เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 7

ร่องรอยของการฆาตกรรม

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
หน้าจอมือถือในมือของธันวาดับลงพร้อมกับเสียงสั่นเตือนเบา ๆ ที่รากับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากความมืด กวินทร์ยืนนิ่งเป็นหิน ปลายประสาททุกส่วนชาดิกราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งผ่าน ความจริงที่ว่าเพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันอย่างธันวา คือเงาปริศนาที่ชักใยอยู่เบื้องหลังความพินาศของเขา ไม่ได้สร้างความตกใจระคนโกรธเกรี้ยวเสียทีเดียว แต่มันคือความว่างเปล่าอันเย็นเยียบ—ความรู้สึกของคนที่เพิ่งตระหนักว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเดินอยู่บนปากเหวโดยมีคนที่ไว้ใจที่สุดคอยถือเชือกผูกรั้งคอตัวเองไว้ “ตกใจมากเหรอกวินทร์?” เสียงของธันวาราบเรียบ ไร้ซึ่งความรู้สึกผิด ไร้ซึ่งร่องรอยของมิตรภาพที่เคยถักทอร่วมกันมานับทศวรรษ ริมฝีปากของอีกฝ่ายยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่กวินทร์เพิ่งสังเกตเห็นความน่ากลัวของมันในวินาทีนี้เอง รินรดาขยับตัวเข้ามาบังหน้ากวินทร์ไว้ครึ่งก้าว สายตาของเธอแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยหยาดหยดแห่งความผิดหวัง “แกทำแบบนี้ทำไม ธันวา? ครอบครัวเขา... ชีวิตเขา แกยังต้องการอะไรอีก?” ธันวาปรายตามองหญิงสาวด้วยความรู้สึกสมเพชเวทนา “คำถามคลาสสิกของคนโง่ที่มองไม่เห็นกระดานหมากรุกทั้งหมด ริน... เธอคิดว่ากวินทร์มันคือนักสู้ผู้บริสุทธิ์งั้นเหรอ? เปล่าเลย เขาก็แค่เศษซากความทรงจำที่บังเอิญจำเรื่องที่ไม่ควรจำได้ต่างหาก และถ้าฉันไม่จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย คนที่จะซวยไม่ใช่แค่หมอนี่ แต่หมายถึงพวกเราทุกคน” ประโยคสุดท้ายของธันวาจงใจเน้นเสียงหนัก พลางใช้สายตาคมกริบมองทะลุผ่านรินรดาไปหาร่างสูงของกวินทร์ที่ยังคงยืนนิ่งเงียบ ทว่านัยน์ตาของกวินทร์ในยามนี้กลับลุกโชนด้วยประกายไฟสีดำสนิท—ประกายไฟของผู้ชายที่สูญเสียทุกอย่างจนไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป กวินทร์ยื่นมือไปแตะไหล่บางของรินรดาเบา ๆ เป็นเชิงบอกให้เธอถอยหลัง สัมผัสนั้นแม้จะแผ่วเบา แต่กลับเต็มไปด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้รินรดายอมลดการ์ดลงแล้วถอยไปยืนเคียงข้างอย่างเงียบ ๆ “แกส่งข้อความไปหาใคร” เสียงของกวินทร์แหบพร่า ทว่ากังวานและเย็นเยียบจนธันวาต้องหุบยิ้ม “คนที่พร้อมจะขุดรากถอนโคนอดีตของแกยังไงล่ะ” ธันวาแค่นหัวเราะ “แต่ก่อนที่แกจะไปตามลากคอมันมา แกควรห่วงตัวเองก่อนดีกว่า... บ้านหลังนั้น รอยอDีตที่แกพยายามวิ่งหนีมาตลอดสัปดาห์ แกคิดจริงๆ เหรอว่าพ่อของแกทิ้งสมุดบันทึกเล่มนั้นไว้ให้แกดูต่างหน้าเฉย ๆ?” คำพูดของธันวาทำให้กวินทร์ชะงัก ‘บ้านร้างริมทะเลสาบ’—สถานที่ที่อุบัติเหตุทางรถยนต์คร่าชีวิตมารดาและทำให้เขาความจำเสื่อม สถานที่ที่เขาปฏิเสธที่จะกลับไปเหยียบมาตลอดห้าปีเต็ม “แกหมายความว่ายังไง” “อยากรู้ก็ไปดูเอาเองสิ” ธันวาเก็บมือถือใส่กระเป๋าเสื้อสูท พลางถอยหลังไปสองก้าว รอยยิ้มเยдяเยาะยังคงประดับอยู่บนมุมปาก “แต่อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะกวินทร์... ยิ่งแกเข้าใกล้ความจริงมากเท่าไหร่ ศพของคนที่แกพยายามปกป้อง ก็จะยิ่งถูกขุดขึ้นมาประจานเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น” สิ้นเสียงนั้น ธันวาก็หันหลังเดินหายไปในความมืดของตรอกแคบ ทิ้งให้กวินทร์และรินรดายืนอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บของค่ำคืนที่กำลังกัดกินหัวใจ ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถยนต์คันเก่าของรินรดาแล่นเลี้ยวเข้ามาจอดสนิทหน้าโครงสร้างคอนกรีตทรุดโทรมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคฤหาสน์หรูริมทะเลสาบ บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งและเสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านซากหน้าต่างที่ไร้บานกระจก กลิ่นอับชื้นของซากปรักหักพังผสมผสานกับกลิ่นไอน้ำเค็มลอยคละคลุ้งในอากาศ กวินทร์ก้าวลงจากรถ แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือสาดส่องไปเบื้องหน้า เผยให้เห็นร่องรอยความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้เมื่ออดีต เสาปูนแตกร้าวและเถาวัลย์ที่เลื้อยพันระโยงระยางราวกับงูพิษที่รอคอยเหยื่อ “นายแน่ใจนะว่าจะเข้าไป?” รินรดาถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือเรียวบางเอื้อมมาจับชายเสื้อของเขาไว้แน่น ความกลัวไม่ได้มาจากความมืดรอบกาย แต่มาจากความรู้สึกที่ว่าพวกเขากำลังก้าวเข้าไปในกรงข้ามที่ถูกเตรียมการไว้ล่วงหน้า “เราไม่มีทางเลือก ริน” กวินทร์หันมามองเธอ แววตาอ่อนลงชั่วขณะก่อนจะกลับมาแข็งกร้าว “ถ้าธันวาพูดความจริง... คำตอบทั้งหมดเกี่ยวกับอุบัติเหตุในคืนนั้น และความจริงเรื่องพ่อของฉัน มันอยู่ที่นี่” ทั้งคู่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูที่พังทลายเข้าไปภายในตัวบ้าน พื้นปูนเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพังและหยากไย่หนาทึบ ไฟฉายในมือของกวินทร์กวาดสำรวจไปรอบห้องโถงใหญ่ที่เคยโอ่อ่า ผนังสีขาวในอดีตบัดนี้ดำคล้ำด้วยเขม่าควัน โต๊ะรับแขกไม้สักทองหักโค้งงออยู่กลางห้อง ราวกับภาพถ่ายขาวดำแห่งความทรงจำที่ถูกแช่แข็งไว้ในความตาย กวินทร์เดินนำไปยังส่วนลึกที่สุดของบ้าน—ห้องทำงานส่วนตัวของบิดา ประตูไม้บานใหญ่ถูกไฟไหม้จนเหลือเพียงครึ่งเดียว บานพับขึ้นสนิมส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ากลัวทุกครั้งที่สายลมพัดผ่าน ทันทีที่ก้าวพ้นกรอบประตู กลิ่นบางอย่างก็เตะจมูก—ไม่ใช่กลิ่นอับของความชื้น แต่เป็นกลิ่นฉุนจาง ๆ ที่กวินทร์จำได้แม่นยำ กลิ่นของน้ำยาเคมีที่ใช้ในห้องดับเพลิง... หรือไม่ก็สารละลายบางชนิดที่ถูกใช้เพื่อทำลายหลักฐาน “กวินทร์... ดูนั่นสิ” รินรดาร้องอุทานเบา ๆ พลางชี้ไปที่มุมห้อง แสงไฟฉายสาดส่องไปยังผนังด้านในสุด ซึ่งแปลกแยกจากจุดอื่นของบ้าน ผนังส่วนนั้นไม่มีรอยเขม่าควันดำคล้ำ ตรงกันข้าม มันกลับดูสะอาดสะอ้านเกินกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่ถูกไฟไหม้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรอยขูดขีดลึกเป็นทางยาวบนพื้นปูน ราวกับมีวัตถุหนักถูกลากผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้ กวินทร์ก้าวเข้าไปใกล้หัวใจเต้นระส่ำด้วยความหวาดหวั่น เขานั่งยอง ๆ ลงใช้มือสัมผัสพื้นปูนบริเวณที่มีรอยขูดขีด ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับร่องลึกที่เต็มไปด้วยฝุ่นผง ทว่าเมื่อปัดฝุ่นออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือรอยเหล็กตอกย้ำที่พื้น—นี่ไม่ใช่ร่องรอยจากการลากเฟอร์นิเจอร์ธรรมดา แต่มันคือรอยลากของ ‘ตู้เซฟฝังผนัง’ “มันถูกรื้อออกไปแล้ว...” กวินทร์พึมพำด้วยความตกตะลึง “ตู้เซฟที่พ่อเก็บเอกสารสำคัญทั้งหมด... ถูกเอาออกไปแล้ว” “ไม่ใช่แค่ถูกเอาออกไปนะกวินทร์...” เสียงของรินรดาดังขึ้นจากอีกมุมห้อง น้ำเสียงของเธอขาดห้วงและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด “นายต้องมาดูนี่... รีบมาดูเร็วเข้า!” กวินทร์รีบลุกขึ้นแล้วก้าวเท้าเข้าไปหารินรดาที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าช่องระบายอากาศใกล้หน้าต่าง เมื่อแสงไฟฉายส่องกระทบลงไป กวินทร์ก็ต้องผงะถอยหลังด้วยความสะוליดสะบอ ภายในช่องผนังที่ถูกทุบทำลายจนเป็นร่องลึก ไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่ควรจะเป็น... แต่มีห่อผ้าใบสีดำเก่าคร่ำคร่าเปื้อนคราบเลือดแห้งกรังถูกยัดซ่อนไว้ข้างใน และเมื่อกวินทร์ใช้ไม้เขี่ยผ้าใบนั้นออก ร่างของโครงกระดูกมนุษย์ขนาดเล็ก—โครงกระดูกที่สวมสร้อยข้อมือเงินคุ้นตา—ก็ร่วงหล่นลงมาต่อหน้าต่อตาเขา สร้อยข้อมือเส้นนั้น... เป็นของ ‘น้าทิพย์’ แม่บ้านผู้ซื่อสัตย์ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในคืนเดียวกับที่เกิดอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน! “นี่มัน... หมายความว่ายังไงกัน...” รินรดายกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาเอ่อคลอเบ้าด้วยความตื่นตระหนก กวินทร์ยืนนิ่งแข็งค้าง สมองขาวโพลน ภาพความทรงจำที่ขาดหายไปเริ่มกรอวนกลับมาอย่างรุนแรงราวกับพายุเฮอร์ริเคน เสียงเบรกเอี๊ยดอ๊าด เสียงกรีดร้องของมารดา และภาพของชายคนหนึ่งที่ยืนถือท่อนเหล็กอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง—ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นใบหน้าของคนที่เขารู้จักดีเสียยิ่งกว่าใคร ทว่า ก่อนที่กวินทร์จะทันได้ประติดประต่อภาพเหตุการณ์ทั้งหมดในหัว เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงกรอบประตูห้องทำงาน ก็ทำลายความเงียบงันลงในทันที กวินทร์หันขวับไปมอง พร้อมกับที่แสงไฟฉายจากบุคคลผู้มาใหม่สาดส่องเข้าใส่ใบหน้าของเขาและรินรดาอย่างจังจนต้องหรี่ตาลงสู้แสง ร่างสูงโปรดของชายในชุดสูทสีเข้มก้าวพ้นเงาสมืดเข้ามา รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้าคมคาย พร้อมกับกระบอกปืนเก็บเสียงในมือที่ยกขึ้นเล็งตรงมาที่หน้าผากของกวินทร์พอดีเป๊ะ “ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... กวินทร์” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความหนาวยะเยือกของซากปรักหักพัง “นายหา ‘หลักฐาน’ เจอเร็วกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีกนะ... น้องชาย” ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในความมืดมิดและค้นหาความจริงกับ “โครnosทริกเกอร์” แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%