เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 5

รอยร้าวในใจ

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและควันไฟจางๆ ยังคงติดตรึงอยู่ในโพรงจมูก ราวกับความตายไม่ได้ทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง แต่มันกำลังเดินตามหลังมาในร่างเงาที่สวมรอยใบหน้าเดียวกัน กวินทร์ยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องน้ำ โรงแรมม่านหมอกที่ตั้งอยู่ริมหน้าผา ปลายเล็บของเขาสั่นระริกขณะยันขอบอ่างล้างหน้าเอาไว้ น้ำหนักทิ้งดิ่งลงบนแขนจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด ภาพเงาสะท้อนในกระจกเวลานี้ช่างน่าสมเพช ดวงตาคมกริบที่เคยนิ่งสงบดั่งผืนน้ำยามไร้ลม บัดนี้กลับเบิกกว้างด้วยความหวาดระแวง เส้นเลือดฝอยในตาขาวแดงก่ำจากการอดนอนมาหลายคืนติดต่อกัน เสียงกระซิบแหบพร่าประโยคนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท *“ดีใจจังที่เห็นนายยังไม่ตายในกองเพลิงนั่น...”* แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด... สิ่งที่กัดกินหัวใจของกวินทร์จนพรุนในนาทีนี้ คือคำถามที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยมันออกมาดังๆ *ถ้าไอ้สารเลวนั่นคือตัวจริง... แล้วตัวเขาที่นั่งหายใจอยู่ตรงนี้ เป็นใครกันแน่?* ก๊อกๆ! เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ ตามด้วยเสียงกุญแจไขกระทบกับกลอน รินรดาผลักประตูเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก มือเรียวบางของเธอถือแฟ้มเอกสารเก่าๆ ที่เพิ่งไปค้นมาจากสำนักงานทะเบียนราษฎร์สาขาเก่า เธอกวาดสายตาเข้ามาในห้องน้ำ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นสภาพอันยับเยินของชายหนุ่ม "กวินทร์... คุณหน้าซีดมาก นั่งลงก่อนเถอะ" รินรดารีบวางแฟ้มลงบนโต๊ะข้างนอก แล้วสาวเท้าเข้ามาประคองแขนเขาไว้ สัมผัสอุ่นจากมือของเธอช่วยดึงสติอันกระเจิดกระเจิงของเขากลับมาได้บ้าง แต่ไม่มากพอที่จะดับไฟรุ่มร้อนในอก กวินทร์ปัดมือเธอออกเบาๆ ไม่ใช่ด้วยความรังเกียจ แต่เป็นความกลัว—ความกลัวว่าแม้แต่ผู้หญิงที่อยู่เคียงข้างเขามาตลอด หญิงสาวผู้กุมความลับทั้งหมด อาจกำลังมองเขาเป็น "ตัวปลอม" เช่นกัน "ริน..." เสียงของเขาแหบแห้งราวกับกระดาษทรายถูกเสียดสี "บอกความจริงฉันมา... ฉันรอดมาจากกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อนจริงๆ หรือฉันแค่... ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสวมรอยใครบางคน?" รินรดานิ่งงัน ดวงตาสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยความนิ่งสงบที่เธอมักใช้ปกปิดความรู้สึกเสมอ เธอเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเสี้ยววินาที—การกระทำเพียงเล็กน้อยนั้นไม่รอดพ้นจากสายตาของกวินทร์ มันคือปฏิกิริยาของคนที่ "กำลังปิดบังอะไรบางอย่าง" "คุณกำลังคิดอะไรอยู่ กวินทร์? กองเพลิงนั่นพรากความทรงจำของคุณไป อุบัติเหตุครั้งนั้น... มันทำลายทุกอย่างจนคุณจำไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเองด้วยซ้ำ ฉันเป็นคนช่วยคุณออกมา ฉันเป็นคนยืนยันตัวตนของคุณให้ตำรวจและโรงพยาบาล..." น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยแต่หนักแน่น ทว่าแววตากลับหลบเลี่ยงการสบตา "แล้วเสียงนั่นล่ะ!" กวินทร์ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างเหลืออด มือหนาทุบลงบนขอบอ่างล้างหน้าจนเกิดเสียงดังสนั่น น้ำในอ่างกระเซ็นเปรอะเปื้อนกระจก "เสียงที่พูดกับฉันเมื่อคืน! หน้าตาของมัน น้ำเสียงของมัน รอยแผลเป็นที่ไหปลาร้าด้านซ้าย... มันเหมือนฉันทุกกระเบียดนิ้ว! ริน... บอกฉันทีสิว่าฉันไม่ได้บ้า!" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องน้ำชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ เป็นแบ็คกราวด์ รินรดาสูดหายใจเข้าลึก หลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อรวบรวมความกล้า เธอยื่นแฟ้มเอกสารที่ถือมาให้เขา "ฉันรู้ว่าคุณต้องสับสน... ธันวาคงจงใจส่งคนมาปั่นหัวคุณแน่ๆ มันต้องการให้คุณตั้งคำถามกับตัวเอง เพื่อที่คุณจะได้ไขว้เขวและยอมจำนนต่อเกมธุรกิจที่มันกำลังเดิมพันอยู่" "ธันวา..." กวินทร์พึมพำชื่อศัตรูเก่า ใบหน้าของเพื่อนสนิทที่ผันตัวมาเป็นศัตรูฉายชัดขึ้นมาในความทรงจำ ธันวาผู้มีรอยยิ้มเคลือบยาพิษ ผู้ชายที่ดูเหมือนจะรู้ทันกวินทร์ในทุกๆ ก้าว "ใช่ ธันวาจำเรื่องในอดีตได้ดีกว่าใคร" รินรดาก้าวเข้าไปใกล้ ใช้มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าของกวินทร์บังคับให้เขามองสบตาเธอ "ฟังฉันนะ กวินทร์... ไม่ว่าไอ้สารเลวนั่นจะพูดอะไร หน้าตาจะเหมือนคุณแค่ไหน แต่วิญญาณ ความรู้สึก และหัวใจที่เต้นอยู่ตรงนี้ คือตัวตนของคุณจริงๆ คุณคือกวินทร์คนที่ฉันรู้จัก... คนที่เคยปกป้องฉันจากเหตุการณ์ในวันนั้น" กวินทร์มองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยของรินรดา เขาอยากจะเชื่อ... อยากจะเชื่อทุกถ้อยคำที่ออกจากปากเธอ เพื่อปัดเป่าความหวาดระแวงที่กำลังกัดกินเนื้อหนัง แต่ภาพเงาสะท้อนในกระจกเมื่อครู่ยังคงหลอกหลอน รอยแผลเป็นที่ไหปลาร้า—รอยแผลที่เขาคิดว่ามันเกิดจากอุบัติเหตุรถคว่ำเมื่อสิบปีก่อน แต่ทำไม... ทำไมเงาปริศนานั้นถึงมีรอยแผลตำแหน่งเดียวกันเป๊ะ ราวกับถูกประทับตราร่วมกันมาตั้งแต่กำเนิด? ก่อนที่กวินทร์จะได้เอ่ยคำถามใดออกไป เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวจากห้องพักด้านนอกก็ทำลายบรรยากาศตึงเครียดนั้นลงทันที *ปัง! ปัง! ปัง!* "คุณกวินทร์ครับ! เปิดประตูหน่อยครับ มีพัสดุด่วนส่งตรงถึงคุณ... จากคนที่คุณลืมชื่อไปแล้ว" เสียงทุ้มต่ำที่ไม่คุ้นเคยดังลอดเข้ามา พร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกที่ทำให้เลือดในกายของกวินทร์เย็นเฉียบ รินรดารีบดึงมือออกจากใบหน้าของเขา สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากความเห็นใจเป็นความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด "ใคร... ใครส่งพัสดุมาตอนนี้?" กวินทร์ไม่ตอบ เขาเดินเลี่ยงผ่านรินรดาออกมาที่ห้องนอน สายตาคมกريบจ้องมองไปยังกล่องพัสดุกระดาษสีน้ำตาลขนาดกลางที่วางอยู่หน้าประตูห้อง มันถูกผูกด้วยเชือกฟางสีแดงอย่างประณีต ด้านบนแปะกระดาษโน้ตด้วยลายมือที่คุ้นตาจนน่าขนลุก เขาก้มลงหยิบกล่องนั้นขึ้นมา ชั่งน้ำหนักในมือ มันเบา... แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนถือระเบิดเวลาที่พร้อมจะทำงานได้ทุกเมื่อ กวินทร์สูดหายใจเข้าลึก ตัดสินใจใช้มือเปล่าแกะเชือกฟางออก ท่ามกลางสายตาที่หวาดหวั่นของรินรดาที่ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เขากลั้นหายใจแล้วเปิดฝากล่องออกช้าๆ ภายในกล่องนั้น... ไม่มีระเบิด ไม่มีเอกสารทางธุรกิจ มีเพียง **"นาฬิกาพกโบราณเรือนทอง"** ที่หยุดเดินไปตั้งแต่เวลา 03:14 น. ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านพักตากอากาศของตระกูลเมื่อสิบปีก่อน... และที่ฝาหลังของนาฬิกาสลักตัวอักษรย่อสามตัวที่กวินทร์ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันหมายถึงอะไร— *‘K.V.W.’* กvinทร์ชะەักค้าง มือที่ถือนายิกาพกสั่นเทาอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกโพลงเมื่อตระหนักได้ว่า ตัวย่อนี้ไม่ใช่ของ "กวินทร์" คนปัจจุบัน... แต่มันคือชื่อของฝาแฝดผู้พี่ที่ตายไปในกองเพลิงที่เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในเงออดีตนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — โครโนสทริกเกอร์
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%