้อยนี้พ่วงท้ายไปด้วยอย่างชัดเจน"
บรรยากาศภายในกระโจมบัญชาการพลันเงียบงัดลงทันที เสียงลมหนาวนอกค่ายพัดหวีดหวิวผ่านเสาไม้สน ราวกับเสียงกระซิบจากยมโลก เว่ยหลงขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกอึดอัดพลุ่งพล่านขึ้นในอก ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดเกราะส่งเสียงกระทบกันเบาๆ เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวนาง กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นอายสนามรบพัดพาเข้าหากันจนสัมผัสได้
"เจ้ารู้ตัวหรือไม่ ว่าการติดตามข้าเข้าสู่เมืองหลวงในยามนี้ เท่ากับก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าไปในโลงศพที่ฉินสี่เตรียมไว้ฝังตระกูลหลี่ของเจ้าให้สิ้นซาก" น้ำเสียงของเว่ยหลงทุ้มต่ำและจริงจัง สายตาที่มักจะไร้อารมณ์ในยามนี้กลับเจือด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน
หลี่จือมิได้ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบตาแม่ทัพผู้เยือกเย็นตรงๆ ใบหน้างดงามราบเรียบไร้ความหวาดกลัว มุมปากหยักยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของแม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับร้อยครั้งต้องกระตุกวูบ
"ท่านแม่ทัพเว่ยหลง..." นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ราวกับจะกระซิบให้ได้ยินกันเพียงสองคน "ท่านกลัวว่าข้าจะไปเป็นภาระ หรือท่านกลัวว่าความลับเรื่องคดีอาญาของตระกูลหลี่เมื่อสิบปีก่อน จะทำให้ท่านต้องเลือกระหว่าง 'ราชบัลลังก์' กับ 'สตรี' ผู้นี้กันแน่?"
คำพูดนั้นเฉียบคมดั่งคมดาบที่พุ่งตรงเข้าสู่กลางใจ เว่ยหลงชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเยือกเย็นดังเดิม เขาจ้องมองสตรีตรงหน้า ผู้ซึ่งเข้ามาปั่นป่วนหัวใจและระเบียบวินัยในกองทัพของเขาให้พังทลายลงทีละน้อยโดยที่เขาเต็มใจ
ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน ในคืนที่ตระกูลหลี่ถูกปรักว่าสมรู้ร่วมคิดกับกบฏชายแดน เว่ยหลงในวัยหนุ่มผู้เป็นเพียงนายกองผู้น้อย ไร้อำนาจจะทัดทานอำนาจมืดในราชสำนัก เขาทำได้เพียงยืนมองตระกูลขุนนางผู้จงรักภักดีต้องล่มสลายลงต่อหน้าต่อตา และนั่นคือตราบาปที่กัดกินหัวใจเขามาตลอด จนกระทั่งการปรากฏตัวของหลี่จือ กุนซือหญิงผู้ซ่อนเร้นตัวตน นางกลับมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรม และเขาก็สาบานกับตัวเองไว้แล้วว่า จะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องนาง แม้จะต้องพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินก็ตาม
"ข้าไม่เคยกลัวสิ่งใด..." เว่ยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและราบเรียบ ทว่าแววตากลับลุกโชนด้วยไฟแห่งความดื้อรั้น "แต่หากใครบังอาจแตะต้องเส้นผมของเจ้าแม้แต่เส้นเดียว ต่อให้มันผู้นั้นจะเป็นเงาของฮ่องเต้ หรือฉินสี่ผู้มีอำนาจล้นฟ้า ข้าก็จะใช้ดาบในมือนี้ผ่าร่างมันเป็นสองซีกให้จงได้"
หัวใจของหลี่จือไหววับไปชั่วขณะ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในอกท่ามกลางความหนาวเหน็บ นางหลุบตาลงซ่อนความรู้สึกไหวระริก ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะชายเสื้อเกราะของเขาเบาๆ
"เช่นนั้น... เราคงต้องเตรียมตัวเดินทางกันเสียทีแล้วกระมังครับ ท่านแม่ทัพ"
น้ำเสียงของนางเปลี่ยนกลับมาเป็นจริงจังในทันที หลี่จือหมุนตัวกลับไปหยิบแผนที่ยุทธศาสตร์แคว้นขึ้นมาพิจารณา "การเดินทางจากค่ายประจิมสู่เมืองหลวงต้องใช้เวลาเจ็ดวัน ผ่านช่องเขาอูหลิง ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องโจรภูเขาและค่ายกลธรรมชาติ หากฉินสี่ส่งมือสังหารมาดักซุ่มระหว่างทาง ช่องเขานั้นย่อมเป็นสุสานที่เหมาะสมที่สุด"
เว่ยหลงพยักหน้ารับอย่างเห็นพ้อง สัญชาตญาณนักรบของเขาสั่งให้ระแวดระวังทุกฝีก้าว "ข้าจะจัดกำลังหน่วยพยัคฆ์ทมิฬจำนวนห นายฝีมือดีที่สุดปลอมตัวเป็นพ่อค้าติดตามไปกับเรา ส่วนกองกำลังหลักให้รองแม่ทัพจ้าวคุมเชิงอยู่ห่างๆ เพื่อตลบหลังศัตรูหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน"
"รอบคอบสมเป็นแม่ทัพผู้ไร้พ่ายครับ" หลี่จือยิ้มบางๆ "แต่ทว่า... ท่านลืมคิดถึงสิ่งสำคัญไปอย่างหนึ่ง"
"เรื่องใด?"
"จดหมายลับที่ท่านซ่อนไว้ในกล่องไม้จันทน์หอมใต้เตียง... ท่านคิดว่าสายสืบของฉินสี่ในค่ายนี้ ยังไม่รู้เรื่องการมีอยู่ของมันอย่างนั้นหรือ?"
เว่ยหลงขมวดคิ้วฉับทันที ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง เขารีบก้าวเท้าไปยังแท่นนอน ทว่ายังไม่ทันที่มือหนาจะเอื้อมไปถึงกล่องไม้จันทน์หอม เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงเกือกม้าจำนวนมากก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากด้านนอกค่าย ท้องฟ้ายามราตรีที่เคยเงียบสงบพลันสว่างวาบด้วยแสงคบเพลิงนับร้อยที่พุ่งตรงเข้ามาล้อมรอบกระโจมบัญชาการเอาไว้จนแน่นหนา
"รายงาน! ท่านแม่ทัพ! กองกำลังราชองครักษ์พิเศษจากเมืองหลวงมาถึงแล้วครับ พวกเขาอ้างพระราชโองการด่วนที่สุด บุกเข้าควบคุมค่ายและปิดล้อมทางออกทุกด้านแล้ว!" เสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนกของทหารยามดังแทรกเข้ามาในกระโจม
หลี่จือหันมาสบตาเว่ยหลงทันที แววตาของทั้งคู่ฉายแววเฉียบคมดุจใบมีด หมากตานี้... ฝ่ายตรงข้ามเดินเร็วกว่าที่คาดไว้ก้าวหนึ่ง
ม่านกระโจมถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงด้วยมือของใครบางคน แสงไฟจากคบเพลิงสาดส่องเข้ามาเผยให้เห็นร่างของขันททีหนุ่มผู้ถือม้วนพระราชโองการสีทองอร่าม ใบหน้าของมันซีดเซียวและไร้ความรู้สึก ด้านหลังคือเหล่าทหารองครักษ์ในชุดเกราะทองคำนับสิบที่ชักดาบออกจากฝักพร้อมประจันหน้า
"แม่ทัพเว่ยหลง และกุนซือหลี่จือ!" ขันททีหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงแหลมสูงบาดแก้วหู รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "มีพระราชโองการ... ให้จับกุมตัวท่านทั้งสองในข้อหากบฏ สมรู้ร่วมคิดกับชนเผ่าทางเหนือ โทษฐานนี้คือประหารเจ็ดชั่วโคตร จงยอมจำนนแต่โดยดี มิฉะนั้น... อย่าหาว่าพวกเราไม่เกรงใจ!"
บรรยากาศในกระโจมหยุดนิ่งราวกับเวลาถูกแช่แข็ง เว่ยหลงไม่ขยับเขยื้อiกายแม้แต่น้อย มือหนาของเขาค่อยๆ เลื่อนไปกุมด้ามดาบประจำกายที่เหน็บอยู่ที่เอว ช้าๆ ทว่ามั่นคง ขณะที่หลี่จือกลับหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น ราวกับเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นเพียงเรื่องดินฟ้าอากาศยามบ่าย
ทว่า ในจังหวะที่ทุกคนกำลังกลั้นหายใจรอการปะทะนั้นเอง ขันททีหนุ่มก็ยื่นมือไปเปิดกล่องไม้จันทน์หอมที่เว่ยหลงเพิ่งพูดถึงเมื่อครู่ หยิบม้วนกระดาษลับอีกฉบับขึ้นมาคลี่ออกดู สายตาของมันกวาดอ่านข้อความข้างในเพียงครู่เดียว ก่อนที่ใบหน้าซีดเซียวจะแปรเปลี่ยนเป็นความตกใจจนถึงขีดสุด มือที่ถือกระดาษสั่นเทาราวกับถูกไฟลวก และทันใดนั้นเอง... ร่างของขันททีผู้นั้นก็กระอักเลือดสีดำสนิทออกมาคำโต สาดกระเซ็นลงบนพื้นพรมราคาแพงจนชุ่มโชก ก่อนที่ร่างไร้ลมหายใจจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้นต่อหน้าต่อตาแม่ทัพและกุนซือโดยไร้เสียงกรีดร้อง!
---
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับตัวอักษรและประวัติศาสตร์หน้าสำคัญนี้นะครับ
แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือหญิงผู้ไขรหัสลับแห่งแผ่นดิน•ตอนที่ 5
คำสั่งเรียกตัวจากราชสำนัก
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เยือกเย็นกับกุนซือหญิงผู้ไขรหัสลับแห่งแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!