“ถ้าคุณเข้าไปในนั้นแล้วกลับออกมาไม่ได้ ริน... ผมอาจจะกลายเป็นคนแปลกหน้าที่คุณไม่รู้จักไปตลอดกาล”
กวินทร์เอ่ยขึ้นในความมืดสลัวของห้องใต้ดิน กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นผงจางๆ อบอวลอยู่ในอากาศ เขาจ้องมองใบหน้าของรินรดาผ่านแสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะเพียงดวงเดียวที่วางอยู่กึ่งกลางระหว่างเรา
รินรดาไม่ได้ตอบในทันที เธอเพียงแค่นั่งประสานมือไว้บนตัก ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาสีเข้มที่สั่นไหวของเขา ราวกับพยายามจะค้นหาความกล้าหาญที่ซ่อนอยู่ใต้ความหวาดระแวงนั้น
“กวินทร์คะ... ไม่ใช่สิ กวินทร์ครับ” เธอแก้คำเรียกขานด้วยรอยยิ้มจางๆ “ความจำของคุณไม่ใช่ของขวัญที่ได้รับมา แต่มันคือสิ่งที่คุณทำหายไปเองในตอนที่คุณตัดสินใจจะทิ้งชีวิตเก่าทิ้ง มันเจ็บปวดเสมอที่ต้องรื้อฟื้น แต่ถ้าคุณไม่ทำ ธันวาก็จะใช้ช่องว่างแห่งความทรงจำของคุณนั่นแหละ เป็นจุดตายที่จัดการคุณ”
กวินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง “ธันวา... เขาไม่ได้แค่ต้องการชนะผมทางธุรกิจหรอก ริน เขากำลังสนุกกับการดูผมคลานกลับไปหาอดีตที่ผมจำไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เขาหลับตาลง พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นจังหวะตามที่รินรดาพร่ำสอนมาตลอดสัปดาห์ การสะกดจิตบำบัดด้วยตนเอง (Self-Hypnosis) ที่เขาต้องเผชิญในวันนี้ คือการข้ามพรมแดนไปสู่พื้นที่ที่เขาปิดตายไว้มานานหลายปี
“เริ่มเถอะครับ” กวินทร์พึมพำ “ผมพร้อมแล้ว”
รินรดาหยิบสร้อยข้อมือโลหะขนาดเล็กออกมา มันแกว่งไกวเป็นจังหวะช้าๆ ในอากาศ เสียงของเธอเปลี่ยนไป เป็นน้ำเสียงที่ราบเรียบ นุ่มนวล แต่แฝงด้วยอำนาจที่ทำให้ประสาทสัมผัสของกวินทร์ค่อยๆ พร่าเลือนไป
*“จดจ่อที่เสียงของผม กวินทร์... ปล่อยให้ความกังวลลอยหายไปเหมือนควันไฟ สิ่งที่อยู่ข้างหน้าคือประตูไม้บานใหญ่ที่คุณเป็นคนล็อกมันไว้ด้วยมือตัวเอง...”*
ความมืดมิดเข้าครอบงำ ทว่ามันไม่ใช่ความมืดที่น่ากลัว มันคือความว่างเปล่าที่หนักอึ้ง กวินทร์รู้สึกเหมือนร่างกายเขากำลังร่วงหล่นลงสู่เหวที่ไม่มีก้นบึ้ง จิตสำนึกของเขาแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เขาเห็นภาพเรือนร่างของตัวเองในวัยเด็ก ภาพของธันวาที่ยืนยิ้มอยู่ข้างกองเพลิง และกลิ่นไหม้ของควันกระดาษที่อบอวลไปทั่ว...
*เปรี้ยง!*
เสียงฟ้าร้องดังสะท้อนก้องในโสตประสาท เขาไม่ได้อยู่ในห้องใต้ดินอีกต่อไป เขากำลังยืนอยู่หน้าบ้านหลังเก่าที่ถูกล้อมด้วยรั้วลวดหนาม ฝนกำลังตกหนัก บรรยากาศบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ ในมือของเขาถือสมุดโน้ตปกหนังเล่มหนึ่งที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด
“เอาคืนมา กวินทร์!”
เสียงของธันวาดังมาจากด้านหลัง แต่ในภาพนิมิตนี้ ธันวาไม่ใช่ชายหนุ่มในชุดสูทเนี้ยบที่เขารู้จัก แต่เป็นเด็กหนุ่มที่ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและริษยา
“นายไม่มีสิทธิ์เก็บมันไว้! พ่อเลือกฉัน ไม่ใช่แก!”
กวินทร์ในนิมิตวิ่งหนีฝ่าสายฝน เขาต้องซ่อนสมุดเล่มนี้ เขาต้องรักษาความลับของครอบครัวเอาไว้ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลาย เขาจำได้แล้ว... อุบัติเหตุครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ! แต่มันคือการไล่ล่าที่จบลงด้วยความตายของใครบางคน!
“กวินทร์! กลับมา! ถอยออกมาเดี๋ยวนี้!” เสียงของรินรดาดังแว่วเข้ามาจากระยะไกล มันสั่นเครือและหวาดหวั่นจนเขารู้สึกได้
เขากำลังจะเอื้อมมือไปคว้าความจริงที่อยู่ปลายทาง แต่ทันใดนั้น ปลายเท้าของเขากลับเหยียบลงบนพื้นดินที่ยุบตัวลง ราวกับโลกทั้งใบกำลังจะกลืนกินเขา
ในจังหวะที่หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก กวินทร์ลืมตาโพลง!
เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มแผ่นหลัง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนเก้าอี้ที่นั่งอยู่เลื่อนไถลไปกับพื้น รินรดารีบพุ่งเข้ามาจับไหล่เขาไว้แน่น
“เป็นยังไงบ้าง? เห็นอะไร?” เธอถามด้วยเสียงสั่น
กวินทร์เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววว่างเปล่าสลับกับความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่ได้ตอบคำถามเธอ แต่กลับหยิบสมุดบันทึกที่ซ่อนอยู่ในช่องลับใต้พื้นห้องขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา
“มันไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ ริน” กวินทร์พูดเสียงต่ำ “ธันวาไม่ได้แค่ต้องการบริษัท เขาต้องการทำลายทุกอย่างที่เชื่อมโยงกับพ่อของฉัน... และดูเหมือนว่า เขาจะรู้ดีอยู่แล้วว่าผมกลับมาที่นี่”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้องใต้ดิน มันเป็นจังหวะที่คุ้นเคย จังหวะของการก้าวเดินที่ไร้ความเกรงกลัวต่อใครหน้าไหนทั้งนั้น
รินรดาสะดุ้งสุดตัว เธอหันไปมองประตูห้องที่ปิดสนิท ก่อนจะหันมามองกวินทร์ด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเป็นความซีดเผือด
“กวินทร์... ฉันไม่ได้บอกธันวาว่าเราอยู่ที่นี่นะ”
“แต่ผมบอกเขาเอง”
เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังขึ้นจากหลังบานประตู พร้อมกับการหมุนของลูกบิดที่ค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาเข้มที่คุ้นตา เขายืนยิ้มอยู่ที่หน้าประตู มือข้างหนึ่งถือซองจดหมายสีขาวที่ดูเก่าแก่ราวกับมันเพิ่งถูกขุดขึ้นมาจากหลุมศพ
“ยินดีด้วยนะ กวินทร์ นายจำได้แล้วใช่ไหมว่านายทำอะไรไว้เมื่อสิบปีก่อน” ธันวาขยับยิ้มเย็นเยียบ ขณะที่ในมือของเขาปรากฏปืนพกกระบอกเล็กที่เขาวางมันลงบนโต๊ะข้างตัวอย่างใจเย็น “คืนนี้ เรามาเคลียร์บัญชีเลือดกันให้จบเถอะนะ”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความทรงจำที่แตกสลายไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันในบทถัดไปนะครับ... โครโนสทริกเกอร์
เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 12
ย้อนรอยความจำ
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!