ความหนาวยะเยือกของซากปรักหักพังไม่ได้มาจากลมฤดูหนาว แต่มันมาจากน้ำเสียงที่เพิ่งลอยผ่านความมืดเข้ามากระทบโสตประสาท กวินทร์หยุดหายใจไปเสี้ยววินาที ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนและจดจำสัญชาตญาณดิบเถื่อนตอบสนองเร็วกว่าความคิด ปลายเท้าหมุนตัวกลับพร้อมๆ กับที่ฝ่ามือขวาเอื้อมไปคว้าด้ามเหล็กขึ้นสนิมที่อยู่ใกล้ที่สุด ทว่าความเร็วของเขากลับช้ากว่าเงาร่างที่พุ่งเข้ามาประชิด
*ฉลับ!*
คมมีดกรีดผ่านเนื้อผ้าและผิวหนังบริเวณหัวไหล่ซ้ายจนเกิดความแสบร้อนวาบ กวินทร์กัดฟันกรอด ไม่หลุดเสียงร้องแม้แต่แอะเดียว เขาอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายยังไม่ทันดึงอาวุธกลับ กระแทกข้อศอกขวาเข้าใส่ลิ้นปี่ของผู้บุกรุกเต็มแรง
เสียงลมหายใจเฮือกใหญ่หลุดจากปากของธันวา ร่างของเพื่อนเก่าเซถอยหลังไปสองก้าว รองเท้าคอมแบตเหยียบลงบนเศษกระจกแตกดังกรอบแกรบ ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านโครงสร้างคอนกรีตเปลือยเปล่า ดวงตาของธันวาไม่ได้ฉายแววโกรธเกลียด หากแต่เป็นความเยียบเย็นที่น่าสะพรึงกลัว รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างจงใจ
"นายช้าลงนะ... กวินทร์" ธันวาเอ่ยเบาๆ มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมท้องตัวเองที่โดนศอกกระแทก "อุบัติเหตุคราวนั้น คงพรากความคมกริบของอดีตมือหนึ่งอย่างนายไปหมดเกลี้ยงแล้วสินะ"
กวินทร์ไม่ตอบ เขาใช้มือซ้ายกุมแผลที่เริ่มมีเลือดอุ่นๆ ไหลซึมผ่านอุ้งมือ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมกับกลิ่นฝุ่นปูนเก่าๆ สมองของเขาพยายามประติดประต่อภาพเหตุการณ์— *น้องชายงั้นหรือ?* คำพูดนั้นทิ่มแทงเข้ามาในความทรงจำสีเทาที่ปะติดปะต่อไม่เคยติด การตายของพี่ชาย การหายตัวไปของเอกสารชิ้นสำคัญ และรอยแผลเป็นที่ฝังรากลึกในจิตใจ
"นายพูดเรื่องอะไร... ธันวา" เสียงของกวินทร์แหบพร่าแต่หนักแน่น ดวงตาคมกวาดมองรอบตัวเพื่อประเมินสถานการณ์ ที่นี่คือตึกร้างนอกเมืองที่เขาตามรอย ‘หลักฐาน’ ชิ้นสุดท้ายมา แต่ดูเหมือนว่า... เขาก้าวเข้ามาในกรงที่อีกฝ่ายเตรียมไว้ต้อนรับนานแล้ว
"ความจริงไง ความจริงที่นายพยายามขุดคุ้ยมันขึ้นมา" ธันวาขยับตัวเข้าหาช้าๆ แสงเงาทำให้ใบหน้าครึ่งหนึ่งของอีกฝ่ายจมดิ่งอยู่ในความมืด "นายคิดจริงๆ เหรอวะว่าอุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อนมันเป็นเรื่องบังเอิญ? นายคิดว่ารินรดาปกป้องนายด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ หรือไง?"
ชื่อนั้น... ทำให้หัวใจของกวินทร์กระตุกวูบ
ภาพของรินรดา หญิงสาวผู้เงียบขรึมและคอยส่งยิ้มอ่อนโยนให้เขาเสมอในยามที่โลกทั้งใบพังทลาย หญิงสาวผู้กุมความลับและกุญแจทุกดอกในชีวิตของเขา ผุดขึ้นมาในหัว รินรดารู้เรื่องนี้ด้วยงั้นหรือ? หรือเธอกำลังเล่นเกมอะไรบางอย่างที่เขาไม่เคยล่วงรู้
"อย่าเอาชื่อรินเข้ามาเกี่ยว" กวินทร์คำรามต่ำในลำคอ พร้อมกับก้าวเท้าสลับเข้าประชิดตัวในพริบตา
ความเงียบงันถูกฉีกกระชากด้วยเสียงปะทะกันอย่างดุเดือด ทั้งคู่แลกหมัดและศอกท่ามกลางความมืด ธันวาไม่ได้อ่อนแออย่างที่คิด ประสบการณ์และความแค้นสะสมทำให้ทุกการโจมตีของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย กวินทร์ที่บาดเจ็บที่ไหล่อยู่ก่อนแล้วเริ่มเสียเปรียบ ลมหายใจเริ่มหอบกระชั้น เหงื่อกาฬไหลโทรมหน้าผากผสมกับหยดเลือดที่หยดลงพื้นซีเมนต์
*พลั่ก!*
หมัดหนักๆ กระแทกเข้าที่โหนกแก้มของกวินทร์จนเซถอยหลังไปชนกับเสาปูน ร่างสูงทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง รสฝาดเข้มของเลือดกระจายอยู่ในโพรงปาก ธันวาก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ปลายกระบอกปืนสีดำสนิทถูกจ่อตรงมาที่หน้าผากของเขา ความเย็นเฉียบของโลหะตัดกับความร้อนรุ่มของอุณหภูมิร่างกาย
"จบแค่นี้แหละ กวินทร์" ธันวากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท นิ้วชี้เริ่มออกแรงกดไกปืน "นายรู้มากเกินไป... และคนตายไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องอะไรอีก"
กวินทร์แหงนหน้าขึ้นสบตากับอดีตเพื่อนรัก เขายิ้มหยันให้กับความโง่เขลาของตัวเองตลอดสามปีที่ผ่านมา ชีวิตที่ถูกลบเลือน ความทรงจำที่หายไป ทุกอย่างเป็นแค่ละครฉากหนึ่งที่ถูกจัดฉากขึ้นมาเพื่อรอวันเชือดทิ้ง แต่ก่อนที่นิ้วของธันวาจะเหนี่ยวไกจนสุดแรง—
*ปัง!*
เสียงปืนดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วซากตึกร้าง ทว่า... กระสุนไม่ได้เจาะทะลุกะโหลกของกวินทร์
ธันวาสะดุ้งเฮือก ร่างของชายผู้ถือไพ่เหนือกว่าเซถวายหลังไปตามแรงกระแทกจากกระสุนปริศนาที่พุ่งเข้าใส่หัวไหล่ขวาจนเลือดสาดกระจาย ปืนในมือหลุดร่วงลงพื้นคอนกรีตดังเคร้ง ธันวากัดฟันกรอด หันขวับไปมองยังทิศทางที่วิถีกระสุนพุ่งมาด้วยความตกตะลึง
กวินทร์เบิกตากว้าง หายใจติดขัด หัวใจเต้นรัวระรัวยิ่งกว่าเดิมเมื่อเงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดมิดของมุมตึก เสียงฝعก้าวรองเท้าบูทกระทบพื้นดังเป็นจังหวะมั่นคง พร้อมกับกลิ่นหอมคุ้นเคยที่ลอยมาแตะจมูกท่ามกลางกลิ่นคาวเลือด
แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งถูกเปิดขึ้น แสงสีขาวสาดส่องกระทบใบหน้าเรียบเฉยและดวงตาที่ว่างเปล่าจนน่ากลัวของบุคคลผู้ถือปืน
ไม่ใช่ใครอื่น...
"พอแค่นั้นแหละ ธันวา"
เสียงหวานทุ้มที่เอ่ยขึ้นนั้นทำให้กวินทร์แทบหยุดหายใจ รินรดายืนอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งถือปืนพกขนาดสั้นที่มีควันจางๆ ลอยกรุ่นออกจากปากกระบอก ปลายกระบอกปืนหันตรงไปที่ธันวาอย่างมั่นคง ไม่มีมือสั่นเทา ไม่มีแววตาลังเลแม้แต่น้อย
ธันวากุมไหล่ที่เลือดไหลโชก หัวเราะออกมาในลำคออย่างสมเพชเวทนา "ฮึ... ในที่สุดเธอก็เลือกข้างสินะ รินรดา... หรือจริงๆ แล้ว เธอคือคนเริ่มเกมนี้ตั้งแต่แรกกันแน่?"
รินรดาไม่ตอบคำถามนั้น เธอปรายตาลงมองกวินทร์ที่กำลังนั่งมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ความเจ็บปวด และความสับสนระคนกัน ก่อนที่ริมฝีปากบางจะขยับเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของกวินทร์พังทลายลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ
"ลุกขึ้นสิ กวินทร์..." เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาไร้ความรู้สึก ผิดกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่เขาเคยรู้จักโดยสิ้นเชิง "ถึงเวลาที่นายต้องอ่าน ‘ความจริงหน้าสุดท้าย’ ในสมุดบันทึกของฉันแล้วล่ะ"
—โปรดติดตามตอนต่อไป—
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดนี้ด้วยกันครับ — โครโนสทริกเกอร์
เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 8
ค่ำคืนที่อันตราย
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!