เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 33

คืนวันฝนพรำ

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
“ฆาตกรตัวจริง ไม่เคยทิ้งที่ซ่อนตัว” ประโยคนั้นกรีดลึกราวกับใบมีดที่ฝังลงบนหัวใจของกวินทร์ เขาโยนรูปภาพเก่าแก่ใบน้อยนั่นลงบนโต๊ะไม้ที่เริ่มผุพังราวกับมันคือวัตถุอันตราย มือที่สั่นเทาของเขาคว้าขวดเหล้าที่เหลือเพียงก้นขวดขึ้นมาดื่มเพื่อหวังจะดับความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ในอก แต่รสมันขื่นขมกว่าปกติ ราวกับความจริงที่เขาเพิ่งได้รับรู้นั้นได้เปลี่ยนรสสัมผัสทุกอย่างในชีวิตให้กลายเป็นยาพิษ ข้างนอกนั่น ฝนกำลังโปรยปราย เสียงเม็ดฝนที่กระทบหลังคาสังกะสีดังเป็นจังหวะเนิบนาบชวนให้ประสาทหลอน กวินทร์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ในบ้านพักตากอากาศร้างที่เขายึดเป็นที่กบดาน แสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันเพียงดวงเดียวทำให้เงาของเขาบนผนังดูบิดเบี้ยวและน่ากลัวเกินกว่าจะเป็นเงาของมนุษย์ปกติ ‘ลายมือนั่น... ของพ่อ?’ เขาถามตัวเองในใจ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาหลับตาลง พยายามเค้นความจำที่แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ จากอุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อน ความทรงจำของเขาเหมือนหนังสือที่หน้ากระดาษถูกฉีกขาดหายไปเกือบครึ่ง เขารู้เพียงว่าเขาตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลพร้อมกับความว่างเปล่า และรินรดาที่ยืนอยู่ข้างเตียงด้วยแววตาที่เขาไม่อาจอ่านออกว่านั่นคือความสงสาร หรือความหวาดกลัวกันแน่ เสียงฝีเท้าดังขึ้นเบาๆ จากด้านนอกบ้านพัก เสียงเหยียบใบไม้แห้งที่เปียกชื้นดังชัดเจนในความเงียบ กวินทร์ชะงัก ลมหายใจของเขาแทบหยุดนิ่ง เขาเอื้อมมือไปคว้าปืนพกที่ซ่อนไว้ใต้เบาะรองนั่งอย่างแผ่วเบา สัญชาตญาณสัตว์ป่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่สั่งให้เขาเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบที่สุด “ใคร?” เขาเค้นเสียงถามผ่านความมืด น้ำเสียงแหบพร่าแต่เฉียบคม ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงฟ้าร้องคำรามต่ำๆ ราวกับจะเตือนภัย กวินทร์ค่อยๆ ขยับตัวไปที่หน้าต่างไม้ผุพัง เขาแง้มม่านออกเพียงเล็กน้อย สายตาจ้องเขม็งไปในความมืดที่ปกคลุมด้วยม่านฝน ท่ามกลางหยดน้ำที่ร่วงหล่น เขาเห็นเงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ร่างนั้นไม่ได้เคลื่อนไหว แต่ความรู้สึกกดดันนั้นแผ่ซ่านเข้ามาจนถึงกระดูกสันหลัง “อย่าพยายามหนีไปไหนเลย กวินทร์” เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูดังขึ้น ฝ่าสายฝนมาอย่างชัดเจน เป็นเสียงที่ทำให้กวินทร์ต้องกัดฟันแน่น “ธันวา...” กวินทร์พึมพำ ชื่อนี้เหมือนรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย “แกกับฉัน เราต่างก็รู้อยู่แก่ใจว่าความจำเสื่อมมันเป็นแค่ข้ออ้างที่ใช้หลอกคนอื่น แต่หลอกตัวเองไม่ได้หรอก” ธันวาพูดต่อ เสียงนั้นแฝงไปด้วยรอยเยาะหยัน “รูปภาพใบนั้นน่ะ... นายคิดจริงๆ เหรอว่ามันถูกทิ้งไว้ให้แกโดยบังเอิญ?” กวินทร์มือสั่นสะท้าน เขาพยายามตั้งสติ ความผิดพลาดในอดีตเริ่มประเดประดังเข้ามาในหัว เหมือนภาพยนตร์ที่ฉายวนซ้ำ—ภาพของอุบัติเหตุบนถนนสายที่มืดมิด เสียงกรีดร้อง และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง เขามักจะคิดเสมอว่าตัวเองคือเหยื่อที่รอดชีวิตมาได้ แต่ข้อความหลังรูปภาพนั้นกำลังบอกเขาในสิ่งที่ต่างออกไป ‘ฆาตกรตัวจริง ไม่เคยทิ้งที่ซ่อนตัว’ ถ้าเขาทิ้งรูปภาพนี้ไว้ในที่ที่เขาเคยอยู่... และเขาก็คือคนคนเดียวที่กลับมาที่นี่... นั่นหมายความว่าอย่างไร? “นายกำลังจะบอกว่าฉันคือคนลงมือ?” กวินทร์ตะโกนกลับไป น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสับสนและเจ็บปวด “ฉันไม่ได้บอกว่านายทำ” ธันวาเดินก้าวออกมาจากเงามืด แสงจันทร์ที่โผล่พ้นเมฆฝนเพียงชั่วครู่ทำให้กวินทร์เห็นใบหน้าของเพื่อนเก่าคนนี้ชัดเจน แววตาของธันวาไม่ได้เต็มไปด้วยความเกลียดชัง แต่มันเต็มไปด้วยความสมเพชอย่างประหลาด “ฉันกำลังบอกว่า... นายจำได้ทุกอย่างตั้งแต่วันแรกที่ฟื้นขึ้นมา เพียงแต่นายเลือกที่จะ 'ตาย' ไปพร้อมกับตัวตนเดิมที่นายสร้างขึ้นเพื่อปกป้องความชั่วร้ายของตัวเองต่างหาก” หัวใจของกวินทร์กระตุกวูบ ภาพในหัวเริ่มบิดเบี้ยว ความทรงจำที่เขาเคยคิดว่าสูญหายไปเริ่มหลั่งไหลกลับมาเหมือนเขื่อนแตก เขานึกถึงภาพมือของเขาที่เปื้อนคราบดินและเลือดในคืนนั้น นึกถึงเสียงกระซิบที่เขาเคยบอกตัวเองว่า 'มันเป็นอุบัติเหตุ' เขาไม่ได้จำไม่ได้... เขาแค่พยายามจะลืม “ไม่จริง...” เขาสะอื้นเบาๆ มือที่ถือปืนลดต่ำลง ขณะที่กวินทร์กำลังจมดิ่งลงสู่ความจริงที่โหดร้าย เสียงประตูบ้านพักก็ถูกผลักออกอย่างแรง กวินทร์สะดุ้งสุดตัว หันกลับไปมองด้วยความตื่นตระหนก ร่างบางของหญิงสาวคนหนึ่งยืนหอบหายใจอยู่ตรงหน้าประตู เสื้อผ้าของเธอเปียกโชกไปด้วยน้ำฝน แววตาของรินรดาสั่นระริกขณะที่เธอมองมาที่เขา “กวินทร์ อย่าฟังเขา!” รินรดาตะโกน เสียงของเธอสั่นเครือ “ธันวาไม่ได้มาที่นี่เพื่อพูดความจริง เขามาที่นี่เพื่อฆ่าคุณ!” ธันวาหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วป่าที่มืดมิด “รินรดา... เธอนี่ภักดีได้ดีจริงๆ นะ แต่เสียใจด้วยนะที่ต้องบอกว่า... กวินทร์ที่เธอปกป้องอยู่น่ะ ไม่ใช่เหยื่ออย่างที่เธอคิด แต่เป็นปีศาจที่ทำลายทุกอย่างที่คุณรักไปจนหมดสิ้น” รินรดาก้าวเข้ามาหาเขา มือของเธอเอื้อมมาจับแขนเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นทำให้กวินทร์รู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่พุ่งเข้าสู่ร่างกาย “เชื่อฉันสิ... เราต้องหนีไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้!” กวินทร์มองสลับไปมาระหว่างธันวาที่ยืนยิ้มเยาะอยู่กลางสายฝน กับรินรดาที่กำลังร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว แต่แล้ว สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่อยู่ในมือของรินรดา... เป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องชะงักงันและหยุดหายใจไปชั่วขณะ ในมือของรินรดา ไม่ใช่มีเพียงกุญแจรถ... แต่มันคือปืนกระบอกเดียวกับที่เขาเคยมั่นใจว่ามันหายไปในคืนที่เกิดอุบัติเหตุ และที่ปลายกระบอกปืนนั้น ยังมีคราบเลือดแห้งกรังที่เขารู้ดีว่ามันเป็นของใคร กวินทร์มองใบหน้าของรินรดาที่ตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความอ่อนโยนที่เคยมีหายไป แทนที่ด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน “ธันวาพูดถูกอย่างหนึ่งนะ กวินทร์” รินรดากระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่ชวนให้ขนลุก “ที่เขาบอกว่า... ฆาตกรตัวจริงไม่เคยทิ้งที่ซ่อนตัวน่ะ... มันไม่ได้หมายถึงคุณหรอก” เธอกดปืนลงบนหน้าอกของเขาพร้อมกับกระซิบต่อในความมืด “มันหมายถึงฉัน... และที่นี่คือที่ที่คุณจะต้องตายในคืนนี้” ความหวังที่จะรอดพ้นจากอดีตดับวูบลงพร้อมกับเสียงปืนที่ดังลั่นแข่งกับเสียงฟ้าร้องท่ามกลางคืนวันที่ฝนพรำ หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินกับความเข้มข้นที่ผมตั้งใจบรรจงเขียนให้นะครับ โครโนสทริกเกอร์ครับ
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%