เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 6

ธันวาผู้อยู่เบื้องหลัง

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
กลิ่นอานของโลหะผสมสนิมและกลิ่นไหม้จาง ๆ ที่ติดอยู่ตามซอกผิวของนาฬิกาพกเรือนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่กวินทร์คาดหวังว่าจะได้สัมผัสอีกครั้งในรอบหลายปี สัมผัสเย็นเยียบของมันกัดกินฝ่ามือ ทว่าความเย็นที่แท้จริงกลับพุ่งพล่านมาจากขั้วหัวใจ ไล่ลามขึ้นมาถึงลำคอจนเขาแทบสำลักอากาศ ตัวย่อสลักฝาหลัง *‘ก.ว.’* ที่เขาเคยเข้าใจว่าเป็นรอยขีดข่วนแห่งความทรงจำของตนเอง บัดนี้กลับกลายเป็นศาลเตี้ยพิพากษาความจริงอันบิดเบี้ยว—มันคือของ ‘กรณ์’ ฝาแฝดผู้พี่ ผู้ซึ่งร่างกายถูกกลืนกินด้วยเปลวเพลิงในค่ำคืนมืดมิดเมื่อสิบปีก่อน แล้วเหตุใด... นาฬิกาของคนที่ตายไปแล้ว ถึงมาอยู่ในลิ้นชักลับของห้องทำงานปัจจุบันของเขาได้? กวินทร์ก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว จนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับชั้นหนังสือไม้สักหนักอึ้ง ตำราเล่มหนาร่วงหล่นลงกระทบพื้นพรมเสียงดังทึบ แต่เขาไม่ได้สนใจเสียงนั้น สายตาของเขายังคงจดจ้องอยู่ที่วัตถุชิ้นเล็กในมือราวกับมันเป็นสัตว์พิษที่มีชีวิต รินรดาที่ยืนอยู่มุมห้องขยับตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเธอบ่งบอกความตระหนักรู้บางอย่างที่เธอพยายามซ่อนไว้มาตลอด "คุณกวินทร์คะ..." เสียงของรินรดาแผ่วเบา เธอยื่นมือออกมาราวกับต้องการจะดึงนาฬิกาเรือนนั้นออกจากมือเขา แต่ก็ชะงักค้างไว้กลางอากาศเมื่อเห็นสายตาที่กวินทร์ตวัดกลับมามอง สายตาคู่นั้นว่างเปล่า แต่ดุดันจนน่ากลัว มันไม่ใช่สายตาของชายหนุ่มผู้สูญเสียความทรงจำและพยายามประกอบชิ้นส่วนชีวิตอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือสายตาของคนที่เพิ่งตระหนักว่า ตนเองอาจไม่ใช่ ‘กวินทร์’ อย่างที่เข้าใจ หรือแย่กว่านั้น... เขาอาจจะเป็นเพียงเงาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแทนที่ใครบางคน ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—จังหวะเนิบนาบ สม่ำเสมอ และเปี่ยมด้วยความมั่นอกมั่นใจอย่างถึงที่สุด มันทำลายบรรยากาศตึงเครียดในห้องลงทันที แต่ไม่ได้ช่วยให้ความอึดอัดลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่รินรดาจะทันได้เอ่ยปากห้าม บานประตูไม้สีเข้มก็ถูกผลักให้เปิดออกด้วยมือของใครบางคน ร่างสูงในชุดสูทตัดเย็บประณีตสีเทาเข้มก้าวเข้ามาอย่างคุ้นเคย ราวกับว่านี่คือห้องทำงานของเจ้าตัว ธันวาแย้มยิ้ม รอยยิ้มที่แต่งแต้มอยู่บนมุมปากนั้นอบอุ่นและเป็นมิตรเสมอมาในสายตาของสังคมผู้ดี ทว่าในยามนี้ เมื่อกวินทร์มองผ่านม่านหมอกแห่งความระแวง รอยยิ้มนั้นกลับดูคล้ายคมมีดที่เคลือบด้วยน้ำตาล "ผมว่าแล้วว่าคุณต้องยังไม่อนุญาตให้ใครเก็บกวาดห้องนี้" ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทอดสายตามองกองเอกสารและหนังสือที่ร่วงอยู่บนพื้น ก่อนจะเบนสายตามาหยุดที่มือของกวินทร์ซึ่งกำนาฬิกาพกไว้แน่น "อ้าว... ดูท่าทางคุณจะเจอ ‘ของขวัญ’ ชิ้นสำคัญเข้าแล้วสินะ" คำว่า ‘ของขวัญ’ ถูกเน้นเสียงด้วยน้ำเสียงที่แปลกประหลาด กวินทร์หรี่ตาลง หัวใจเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "นายรู้อยู่แล้ว" มันไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่คือการคาดคั้น ธันวาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน เขายกมือขึ้นจัดเนกไทอย่างใจเย็น เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานราวกับเจ้าของบ้านตัวจริง "รู้สิ ทำไมฉันจะไม่รู้ล่ะกวินทร์... ในเมื่อตอนที่พวกเราช่วยกันเคลียร์ซากกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน ฉันเป็นคนเก็บมันขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อที่ไหม้เกรียมของนายเองกับมือ" คำพูดนั้นทำเอารินรดากลั้นหายใจ เธอเบิกตากว้าง หันขวับมองหน้าธันวาด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัว "นาย... พูดว่าอะไรนะ" กวินทร์เค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายสั่นเทาด้วยแรงอารมณ์ที่ปะทุขึ้น "กระเป๋าเสื้อของ ‘ฉัน’ งั้นเหรอ? แต่คนที่ตายในกองเพลิงวันนั้น คือกรณ์พี่ชายของฉันไม่ใช่หรือไง!" ธันวาหยุดยืนห่างจากกวินทร์เพียงแค่เอื้อมมือถึง เขาสบตากับเพื่อนสนิท—หรือศัตรูในคราบมิตร—นิ่งนาน แววตาที่เคยฉายแววห่วงใยเมื่อครู่ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง เขายื่นมือออกไปช้า ๆ ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบจะเชือดเฉือนผิวหนังได้ "นั่นแหละคือปัญหาสำคัญเพื่อนรัก..." ธันวาเอียงคอเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากลึกลงกว่าเดิม "ความทรงจำหลังอุบัติเหตุ มันเป็นเครื่องมือโกหกที่ยอดเยี่ยมที่สุด นายไม่คิดเหรอว่า... บางทีสมองที่บอบช้ำของนาย อาจจะจงใจสลับ ‘ชื่อ’ ของคนสองคน เพื่อให้ตัวนายเองสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยไม่ต้องแบกรับความรู้สึกผิด?" กวินทร์ชะงักค้าง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางกระหม่อม โลกทั้งใบหมุนเคว้งควาย ภาพความทรงจำสีเทาหม่นในอดีตพรั่งพรูเข้ามาในหัว แต่ครั้งนี้มันกลับบิดเบี้ยวไปหมด เสียงกรีดร้อง กลิ่นควันไฟ และร่างที่ถูกเปลวเพลิงแผดเผา... ใครกันแน่ที่เป็นคนนอนอยู่ตรงนั้น? รินรดาก้าวเข้ามาคว้าแขนกวินทร์ไว้แน่น มือของเธอเย็นเฉียบไม่แพ้กัน "อย่าไปฟังเขานะคะคุณกวินทร์! เขาโกหก เขาแค่ต้องการปั่นหัวคุณ!" "ฉันจะโกหกไปเพื่ออะไรกันรินรดา?" ธันวาหันไปมองหญิงสาวด้วยแววตาตำหนิที่อ่อนโยนจนน่าขนลุก "ฉันก็แค่อยากช่วยให้เพื่อนเก่าของฉัน ‘ตื่น’ จากความฝันเสียที... เพราะในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า คณะกรรมการบริษัทจะลงมติปลดประธานคนปัจจุบัน และคนที่จะก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้แทน ก็คือทายาทที่แท้จริงตามพินัยกรรม" ธันวาเว้นจังหวะเล็กน้อย ปลดกระดุมสูทออกหนึ่งเม็ด ก่อนจะโน้มตัวกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนก้องอยู่ในโสตประสาทของกวินทร์ "ยินดีต้อนรับกลับมานะ... กรณ์" สิ้นคำพูดนั้น กวินทร์ก็รู้สึกเหมือนพื้นดินใต้เท้าพังทลายลงในพริบตา ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดแห่งความจริง สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาสะท้อนจากกระจกหน้าต่างด้านหลังธันวา—เงาของบุคคลปริศนาที่สาม กำลังยืนถือโทรศัพท์มือถือชูหน้าจอขึ้นมา โดยมีภาพถ่ายล่าสุดของเขาและรินรดาปรากฏอยู่ พร้อมข้อความสั้น ๆ ที่ส่งตรงเข้ามาในเครื่องของธันวาว่า: *‘จัดการเรียบร้อยแล้ว แผนขั้นที่สองเริ่มได้’* -------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดครับ - โครโนสทริกเกอร์
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%