“คุณจะบอกว่ากระดาษแผ่นนี้คือหลักฐานงั้นหรือครับ?”
กวินทร์แค่นยิ้ม เสียงของเขาแหบพร่าขณะวางเอกสารแผ่นนั้นลงบนโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ แรงกดจากปลายนิ้วทำให้กระดาษยับย่น รอยยิ้มของเขาไม่ได้แสดงถึงความขบขัน แต่มันคือการเยาะเย้ยชะตากรรมที่กำลังบีบคั้นคอหอยเขาให้ตีบตัน
รินรดานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอไม่ได้หลบสายตาแม้แต่น้อย ความเงียบในห้องทำงานที่ควรจะอบอุ่นกลับกลายเป็นความเย็นยะเยือกที่กัดกินหัวใจ มือเรียวของเธอประสานกันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอรู้ดีว่าคำตอบที่เธอเพิ่งมอบให้เขาไปนั้น คือการจุดชนวนระเบิดที่ฝังรากลึกมานานหลายทศวรรษ
“มันไม่ใช่แค่ข่าวลือในที่ทำงานแล้วนะกวินทร์” เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสั่นเครือในตอนท้าย “คนพวกนั้น... พวกที่เคยห้อมล้อมคุณในงานเลี้ยงการกุศลเมื่อคืน ตอนนี้พวกเขากำลังเปลี่ยนโต๊ะอาหารในภัตตาคารหรูให้กลายเป็นศาลเตี้ย ทุกคนกำลังพูดถึงเรื่อง ‘คดีมลทิน’ ของพ่อคุณ มันหลุดออกมาจากปากของใครบางคน และตอนนี้มันแพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าเชื้อโรค”
กวินทร์ลุกขึ้นยืนกะทันหัน เก้าอี้เลื่อนถอยหลังจนเกิดเสียงครูดกับพื้นดังสนั่น เขาเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองออกไปเห็นรถยนต์มากมายที่ยังคงสัญจรอย่างปกติสุขบนท้องถนน แต่นั่นแหละคือสิ่งที่น่าหงุดหงิดที่สุด—โลกภายนอกไม่ได้รับรู้เลยว่า ชีวิตของเขาที่เพิ่งเริ่มจะประกอบร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่ กำลังถูกพายุแห่งอดีตพัดถล่มจนไม่เหลือชิ้นดี
“ธันวาใช่ไหม?” เขาถามโดยไม่หันกลับไปมอง
รินรดานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาว “ธันวาไม่ได้เป็นคนเปิดประเด็น แต่เขาเป็นคนประโคมข่าวให้ไฟมันลามไปทั่ว เขาส่งคนไปตามโต๊ะกาแฟ ตามคลับหรู เพื่อยืนยันว่า ‘ข้อมูล’ ที่หลุดออกมานั้นเป็นความจริง เขาทำให้ทุกคนเชื่อว่าตระกูลของคุณไม่ได้รวยมาด้วยน้ำพักน้ำแรง แต่รวยมาด้วยการเหยียบย่ำบนกองศพของคู่แข่งทางธุรกิจ”
กวินทร์กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ความทรงจำที่ขาดหายไปเป็นห้วงๆ กลับมาตีรวนในหัวสมอง ภาพเหตุการณ์วันที่พ่อของเขาถูกนำตัวเข้าห้องสอบสวนยังคงเลือนรางเหมือนภาพในฟิล์มที่ถูกเผาไหม้ แต่มันกลับแจ่มชัดพอที่จะทำให้เขารู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดที่ฝังใจ
“เขาต้องการทำลายผม” กวินทร์พึมพำ “ทำลายในสิ่งที่ผมอุตส่าห์สร้างมาด้วยความสุจริต”
“เขาต้องการทำลายทุกอย่างที่คุณมี เพื่อให้คุณกลับไปจุดเดิม... จุดที่ต้องพึ่งพาเขา” รินรดาลุกขึ้นยืนและเดินไปหยุดอยู่ข้างๆ ชายหนุ่ม “กวินทร์ เราต้องทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่ความน่าเชื่อถือของคุณจะกลายเป็นศูนย์”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังเผชิญกับความกดดัน เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ก่อนที่บานประตูจะเปิดออกเผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดเนี้ยบกริบ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงโชยนำมาก่อนตัวเจ้าของ ธันวาก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลายเกินไปสำหรับสถานการณ์เช่นนี้
“ขอโทษทีนะที่เสียมารยาท พอดีเลขาฯ ของคุณบอกว่ากำลังยุ่งอยู่กับ ‘เรื่องสำคัญ’” ธันวาเน้นคำว่าเรื่องสำคัญด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เขาเดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานของกวินทร์ ก่อนจะเหลือบมองเอกสารที่ยังคงวางแผ่อยู่ “ดูท่าข่าวลือจะไปถึงหูคุณเร็วกว่าที่ผมคิดไว้นะเพื่อนยาก”
กวินทร์หันกลับมาประจันหน้า ดวงตาของเขาคมกริบดุจมีดโกน “นายเป็นคนปล่อยข่าวนี้ใช่ไหมธันวา?”
ธันวาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างเสแสร้งทำเป็นประหลาดใจ “ผมเนี่ยนะ? ใจคอคุณจะกล่าวหาคนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาแบบนี้เลยหรือ กวินทร์... ผมแค่เป็นห่วงในฐานะหุ้นส่วนธุรกิจ ที่เห็นว่าคุณกำลังจะถูกลากลงเหวเพราะชื่อเสียงของ ‘ตระกูล’ ที่คุณเองก็ยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันน่ารังเกียจแค่ไหน”
รินรดาก้าวขวางหน้ากวินทร์ไว้ “กลับไปซะธันวา ที่นี่ไม่มีใครต้องการฟังคำลวงของคุณ”
ธันวาปรายตามองหญิงสาวด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสมเพช “รินรดา... อย่าพยายามปกป้องเรือที่กำลังจะจมเลยครับ” เขากลับมาหันไปสบตากวินทร์อีกครั้ง “เย็นนี้มีงานประมูลการกุศลที่โรงแรมอิมพีเรียล ผู้มีอิทธิพลในวงการธุรกิจจะไปอยู่ที่นั่นกันครบ ถ้าคุณอยากจะพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ หรืออยากจะกอบกู้ชื่อเสียงที่ถูกขุดคุ้ย... ผมแนะนำให้คุณไปปรากฏตัวที่นั่น”
“ทำไมฉันต้องไปตามเกมของนาย?” กวินทร์ถามเสียงเย็น
ธันวาขยับยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ทำให้บรรยากาศในห้องดูบิดเบี้ยวไปถนัดตา “เพราะถ้าคุณไม่ไป... ผมจะจัดเตรียม ‘พยานปากเอก’ ให้กับสื่อมวลชนด้วยตัวเอง เรื่องที่ว่าพ่อคุณไม่ได้แค่ยักยอกเงิน แต่มันมีมากกว่านั้น... มีเรื่องของอุบัติเหตุในอดีตที่ทำลายครอบครัวของใครบางคนไปตลอดกาล”
กวินทร์ชะงักไป ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรจู่โจมเขาอีกครั้ง พยานปากเอก? อุบัติเหตุในอดีตที่เขาพยายามลืม? ธันวาไม่ได้แค่ขู่ แต่เขารู้ว่ากวินทร์กลัวอะไรที่สุด
“นายหมายความว่ายังไง เรื่องอุบัติเหตุ...” เสียงของกวินทร์ขาดห้วง
ธันวาไม่ตอบ เขาเพียงแค่หยิบรูปถ่ายใบหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อสูทแล้ววางลงบนโต๊ะ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมจางๆ และความเงียบที่หนักอึ้งดั่งขุนเขา
กวินทร์เอื้อมมือไปหยิบรูปใบนั้นด้วยความสั่นเทา รินรดาขยับเข้ามาดูใกล้ๆ และเมื่อภาพในรูปปรากฏแก่สายตา ทั้งคู่ก็ต้องนิ่งงันไปทันที
มันเป็นภาพถ่ายขาวดำที่เก่าแก่ แต่รอยยิ้มของคนในภาพกลับชัดเจนจนน่าขนลุก มันคือภาพถ่ายของพ่อเขาที่กำลังยืนจับมือกับคนๆ หนึ่ง... คนที่เขารู้จักดี และเพิ่งเสียชีวิตไปในอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อน ในมือของอีกฝ่ายถือซองจดหมายที่มีตราประทับของตำรวจชั้นผู้ใหญ่
"นั่นมัน... จดหมายฉบับที่หายไปในคืนที่เกิดอุบัติเหตุของคุณ" รินรดาอุทานขึ้นด้วยความตกใจ
กวินทร์ก้มมองที่หลังภาพ มือที่ถือรูปภาพเริ่มสั่นรุนแรงกว่าเดิม เมื่อเขาพลิกอ่านข้อความด้วยลายมือที่คุ้นตาเพียงไม่กี่คำที่สลักไว้: *'ฆาตกรตัวจริง ไม่เคยทิ้งที่ซ่อนตัว'*
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านสัมผัสได้ถึงแรงปะทะของอดีตที่กำลังไล่ล่าตัวเอกของเรานะครับ ขอบคุณที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับผมครับ
เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 32
ข่าวลือที่แพร่กระจาย
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!