เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 43

การสูญเสียที่ไม่มีวันลืม

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
เสียงยางรถยนต์กรีดร้องเสียดสีกับพื้นผิวคอนกรีตภายในอุโมงค์มืดทึบ ดังสะท้อนก้องกราบประสานกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวระทึกจนแทบกระเด็นออกมานอกอก กวินทร์ไม่เคยคิดเลยว่า วินาทีที่ความตายคืบคลานเข้ามาใกล้ จะไร้ซึ่งเสียงกรีดร้องหรือคำร่ำลา มีเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวและรอยยิ้มของหญิงสาวที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย—รอยยิ้มที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากคนที่เขาไว้วางใจที่สุด "ริน! หยุดรถเดี๋ยวนี้!" เสียงทุ้มต่ำของกวินทร์คำรามก้อง ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมภายในห้องโดยสารที่มืดมิด มีเพียงแสงไฟจากรถคันอื่นที่สะท้อนวับแวมเป็นระยะ มือหนาพยายามเอื้อมไปคว้าพวงมาลัยเพื่อบังคับทิศทางรถให้พ้นจากการพุ่งชนผนังอุโมงค์เบื้องหน้า แต่รินรดากลับหักพวงมาลัยสวนทางอย่างเด็ดเดี่ยว แววตาของเธอว่างเปล่าไร้ซึ่งความกลัว ราวกับวิญญาณข้างในได้หลุดลอยหายไปนานแล้ว "สายไปแล้วล่ะครับ... กวินทร์" น้ำเสียงของเธอราบเรียบเย็นชาผิดคาด มันไม่ใช่เสียงของรินรดาคนที่คอยอยู่เคียงข้างเขาผ่านพ้นคืนวันอันเหน็บหนาวมาด้วยกัน แต่มันคือเสียงของคนแปลกหน้าที่ซ่อนตัวอยู่ใต้หน้ากากนั้นมาตลอดหลายปี แรงกระแทกมหาศาลพุ่งเข้าปะทะร่างอย่างรุนแรงราวกับโลกทั้งใบกำลังแตกสลาย แรงเหวี่ยงกระชากวิญญาณทำให้เขารู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นในร่างกายแหลกละเอียดเป็นผุยผง เสียงโลหะฉีกขาดดังสนั่นหวั่นไหวกลบเสียงทุกอย่างบนโลกใบนี้ แสงไฟสีขาวสว่างวาบขึ้นในเสี้ยววินาทีสุดท้าย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดิ่งจมลงสู่ความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง *** กลิ่นฉุนของน้ำมันเครื่องและควันไฟคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ กวินทร์ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างจนแทบทนไม่ไหว หูอื้ออึงจนแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของตนเอง ภาพตรงหน้าพร่ามัวเต็มไปด้วยคราบเขม่าและเศษกระจกที่แตกกระจายเกลื่อนกลาด "ริน..." เขาพยายามเปล่งเสียงเรียกออกไปอย่างยากเย็น แขนข้างหนึ่งขยับแทบไม่ได้ แต่วินาทีที่สายตาปรับโฟกัสได้ชัดเจน ความหนาแน่นของความจริงก็ทุบเข้าที่กลางอกอย่างจัง รถยนต์คันเก่งพังยับเยินจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ด้านหน้ารถอัดก๊อปปี้ติดอยู่กับเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ รินรดาติดอยู่หลังพวงมาลัย ร่างบางถูกแรงกระแทกอัดจนแน่น ใบหน้าที่เคยงดงามบัดนี้อาบไล้ไปด้วยหยดเลือดสีแดงฉานที่ไหลรินไม่ขาดสาย ทว่าสิ่งที่ทำให้กวินทร์หัวใจหยุดเต้น คือรอยยิ้มจางๆ ที่ยังคงประดับอยู่บนมุมปากของเธอ มือหนาสั่นเทาเอื้อมไปแตะที่ข้อมือของเธอ ชีพจรที่เคยเต้นรัว แผ่วเบาลง... และจางหายไปในที่สุด ความเงียบงันเข้าปกคลุม บาดแผลทางกายไม่เจ็บปวดเท่ากับความว่างเปล่าที่กัดกินหัวใจ ความทรงจำที่เคยเลือนราง คล้ายกับถูกกระชากให้กลับคืนมาในเสี้ยววินาที รินรดาไม่ได้ทรยศเขาด้วยความเกลียดชัง... แต่เธอทำเพื่อปกป้องความลับบางอย่างที่ธันวาและคนเบื้องหลังกำลังตามล่า และการตายของเธอในครั้งนี้ คือกุญแจดอกสุดท้ายที่ถูกปิดผนึกไว้ตลอดกาล "ทำไม... ทำไมถึงทำแบบนี้" กวินทร์พึมพำกับความว่างเปล่า หยดน้ำตาอุ่นร้อนไหลรວมปะปนกับคราบเลือดบนใบหน้า ผู้หญิงที่เป็นทั้งเพื่อน คู่คิด และผู้กุมความลับของเขาจากไปต่อหน้าต่อตา โดยที่เขายังไม่ทันได้เอמהคำว่าขอบคุณ หรือแม้แต่คำว่าขอโทษเลยด้วยซ้ำ เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังแว่วมาจากปากอุโมงค์ฝั่งตรงข้าม ท่ามกลางกลุ่มควันจางๆ ที่ลอยกรุ่น กวินทร์หันขวับไปมองด้วยแววตาดุดัน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความแค้นที่พุ่งพล่านถึงขีดสุด เขาค่อยๆ ดึงร่างที่สะินสะเทือนของตนเองออกจากซากรถอย่างทุลักทุเล มือข้างหนึ่งกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ ไหล่กว้างสั่นเทาด้วยแรงอารมณ์ที่ผสมผสานระหว่างความโศกเศร้าและความแค้นเคือง ร่างเงาสูงโปร่งก้าวพ้นความมืดออกมาทีละน้อย ใบหน้าภายใต้แสงไฟสลัวเผยให้เห็นรอยยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์ รอยยิ้มที่คุ้นเคยแต่เต็มไปด้วยความอำมหิต ธันวาก้าวเข้ามาหยุดยืนห่างจากซากรถเพียงไม่กี่ก้าว สายตาคมกปลาบกวาดมองสภาพความพินาศตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ "น่าเศร้าจริงๆ นะครับ กวินทร์" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เย็นเยียบในที "ผมเตือนคุณแล้วว่าอย่าพยายามขุดคุ้ยเรื่องในอดีต แต่ดูเหมือนว่าเพื่อนรักของผมคนนี้ จะดื้อรั้นเกินกว่าจะตักเตือนได้เสียทุกที" กวินทร์กัดฟันกรอดจนกรามขึ้นสันนูน ความโกรธเกรี้ยวแผดเผาจนความเจ็บปวดทางร่างกายมลายหายไปสิ้น เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง แม้ขาข้างหนึ่งจะยังบาดเจ็บสาหัส ดวงตาคู่คมจ้องเขม็งไปยังชายตรงหน้า ราวกับต้องการจะฉีกร่างอีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ "แกเป็นคนสั่งให้เธอทำ... ใช่ไหม ธันวา" เสียงของกวินทร์แหบพร่าแต่เต็มไปด้วยจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลง ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ สีหน้าของเขาไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย มีเพียงความเย้ยหยันที่ฉายชัดอยู่ในแววตา "คุณนี่ช่างเข้าใจอะไรยากเสียจริง รินรดาเขาเลือกทางเดินของเขาเอง... เหมือนที่คุณกำลังจะเลือกในตอนนี้" สิ้นคำพูดของธันวา เสียงคลิกโลหะอันเย็นเยียบก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับปากกระบอกปืนสีดำสนิทที่จ่อเข้าที่ท้ายทอยของกวินทร์อย่างไร้ซุ่มเสียง กวินทร์ชะงักค้างโดยพลัน ร่างกายหยุดชะงักแต่หัวใจกลับเต้นรัวเร็วยิ่งกว่าเดิม เขารู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เกมที่มีแค่เขากับธันวาตั้งแต่แรกแล้ว น้ำเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยอย่างประหลาดดังขึ้นกระซิบข้างใบหูของเขา เป็นน้ำเสียงที่เขาคิดว่าได้สูญหายไปพร้อมกับอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อน... "ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ... น้องชาย" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความเจ็บปวดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%