เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 34

เงื่อนไขของธันวา

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
เสียงถอนหายใจยาวนานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานส่วนตัว แสงไฟนีออนสีส้มสลัวจากตึกระฟ้าภายนอกสาดส่องเข้ามาผ่านกระจกใสบานใหญ่ ทาบทับลงบนใบหน้าด้านข้างของธันวาที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงานราคาแพง รอยยิ้มมุมปากของอีกฝ่ายไม่ได้สื่อถึงมิตรภาพเก่าก่อนเลยแม้แต่น้อย มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุม และกำลังสนุกกับการรอให้เหยื่อดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย "นายคิดจริงๆ เหรอว่าทางเลือกอื่นจะพาพวกนายรอดไปจากตรงนี้ได้, กวินทร์" ธันวาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยัน ทว่ากวินทร์กลับไม่สะทกสะท้าน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองตรงไปยังคู่สนทนาอย่างไม่หลบเลี่ยง มือหนากำหมัดแน่นอยู่ใต้โต๊ะเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังแผดเผาอยู่ในอก ข้างกายของกวินทร์ รินรดายืนนิ่งสงบ ใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตากลับระแวดระวัง เธอกวาดสายตามองเอกสารสัญญาบนโต๊ะสลับกับใบหน้าของธันวาด้วยความเยือกเย็น แม้สถานการณ์จะบีบคั้นเพียงใด เธอก็ปฏิเสธที่จะแสดงความอ่อนแอออกมาให้ศัตรูเห็นเด็ดขาด "เงื่อนไขของนายมันไม่ใช่ทางเลือก, ธันวา" กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำทุบ ห้วนสั้น และเต็มไปด้วยความเย็นชา "มันเป็นการบังคับขู่เข็ญในคราบนักธุรกิจต่างหาก นายต้องการอะไรกันแน่... เอาบริษัทคืนไปแล้วยังไม่พอใจอีกหรือไง" ธันวาสหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินทอดน่องช้าๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้ากระจกใส ก่อนจะหันกลับมามองคนทั้งคู่ สายตาคู่คมกวาดมองรินรดาแวบหนึ่งด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ก่อนจะกลับมาสบตากับกวินทร์ผู้เป็นทั้งเพื่อนเก่าและคู่แข่งคนสำคัญ "บริษัทนะเหรอ? ของแค่นั้นฉันแย่งคืนมาได้ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ที่นายเลือกจะลืมความจริงทุกอย่างในอดีตไปนั่นแหละ... กวินทร์" ธันวาเว้นจังหวะ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏชัดเจนขึ้น "สิ่งที่ฉันต้องการจริงๆ ในตอนนี้ คือการพิสูจน์ว่า นายในเวอร์ชันที่ความจำเสื่อมและไม่มีอะไรเลย จะยังปกป้องคนที่นายแคร์ได้อยู่ไหม" "นายหมายความว่ายังไง" รินรดาเป็นฝ่ายโพรงขึ้นมา น้ำเสียงปราดเปรียวและเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอไม่อَนุญาตให้ใครมาใช้กวินทร์เป็นเครื่องมือสนองความสะใจ "ถ้ามีอะไรจะพูดก็พูดออกมาตรงๆ ไม่ต้องมาเล่นลิ้นให้มันมากความ" ธันวาหันไปมองหญิงสาว ดวงตาพินิจพิเคราะห์อย่างชื่นชมปนหมั่นไส้ "สมเป็นเธอนะ รินรดา ปากเก่งและไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ... เอาล่ะ ในเมื่ออยากฟังนัก งั้นฉันก็จะบอกเงื่อนไขที่แท้จริงให้ฟัง" เขากลับไปนั่งที่เดิม หยิบแฟ้มสีดำสนิทเล่มหนาขึ้นมาโยนลงบนโต๊ะ เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวดังทึบๆ ชวนอึดอัด "ทางรอดเดียวที่จะทำให้บริษัทของครอบครัวเธอ รินรดา ไม่ถูกฟ้องล้มละลายในสัปดาห์หน้า และทำให้กวินทร์ไม่ต้องกลับไปนอนในคุกจากคดีฉ้อโกงที่ฉัน 'จัดฉลอง' ไว้ให้..." ธันวาเหยียดยิ้มกว้างขึ้น "มีแค่เรื่องเดียว... เธอต้องเซ็นใบลาออกจากโปรเจกต์ทั้งหมด และย้ายมาทำงานร่วมกับฉันในฐานะที่ปรึกษา ‏ส่วนนาย... กวินทร์ ต้องเซ็นสละสิทธิ์ทุกอย่างในพินัยกรรมของตระกูล พร้อมกับเดินออกไปจากชีวิตของเธอซะ" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานทันที ข้อเสนอที่ไร้ความปรานีนี้พุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนที่สุดของคนทั้งคู่ การแยกพวกเขาออกจากกันคืออาวุธที่ร้ายแรงที่สุดที่ธันวาจะหยิบยกขึ้นมาใช้ กวินทร์หันขวับไปมองรินรดา สีหน้าของชายหนุ่มเคร่งเครียดจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน ความกลัวลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบขรึมถูกกระตุ้นขึ้นมาทันที เขารู้ดีว่ารินรดายอมแลกทุกอย่างเพื่อครอบครัว และนั่นคือสิ่งที่ธันวากำลังใช้เล่นงานเธอ "อย่าแม้แต่จะคิดนะ, รินรดา" กวินทร์เอ่ยลอดไรฟัน น้ำเสียงเข้มจัดและเต็มไปด้วยคำสั่งเด็ดขาด "ฉันไม่มีวันยอมให้เธอเอาอนาคตมาทิ้งไว้กับคนสารเลวอย่างมันเด็ดขาด" รินรดาหันมามองหน้ากวินทร์ ดวงตากลมโตไหวระริกชั่วขณะก่อนจะกลับมานิ่งสนิท เธอเห็นความกังวลที่ฉายชัดอยู่ในแววตาคู่คมนั้น แม้ปากจะบอกว่าห้าม แต่หัวใจของชายหนุ่มกลับกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงเพราะกลัวจะสูญเสียเธอไป "แล้วนายจะให้ฉันยืนดูนายพังเพราะเรื่องของฉันอย่างงั้นเหรอ, กวินทร์?" รินรดาถามกลับ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความดื้อรั้นที่ไม่ยอมแพ้ใคร "นายคิดว่าฉันเป็นตุ๊กตาที่นายจะปกป้องตามใจชอบแล้วสั่งให้ทำอะไรก็ได้รึไง นายก็รู้ว่าถ้าฉันไม่เซ็น ครอบครัวฉันจะจบเห่ แล้วตัวนายก็จะ-" "ฉันไม่สน!" กวินทร์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงดังขึ้นเล็กน้อยจนเกือบจะเป็นการตวาด แต่มันเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจที่ไม่อาจหาคำพูดใดมาอธิบายได้ดีกว่านี้ "ติดคุกเหรอ? ฉันไม่สนใจหรอกเว้ย! แต่ถ้าต้องแลกกับการที่เธอต้องไปอยู่ใต้อาณัติของไอ้เวรนี่ ฉันยอมทำทุกอย่าง ยอมเป็นคนแพ้ซะยังดีกว่า!" ธันวาที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น เขาปรบมือช้าๆ สองสามครั้งเพื่อชื่นชมฉากดราม่าตรงหน้า "โอ้โห ซึ้งกินใจจริงๆ ครับ พระเอกขี่ม้าขาวกลับมาทวงบัลลังก์... น่าเสียดายนะกวินทร์ ที่ความรักปลอมๆ ของพวกนายมันกินไม่ได้" ธันวาหรี่ตามองด้วยความสมเพชปนอิจฉา "นายมีเวลาถึงเที่ยงคืนพรุ่งนี้เท่านั้น ถ้าไม่มีลายเซ็นของทั้งคู่ เอกสารทุกอย่างจะถูกส่งให้ตำรวจและสื่อมวลชนทันที... เชิญตามสบายนะ หวังว่าจะได้เห็นฉากบอกลาที่ประทับใจกว่านี้" กวินทร์ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน รังสีความโกรธแผ่ออกมาจากร่างสูงจนบรรยากาศรอบตัวหนาทึบ เขายื่นมือออกไปคว้าปกเสื้อของธันวาอย่างรวดเร็วด้วยความบันดาลโทสะ จนธันวาผุกรุกถอยหลังไปตามแรงกระชาก ทว่ายังไม่ทันที่หมัดของกวินทร์จะได้ซัดลงไปบนใบหน้ากวนประสาทนั้น มือเรียวเล็กของรินรดาก็เอื้อมมาจับข้อมือของเขาไว้แน่น "พอได้แล้ว กวินทร์... ตั้งสติหน่อย" เสียงหวานเอ่ยเตือนสติ น้ำหนักของปลายนิ้วที่กดลงบนข้อมือช่วยดึงสติของชายหนุ่มให้กลับคืนมา กวินทร์หายใจหอบถี่ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เขาหันมามองรินรดาที่ส่ายหัวเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม กวินทร์ขบฟันกรอด ก่อนจะยอมปล่อยมือออกจากปกเสื้อของธันวาอย่างจำใจ เขาจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยท่าทีฮึดฮัด ปากหยักเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงด้วยความไม่สบอารมณ์อย่างถึงที่สุด "ฝากไว้ก่อนเถอะธันวา" กวินทร์เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาดุดจดจ้องศัตรูราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "ถ้าแกกล้าตอดตุกติกอะไรลับหลังล่ะก็... ฉันนี่แหละที่จะเป็นคนลากคอแกไปลงนรกด้วยตัวเอง" "ฉันจะรอนะครับ... เพื่อนเก่า" ธันวายิ้มเยาะอย่างไม่ยี่หระ พลาดยักไหล่อย่างสบายอารมณ์ กวินทร์ไม่รอช้า เขาคว้ามือสั่นเทาเล็กน้อยของรินรดามาจับไว้มั่น ก่อนจะพาเธอเดินดุ่มๆ ออกจากห้องทำงานนั้นทันทีโดยไม่หันกลับมามองอีก ประตูห้องปิดลงด้วยเสียงดังปังสะท้อนก้องไปทั่วทางเดินที่เงียบสงบ ทั้งคู่เดินจูงมือกันก้าวเข้ามาในลิฟต์โดยสารส่วนตัวที่ว่างเปล่า ทันทีที่ประตูปิดสนิทและความเป็นส่วนตัวกลับคืนมา แรงอารมณ์ที่อัดอั้นอยู่ข้างในก็คลายตัวลง กวินทร์ปล่อยมือจากเธอแล้วใช้มือข้างหนึ่งทาบลงบนผนังกระจกของลิฟต์ ก้มหน้าลงซ่อนความเครียดเคร่งไว้ภายใต้เงาผมสีเข้ม รินรดายืนมองแผ่นหลังกว้างที่กำลังสั่นน้อยๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอยกมือขึ้นลูบต้นแขนตัวเองเบาๆ ความเย็นยะเยือกจากแอร์ในลิฟต์ไม่ได้ทำให้เธอหนาวเท่ากับคำพูดของธันวาเมื่อครู่ "นายไม่ควรทำแบบนั้นเลยนะ, กวินทร์" เธอบ่นอุบออมาเบาๆ น้ำเสียงเจือความห่วงใยที่ปกปิดไม่มิด "ถ้าเกิดหมอนั่นแจ้งความขึ้นมาจริงๆ นายจะทำยังไง... ทำไมต้องใจร้อนตลอดเวลาด้วยเนี่ย" กวินทร์หันกลับมาทันควัน ดวงตาคมกริบจ้องมองเธอเขม็ง ความหงุดหงิดที่ระบายไม่ออกเปลี่ยนเป็นความดื้อรั้นในแบบฉบับของคนปากไม่ตรงกับใจ "แล้วจะให้ฉันยืนมองเธอเอาอนาคตตัวเองไปแลกกับความสุขของคนอื่นรึไง?" เขาเสียงแข็งใส่ทันที คิ้วหนาย่นเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม "ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจัดการเองได้ เธอมันจะอวดเก่งไปถึงไหนฮึ รินรดา? ชอบทำตัวเป็นฮีโร่คอยแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวอยู่เรื่อย!" รินรดาชะงักไปนิด ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองเขาอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน ปากบางเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างท้าทาย "แล้วนายล่ะ? ปากบอกว่าเกลียดฉันนักหนา ปากบอกว่าจะไม่สนใจ แต่พอเกิดเรื่องทีไรก็ทำตัวเป็นหมาบ้าคอยพุ่งชนทุกอย่างเพื่อปกป้องฉันตลอด... ห่วงฉันมากขนาดนั้นเลยรึไง นายท่านกวินทร์?" คำถามย้อนกลับที่ตรงประเด็นทำเอาชายหนุ่มถึงกับชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก กวินทร์อ้าปากจะเถียงแต่ก็พูดไม่ออก ใบหน้าคมคายขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัดแม้ในแสงไฟสลัวของลิฟต์ เขารีบเบนสายตาหนีไปมองตัวเลขบอกชั้นที่กำลังลดลงอย่างรวดเร็วเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า "ใคร... ใครเป็นห่วงเธอ อย่าหลงตัวเองน่า" กวินทร์เสียงสูงขึ้นเล็กน้อย ปากแข็งปฏิเสธเสียงแข็งขันแต่ใบหูทั้งสองข้างกลับแดงก่ำจนปิดไม่มิด "ฉันแค่ไม่อยากให้แผนของฉันมันรวนเพราะความสะเพร่าของเธอต่างหากเล่า!" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคออย่างหมั่นไส้ เธอก้าวเข้าไปประชิดตัวร่างสูงที่สูงกว่าเธอเกือบหนึ่งคืบอย่างรวดเร็ว จนกวินทร์ต้องผถอยหลังไปจนแผ่นหลังชิดติดผนังลิฟต์โดยไม่ทันตั้งตัว ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมที่กำลังหลบเลี่ยงไม่ยอมสบตา "ปากแข็งจริงนะ..." เธอเอ่ยกระซิบเสียงแผ่วเบາ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับปลายคางของชายหนุ่ม จังหวะการเต้นของหัวใจของกวินทร์กระหน่ำรัวรากับกลองชุดจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "งั้นช่วยตอบฉันหน่อยสิ... ว่าทำไมตอนที่ธันวาบอกว่าจะให้ฉันย้ายไปอยู่กับเขา แววตาของนายถึงได้ดูเหมือนคนกำลังจะตายแบบนั้นล่ะหึ?" กวินทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขากับเธอนั้นใกล้เสียจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผมของหญิงสาว ความเย่อหยิ่งและมาดขรึมที่เคยมีพังทลายลงไม่เป็นท่าต่อหน้าดวงตาคู่สวยที่รู้ทันทุกอย่าง นิ้วเรียวของรินรดายื่นขึ้นมาแตะที่ปลายคางของเขา บังคับให้ใบหน้าคมคายหันกลับมาสบตากับเธอตรงๆ กวินทร์นิ่งค้างไป หัวใจเต้นแรงจนแทบหยุดหายใจ เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังพ่ายแพ้อย่างราบคาบต่อผู้หญิงตรงหน้าคนนี้ "ว่ายังไงล่ะ นายท่าน..." รินรดาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด รอยยิ้มเจ้าเลähปรากฏบนมุมปากอิ่ม "หรือว่าที่จริงแล้ว... นายกลัวว่าจะเสียฉันไปจริงๆ กันแน่?" ติ๊ง! เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับประตูโลหะที่เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นโถงทางเดินชั้นล่างที่ว่างเปล่า ทว่าก่อนที่กวินทร์จะได้ทันเอ่ยปากแก้ตัวหรือตอบคำถามใดๆ ที่ค้างคาใจ ร่างของใครบางคนก็ก้าวสวนเข้ามาในลิฟต์ทันทีด้วยท่าทีเร่งรีบ พร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือที่หล่นกระจายลงบนพื้นเสียงดังลั่น "คุณกวินทร์! คุณรินรดา! แย่แล้วครับ!" เสียงหอบแฮกของเลขานุการหนุ่มดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด "เมื่อกี้... ทางธนาคารโทรมาแจ้งว่า บัญชีส่วนตัวทั้งหมดของคุณถูกอายัดแบบฉุกเฉินแล้วครับ!" ________________________________________ ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความเข้มข้นในบทนี้นะครับ โครโนสทริกเกอร์ครับ
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%