"ลดปืนลงเสียธันวา... นายก็รู้ว่าการยิงในที่แบบนี้ มันไม่ได้จบแค่เรื่องธุรกิจ"
กวินทร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าในความนิ่งสงบนั้นกลับแฝงไว้ด้วยกระแสกดดันที่หนักอึ้งราวกับภูเขาหิน ร่างสูงยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหญิงสาวที่เขาสาบานว่าจะปกป้องด้วยชีวิต ดวงตาคมกริบของเขาจ้องเขม็งไปยังกระบอกปืนสีดำสนิทในมือชายผู้เป็นอดีตเพื่อนรัก
ธันวาแสยะยิ้ม มุมปากข้างหนึ่งกระตุกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของเขาฉายแววบ้าคลั่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกของนักธุรกิจผู้สุขุม "ธุรกิจงั้นรึ? นายยังกล้าพูดเรื่องธุรกิจในตอนที่นายกำลังกุมความลับที่ควรจะตายไปพร้อมกับซากรถคันนั้นอยู่อีกเหรอ กวินทร์"
รินรดาที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลังกวินทร์กำชายเสื้อของเขาไว้แน่น ลมหายใจของเธอติดขัด เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่มตรงหน้า... ไม่ใช่กวินทร์ แต่เป็นธันวา
"ความทรงจำของฉันอาจจะหายไป" กวินทร์ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างไม่เกรงกลัว "แต่นิสัยของคนน่ะ ต่อให้ลบความจำยังไง สัญชาตญาณความเลวร้ายก็ไม่มีวันจางหายไปได้หรอก นายไม่ได้มาเพื่อฆ่าฉันวันนี้หรอก เพราะถ้านายอยากให้ฉันตาย นายคงเหนี่ยวไกไปตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามาในห้องนี้แล้ว"
ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศจนแทบไม่ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัว ธันวาหุบยิ้ม สายตาที่มองมายังกวินทร์เปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว เขาค่อยๆ ลดปืนลงช้าๆ ก่อนจะโยนมันทิ้งลงบนพรมหนาๆ อย่างไม่แยแส เสียงปืนกระทบพื้นดัง *ปึก* สั้นๆ แต่มันกลับก้องกังวานในความรู้สึกของคนฟังจนขนลุกชัน
"นายฉลาดขึ้นนะ" ธันวาเอ่ยพลางจัดปกเสื้อสูทให้เข้าที่ "แต่บางครั้ง ความฉลาดก็เป็นคำสาป... คืนนี้ หวังว่าของขวัญที่ฉันส่งไปให้ที่บ้าน จะช่วยรื้อฟื้นอะไรดีๆ ในหัวสมองที่พังๆ ของนายได้บ้างนะ กวินทร์"
ธันวาหันหลังกลับและเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมราคาแพงและอากาศที่อบอวลไปด้วยความอึดอัด รินรดาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง กวินทร์รีบหันไปประคองเธอไว้ มือของเขาที่เคยแข็งแกร่งบัดนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อย
"เขาหมายความว่ายังไง ของขวัญงั้นเหรอ?" รินรดาถามด้วยเสียงอันสั่นเครือ
กวินทร์ไม่ตอบ เขาเพียงแค่มองไปที่ประตูบ้านด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ในใจของเขาเต้นผิดจังหวะ ราวกับกำลังมีลางสังหรณ์บางอย่างที่พยายามตะโกนเตือน แต่เขากลับมองไม่เห็นว่ามันคืออะไร
...
สามชั่วโมงต่อมา ณ บ้านพักริมทะเลสาบของกวินทร์
ความมืดมิดยามค่ำคืนไม่ได้ทำให้บ้านหลังใหญ่ดูน่ากลัวเท่ากับสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะกลางห้องนั่งเล่น กล่องพัสดุสีดำสนิทที่ไม่มีชื่อผู้ส่งวางเด่นเป็นสง่าราวกับระเบิดเวลาที่รอคอยการปลดชนวน กวินทร์ยืนจ้องมันอยู่ครู่ใหญ่ มือของเขาค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสพื้นผิวของกล่องที่เย็นเฉียบ
"กวินทร์... อย่าเปิดมันเลยนะ" รินรดากระซิบเตือนอยู่ด้านหลัง เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่อัปมงคลอย่างประหลาด
"ถ้าเราไม่เปิด เราก็จะไม่มีวันรู้ว่าเขากำลังเล่นเกมอะไรกับเรา"
กวินทร์ตัดสินใจฉีกเทปกาวออกอย่างรวดเร็ว กลิ่นอับชื้นโชยออกมาทันทีที่ฝากล่องถูกเปิดออก ภายในกล่องนั้นไม่ได้บรรจุอาวุธหรือระเบิดอย่างที่เขาคาดคิด แต่มันคือ... กรอบรูปเก่าแก่ที่มีรอยร้าวแตกละเอียด และตุ๊กตาไม้แกะสลักรูปเด็กผู้ชายที่ถูกหักแขนขาจนผิดรูป
ที่น่าขนลุกยิ่งกว่า คือภาพถ่ายในกรอบรูปนั้น มันเป็นภาพที่ถ่ายเมื่อสิบปีก่อน ในวันที่เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ ซึ่งเขาควรจะเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต... แต่ในภาพนั้น มีใบหน้าของใครบางคนถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีแดงสดจนดำมืด และใต้ภาพมีกระดาษแผ่นเล็กๆ เขียนด้วยลายมือที่เขาคุ้นตาจนแทบลืมหายใจ
*‘ความลับไม่ได้หายไปไหน แต่มันแค่นอนหลับอยู่ในเงาของนาย’*
กวินทร์รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง ภาพความทรงจำที่แตกกระจายเหมือนเศษแก้วในกรอบรูปเริ่มไหลย้อนกลับมาเป็นฉากๆ เขาเห็นรถยนต์ที่กำลังพลิกคว่ำ เห็นใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่ตะโกนเรียกชื่อเขา... แต่ไม่ใช่รินรดา
ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูบ้านก็ดังขึ้นสามครั้งติดกัน—*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*—จังหวะการเคาะที่หนักแน่นและเชื่องช้า ราวกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังจะหยุดลง
กวินทร์เดินไปที่ประตูด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง เขาพยายามจะส่องตาแมว แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เขาก้าวถอยหลังจนล้มลงกับพื้น
ที่หน้าประตูบ้านไม่มีใครอยู่เลย... ไม่มีแม้แต่เงา แต่สิ่งที่วางอยู่บนพื้นหน้าบ้านนั้น คือรองเท้าข้างหนึ่งของเขาเอง—รองเท้าคู่เดียวกับที่เขาสวมในวันที่เกิดอุบัติเหตุ—และมันยังคงเปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำที่ดูเหมือนจะเป็นคราบเลือดสีเข้ม!
กวินทร์รีบผลักประตูออกไปหวังจะคว้าตัวผู้ที่ส่งของชิ้นนี้ แต่เขากลับพบเพียงความว่างเปล่าของสวนยามค่ำคืน ทว่าเมื่อเขาก้มลงมองที่พื้นหญ้า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือรอยเท้าของคนคนหนึ่งที่พุ่งตรงมาจากชายป่า... และรอยเท้านั้น ไม่ได้มุ่งหน้ามาที่บ้าน แต่มันหยุดลงตรงกลางสนาม แล้วหายไปราวกับว่าเจ้าของรอยเท้านั้นได้ลอยหายขึ้นไปบนฟ้า
ในจังหวะที่หัวใจเขากำลังเต้นรัวด้วยความสับสน มือถือในกระเป๋ากางเกงของเขาก็สั่นขึ้นมาเบาๆ ข้อความจากเบอร์แปลกหน้าเด้งขึ้นบนหน้าจอ
*‘อย่าหันหลังกลับมา กวินทร์... เพราะสิ่งที่อยู่ข้างหลังนายตอนนี้ ไม่ใช่เงาที่นายรู้จัก’*
ด้วยความหวาดหวั่น กวินทร์ค่อยๆ หันศีรษะไปช้าๆ ไปยังความมืดมิดภายในบ้าน และสิ่งที่เขาเห็นในความมืดนั้น ทำให้เลือดในกายของเขาแทบจะเป็นน้ำแข็ง... มีร่างหนึ่งกำลังยืนยิ้มให้เขาจากมุมห้อง ในมือของร่างนั้นถือปืนกระบอกเดิมที่ธันวาเคยจ่อหน้าเขาไว้ และที่คอของร่างนั้น มีรอยแผลเป็นรูปกากบาทที่เขาจำได้ดีที่สุดในชีวิต!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันในบทถัดไปนะครับโครโนสทริกเกอร์
เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 11
คำเตือนที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!