เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 30

รอยแผลเป็น

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
"ถ้าคุณคิดว่าผมไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในแฟ้มนั้นคืออะไร คุณก็กำลังประเมินสติปัญญาของผมต่ำเกินไปนะครับ ธันวา" กวินทร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องทำงานหรูหราจนแทบหายใจไม่ออก แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะทอดเงาของเขายาวเหยียดไปบนพื้นพรมราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มรอจังหวะตะปบ มือหนาที่วางอยู่บนโต๊ะไม้โอ๊กไม่ได้สั่นไหวแม้แต่น้อย แต่ทว่าเส้นเลือดที่ปูดโปนหลังมือนั้นกลับฟ้องความเดือดดาลที่กำลังอัดอั้นอยู่ภายใน ธันวาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยกยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา เขาค่อยๆ วางแก้วคริสตัลที่มีของเหลวสีอำพันลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา เสียงกระทบกันของแก้วดังกังวานในความรู้สึกของกวินทร์ราวกับเสียงลั่นไกปืน "ความจำเสื่อมไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการมองข้ามความจริงนะกวินทร์" ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเหยียดหยาม "นายลืมไปแล้วใช่ไหมว่าแผลเป็นบนไหล่นั่น... นายได้มันมาอย่างไร ใครกันแน่ที่เป็นคนยื่นมือเข้าไปในกองเพลิงนั้นเพื่อช่วยชีวิตคนที่นายคิดว่ารักที่สุด หรือจริงๆ แล้วมันคือความผิดพลาดที่นายจงใจลืมไปเองกันแน่" กวินทร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพจางๆ ของเปลวเพลิงสีส้มแดงที่กำลังกลืนกินทุกอย่างพุ่งวาบเข้ามาในสมอง ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นเข้าสู่หัวไหล่ข้างซ้ายราวกับถูกมีดกรีดซ้ำ กลิ่นไหม้ที่ไม่มีอยู่จริงอบอวลอยู่ในอากาศ เขาขยับกรามแน่นจนนูนขึ้น เขาพยายามขุดค้นเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกละเอียด แต่ทุกครั้งที่ใกล้จะคว้ามันไว้ได้ สิ่งที่ได้รับกลับมาก็มีเพียงความว่างเปล่าที่เย็นยะเยือก "อย่าเอาอดีตที่บิดเบี้ยวของคุณมาตัดสินชีวิตผม" กวินทร์ข่มใจตอบ สายตาของเขาสบเข้ากับดวงตาคมปลาบของธันวาโดยไม่กะพริบ "ถ้าคุณคิดว่าผมจะเดินตามเกมที่คุณวางไว้เพียงเพราะคุณกุมความลับบางอย่างได้ คุณก็คิดผิดถนัด เพราะตราบใดที่ผมยังไม่ตาย รอยแผลเป็นนี้ก็คือหลักฐานว่าผมเคยรอดชีวิตมาจากนรกที่คุณเป็นคนจุดชนวน" รินรดาที่ยืนหลบมุมอยู่ในเงามืดของประตูห้องทำงานกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ เธอเฝ้ามองความขัดแย้งของชายทั้งสองด้วยหัวใจที่บีบรัด เธอเป็นคนเดียวที่รู้ว่าความจริงที่กวินทร์กำลังตามหานั้นเลวร้ายยิ่งกว่าความตายหลายเท่านัก เธอตัดสินใจก้าวออกมาจากมุมมืด ท่ามกลางสายตาของทั้งคู่ที่ตวัดมาหาเธอทันที "พอได้แล้วค่ะ..." รินรดาเผลอหลุดปากออกไป แต่เมื่อเห็นสายตาที่กวินทร์ส่งมาเตือนให้เธอนิ่งไว้ เธอจึงเปลี่ยนโทนเสียงให้เย็นชาขึ้น "คุณธันวาคะ ข้อเสนอที่คุณยื่นมา กวินทร์ไม่มีวันตอบรับ เรามีหลักฐานที่มากพอจะทำให้บริษัทของคุณกลายเป็นเถ้าถ่านก่อนที่เกมนี้จะจบลง อย่าคิดว่าคนที่มีความจำไม่สมบูรณ์จะไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บ" ธันวาหัวเราะหึในลำคอ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดสูทให้เรียบร้อยก่อนจะโน้มตัวลงมาหาคนทั้งสอง กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ของเขาทำให้รินรดารู้สึกสะอิดสะเอียน "หลักฐานงั้นหรือ? น่าขำสิ้นดี ในเมื่อสิ่งที่พวกคุณถืออยู่ในมือ... ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งแผนลวงที่ผมตั้งใจมอบให้ตั้งแต่ต้น" ธันวาเดินผ่านกวินทร์ไปอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหยุดลงตรงประตูห้อง เขาเหลือบมองกลับมาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยชัยชนะ "คืนนี้จงหลับให้สบายนะครับกวินทร์ เพราะเมื่อคุณตื่นขึ้นมาอีกครั้ง คุณจะพบว่าคนที่คุณไว้ใจที่สุด อาจจะเป็นคนเดียวกับคนที่อยู่เบื้องหลังอุบัติเหตุในคืนนั้น" ประตูปิดลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว กวินทร์ทรุดตัวลงบนเก้าอี้ เขาเอามือกุมขมับ พยายามสะกดกลั้นเสียงครางด้วยความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาในหัว ความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อกำลังฉายภาพใบหน้าของรินรดาในคืนเกิดเหตุ... ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและคำโกหก "ริน..." กวินทร์เอ่ยชื่อเธอด้วยเสียงที่แหบพร่า สายตาที่มองเธอเปลี่ยนไปจากความอบอุ่นกลายเป็นความสงสัยที่ลึกซึ้ง "เขาโกหกใช่ไหม? สิ่งที่เขาพูดเมื่อครู่... มันไม่ใช่ความจริงใช่ไหมครับ?" รินรดาหน้าซีดเผือด เธอรู้ดีว่าคำถามนี้คือจุดแตกหักของความสัมพันธ์ที่เธอก่อร่างสร้างมานานหลายปี เธอเดินเข้ามาใกล้กวินทร์ พยายามเอื้อมมือไปสัมผัสไหล่ของเขา แต่กวินทร์กลับขยับตัวถอยห่าง ความหวาดระแวงในดวงตาของเขานั้นกรีดหัวใจเธอจนยับเยิน "ฉันไม่เคยคิดร้ายกับคุณ" รินรดากล่าวเสียงสั่น เธอกลั้นน้ำตาไว้สุดความสามารถ "ไม่ว่าอดีตจะเป็นอย่างไร แต่ปัจจุบันฉันคือคนที่อยู่ข้างคุณเสมอ กวินทร์... ได้โปรดเชื่อใจฉันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป" ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของกวินทร์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาหยิบขึ้นมาดูด้วยมือที่สั่นเทา บนหน้าจอไม่มีชื่อผู้ติดต่อ มีเพียงข้อความสั้นๆ ที่ส่งมาจากหมายเลขที่ไม่ปรากฏตัวตน 'เปิดลิ้นชักลับใต้โต๊ะทำงานของคุณเสีย แล้วคุณจะรู้ว่าคำว่าเพื่อนที่ธันวาพูดถึง... คือใคร' หัวใจของกวินทร์เต้นรัวราวกับกลองรบ เขามองไปที่รินรดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน ก่อนจะก้มลงไปยังลิ้นชักลับที่เขาแทบจะลืมไปแล้วว่ามันมีอยู่จริง เขาใช้กุญแจดอกเล็กที่ห้อยคอไว้ไขเปิดออก สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่เอกสารสำคัญอย่างที่คิด แต่มันคือรูปถ่ายใบเก่าที่ถูกฉีกครึ่ง... รูปถ่ายของตัวเขากับรินรดาในวันที่ควรจะเป็นวันที่เขามีความสุขที่สุด แต่ในรูปนั้น กลับมีมือของใครบางคนเอื้อมมาบีบคอเขาจากด้านหลังในเงามืด กวินทร์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองรินรดาอีกครั้ง ในขณะที่รินรดาเองก็ถอยกรูดไปจนชิดกำแพง เมื่อสายตาของเธอมองเห็นรูปถ่ายใบนั้น ใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนจากความเสียใจกลายเป็นความหวาดกลัวอย่างที่สุด "กวินทร์... ฟังฉันก่อน..." เธอพยายามอธิบาย แต่จังหวะนั้นเอง ไฟในห้องทำงานก็ดับพรึบลงพร้อมกับเสียงกริ่งหน้าบ้านที่ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางความมืดสนิท กวินทร์ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังก้าวขึ้นบันไดมาด้วยจังหวะที่มั่นคง... จังหวะฝีเท้าเดียวกับคนที่เขาเคยเห็นในฝันร้ายนับครั้งไม่ถ้วน เสียงไขกุญแจประตูห้องทำงานดังขึ้นช้าๆ ราวกับผู้มาเยือนต้องการให้เขารับรู้ถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา กวินทร์คว้าแจกันใบหนาขึ้นมาเตรียมพร้อม สัญชาตญาณนักสู้ในตัวตื่นขึ้นเต็มเปี่ยม ประตูห้องถูกผลักออกช้าๆ ร่างในเงามืดก้าวเข้ามาข้างในเพียงครึ่งตัว ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของกวินทร์เย็นเฉียบ "ผมบอกแล้วไงครับกวินทร์... ว่าเรื่องราวทั้งหมดมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น" ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางมาจนถึงตอนที่ 30 นะครับ หวังว่าจะถูกใจในความเข้มข้นที่ผมมอบให้นะครับ - โครโนสทริกเกอร์ครับ
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%