"ดูเหมือนว่าเงื่อนไขของนายจะพังพินาศไปพร้อมกับความลับที่นายพยายามปิดตายแล้วนะ ธันวา"
กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่สุดเท่าที่เขาเคยพูดมา เขายืนตระหง่านอยู่กลางห้องทำงานที่มืดสลัว แสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังคงเปิดค้างไว้ตกกระทบใบหน้าซีกหนึ่งของธันวา ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองปีศาจที่กำลังสูญเสียหน้ากากของตัวเองไปทีละชิ้น
ธันวาแค่นยิ้ม มือที่สั่นเทาเล็กน้อยหยิบแก้ววิสกี้ขึ้นมาจิบ "นายกล้าดียังไง กวินทร์? คนที่จำแม้แต่ชื่อตัวเองยังไม่ได้ด้วยซ้ำ คนที่เหมือนเรือไร้หางเสืออย่างนาย... จะเอาอะไรมาจัดการกับคนที่กุมเข็มทิศของนายไว้ในมือ"
กวินทร์ไม่ได้ตอบโต้ด้วยการตะโกนหรือดุดัน แต่เขาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของอีกฝ่ายอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวแฝงไปด้วยน้ำหนักที่หนักแน่นผิดกับกวินทร์คนเดิมที่มักจะลังเลและหลบสายตา "นั่นสินะ... เรือไร้หางเสืออาจจะดูไร้ทิศทาง แต่นายลืมไปอย่างหนึ่ง ธันวา เรือที่ไม่มีหางเสือมักจะไม่สนกฎเกณฑ์ของการเดินเรือ มันพร้อมจะพุ่งชนทุกอย่างที่ขวางหน้า รวมถึงตัวคนที่สร้างพายุขึ้นมาด้วย"
กวินทร์วางเอกสารปึกหนึ่งลงบนโต๊ะ เสียงกระดาษที่กระทบพื้นผิวไม้ดังชัดเจนในความเงียบ รินรดาซึ่งยืนเฝ้าดูอยู่มุมห้องขยับตัวเล็กน้อย เธอเม้มปากแน่น เธอรู้อยู่เต็มอกว่าเอกสารชุดนี้คือกุญแจที่กวินทร์เพียรพยายามไขมาตลอดหลายเดือน และมันเป็นหลักฐานที่จะทำลายทุกสิ่งที่ธันวาพยายามปกปิดมาตลอดสิบปี
"นี่คืออะไร?" ธันวาสบตาอีกฝ่ายด้วยความไม่ไว้วางใจ
"สิ่งที่ทำให้นายเลิกเรียกฉันว่าเพื่อนได้สักที" กวินทร์ตอบสั้นๆ ดวงตาของเขาว่างเปล่า แต่ลึกเข้าไปข้างในนั้นคือไฟที่โหมกระหน่ำจากการตัดสินใจที่ไม่อาจย้อนกลับได้ "ฉันไม่ต้องการความจำส่วนที่เหลือแล้ว ความจริงที่ว่าใครเป็นคนขับรถคันนั้นในวันฝนตก หรือใครที่ยืนมองฉันจมลงในความมืดโดยไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย... มันชัดเจนพอแล้วในตอนนี้"
"นายคิดว่าหลักฐานพวกนี้จะทำอะไรฉันได้?" ธันวาหัวเราะหึในลำคอ พลางโยนแก้วเหล้าทิ้งจนแตกกระจายบนพรมราคาแพง "ในโลกใบนี้ ความจริงไม่ได้มีไว้ให้คนอย่างนายชนะ แต่มันมีไว้ให้คนที่มีอำนาจมากกว่าบิดเบือนต่างหาก"
"ถ้าอย่างนั้น ก็ลองดูว่า 'อำนาจ' ของนายจะต้านทาน 'ความคลั่ง' ของคนที่จะตายวันตายพรุ่งได้นานแค่ไหน" กวินทร์โน้มตัวลงไปหาธันวา สายตาคู่นั้นเย็นเยียบจนอีกฝ่ายต้องเผลอถอยหลัง
รินรดาเดินแทรกเข้ามาในรัศมีวงล้อม เธอวางมือลงบนไหล่กวินทร์เบาๆ ราวกับจะรั้งสติ แต่สายตาของเธอกลับจ้องมองไปที่ธันวาอย่างไม่ลดละ "ธันวา... นายเคยเป็นคนใจดี นายเคยเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเรา แต่ตอนนี้ นายเหลือเพียงแค่เงาของอดีตที่บิดเบี้ยว ถ้าวันนี้พวกเราต้องพัง นายก็จะไม่มีวันได้ผุดได้เกิดในโลกธุรกิจใบนี้อีกต่อไป"
ธันวาชะงัก สายตาเขาสลับไปมาระหว่างกวินทร์และรินรดา ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มสั่นคลอน เมื่อเขาตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่การขู่เข็ญแบบเด็กๆ แต่เป็นเจตจำนงของคนที่ไม่มีอะไรจะเสียแล้วจริงๆ
"พวกนายกำลังเล่นเกมที่อันตรายเกินไป" ธันวาเค้นเสียง
"ใช่" กวินทร์ตอบสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด "และมันจบลงที่ตรงนี้"
กวินทร์หันหลังเตรียมเดินออกจากห้อง โดยไม่สนใจเสียงคำรามของธันวาที่ตะโกนไล่หลังมา เขาเดินผ่านประตูออกไปสู่ระเบียงภายนอกที่ลมเย็นยามค่ำคืนปะทะเข้ากับใบหน้า ความมืดมิดในอดีตที่เคยกัดกินจิตใจดูเหมือนจะเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่ชัดเจน เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมให้เงาในอดีตมาบงการอนาคตของเขาอีกต่อไป เขาพร้อมจะเผชิญหน้ากับความจริง ไม่ว่าความจริงนั้นจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม
ทว่า ในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวลงบันได เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงสุดทางเดิน
บุคคลนั้นสวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกบดบังด้วยแสงไฟจากทางเดิน แต่สิ่งที่ทำให้กวินทร์ต้องหยุดชะงักไปทันที ไม่ใช่ตัวบุคคลนั้น... หากแต่เป็นสิ่งที่อยู่ในมือของคนแปลกหน้า
นั่นคือสร้อยข้อมือเก่าๆ ที่มีจี้รูปกุญแจดอกเดียวกับที่เขาเคยทำหายไปในอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อน
และเสียงที่เปล่งออกมาจากความมืดนั้น ก็คือเสียงของคนที่ควรจะตายไปตั้งแต่คืนวันนั้น... เสียงที่กวินทร์ไม่มีวันลืมได้ลง
"ไม่คิดเลยว่านายจะรอดมาได้นานขนาดนี้นะ... กวินทร์"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของกวินทร์ในครั้งนี้ด้วยนะครับ โครโนสทริกเกอร์ครับ
เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 35
ความอดทนถึงขีดสุด
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!