เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 18

ก้าวแรกสู่การเผชิญหน้า

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
“ถ้าสิ่งที่คุณพูดคือความจริง รินรดา... ทำไมผมถึงยังรู้สึกว่าหัวใจตัวเองกำลังถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็นอยู่แบบนี้” กวินทร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องทำงานที่ปิดไฟมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากตึกระฟ้าภายนอกที่สาดส่องเข้ามาเป็นเส้นสายพาดผ่านใบหน้าของเขา เขาไม่ได้หันกลับไปมองหญิงสาวที่ยืนกอดอกอยู่ตรงมุมห้อง ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปที่รอยแตกเล็กๆ บนบานกระจกเงาตรงหน้า ซึ่งเป็นรอยที่เกิดจากแรงกระแทกในคืนที่ผ่านมา รอยแตกนั้นดูคล้ายกับใยแมงมุมที่กำลังกลืนกินเงาสะท้อนของตัวเขาเอง “ความจริงไม่ใช่ยาหวาน กวินทร์” รินรดาตอบ น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความสั่นไหวที่พยายามเก็บซ่อน “บางครั้งมันก็เป็นใบมีดที่กรีดลึกลงไปในความทรงจำ แต่นายไม่มีทางเลือกแล้ว ศัตรูที่นายพยายามตามหามาตลอดสิบปี ไม่ใช่คนอื่นไกลที่ไหนเลย” กวินทร์หมุนตัวกลับมา สายตาของเขาคมกริบราวกับใบมีด “ธันวา... เขาเป็นแค่เพื่อนร่วมชั้นในวันที่ทุกอย่างพังทลาย เขาไม่ใช่คนบงการชีวิตผมจนถึงขนาดนี้แน่” “เขาอาจจะไม่ใช่คนเดียว แต่วันนี้... เขาคือคนที่ถือกุญแจดอกสุดท้ายไว้” รินรดาเดินเข้ามาใกล้ แสงไฟสลัวเผยให้เห็นความกังวลที่ฉายชัดในแววตา “ไปหาเขาเถอะนะ ก่อนที่เงาในกระจกบานนั้นจะกลายเป็นนายเสียเอง” กวินทร์ไม่ตอบ เขาหยิบแจ็กเก็ตสีเข้มขึ้นมาสวม ลมหายใจของเขาหนักหน่วง ทุกก้าวที่เดินออกจากห้องเหมือนการตัดสินใจทิ้งอดีตที่บิดเบี้ยวเพื่อไปเผชิญกับความจริงที่อาจทำลายเขาได้ทุกเมื่อ --- คฤหาสน์ของธันวาตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาที่เงียบสงัด มันดูราวกับป้อมปราการที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักขังความลับมากกว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย กวินทร์ก้าวผ่านรั้วเหล็กที่เปิดอ้าทิ้งไว้ราวกับเชื้อเชิญ บรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบจนสัมผัสได้ถึงไอความตายที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของพุ่มไม้ที่ถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบจนดูผิดธรรมชาติ เขาไม่ได้กดกริ่ง แต่ผลักประตูบานไม้โอ๊กบานยักษ์เข้าไปโดยไม่ลังเล “มาเร็วกว่าที่คิดนะ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากมุมห้องนั่งเล่นที่ถูกจัดวางด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราเกินความจำเป็น ธันวานั่งจิบวิสกี้อยู่บนโซฟาหนังสีดำเข้ม ในมืออีกข้างของเขามีแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าวางอยู่ กวินทร์ก้าวเข้าไปใกล้ แสงไฟจากแชนเดอเลียร์ระยิบระยับส่องให้เห็นรอยยิ้มที่มุมปากของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน มันไม่ใช่รอยยิ้มของเพื่อน แต่เป็นรอยยิ้มของผู้ชนะที่เฝ้ามองเหยื่อเดินเข้ามาติดกับ “เลิกเล่นเกมประสาทเสียที ธันวา” กวินทร์หยุดยืนห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าว แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้นที่ถูกสั่งสมมานาน “บอกมาว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น คืนที่ผมสูญเสียทุกอย่างแม้กระทั่งชื่อของตัวเอง” ธันวาหัวเราะหึในลำคอ เขาค่อยๆ วางแก้วเหล้าลงอย่างแช่มช้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายของเขาสูงโปร่งและดูแข็งแกร่งกว่าที่กวินทร์เคยจดจำ “นายอยากรู้จริงๆ งั้นเหรอ กวินทร์? นายมั่นใจแล้วใช่ไหมว่าความจริงที่นายโหยหามันจะไม่ทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้พังพินาศลงในพริบตา?” “ความพินาศของผมเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ผมจำอะไรไม่ได้แล้ว!” กวินทร์พุ่งเข้ากระชากคอเสื้อของธันวา แรงปะทะทำให้โต๊ะข้างโซฟาสั่นไหว ข้าวของตกกระจายลงพื้น แต่ธันวากลับไม่ขัดขืน เขากลับจ้องมองกวินทร์ด้วยสายตาที่สงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ราวกับกำลังรอคอยวินาทีนี้มาตลอด “มองดูสิ...” ธันวาขยับริมฝีปากกระซิบ “ไม่ใช่ที่คอเสื้อของฉัน แต่มองไปที่กระจกเงาบานใหญ่ด้านหลังนาย” กวินทร์ชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก เขาค่อยๆ หันกลับไปมองกระจกบานใหญ่ที่ประดับอยู่บนผนังห้อง ภาพในนั้นไม่ได้สะท้อนเพียงแค่เขากับธันวา แต่มีอีกร่างหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังเขา... เงาสีดำสนิทที่ดูเลือนรางแต่กลับมีใบหน้าที่เหมือนเขาไม่มีผิดเพี้ยน “แกคือใคร...” กวินทร์พึมพำ มือที่กำคอเสื้อธันวาเริ่มสั่นเทา “ฉันไม่ใช่คนอื่นหรอก กวินทร์” ธันวาขยับตัวเข้ามาใกล้ หันไปกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก “คนคนนั้นคือ ‘กวินทร์ตัวจริง’ ที่ถูกขังไว้ในใจนายตั้งแต่วันที่นายตัดสินใจเปลี่ยนร่างเพื่อหนีความผิด... ส่วนแก กวินทร์... แกเป็นแค่ความจำที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับโทษทัณฑ์แทนเขาเท่านั้น” กวินทร์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง ความจริงที่ธันวาเพิ่งพ่นออกมาเปรียบเสมือนห่าฝนที่ตกลงมาทลายความเชื่อทั้งหมดในชีวิตของเขา มือของเขาทรุดลงจากคอเสื้อของธันวาอย่างไร้เรี่ยวแรง ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดมิดด้านหลัง เสียงรองเท้าส้นสูงที่ก้าวย่างอย่างมั่นคงหยุดลงข้างหลังเขา กวินทร์หันไปมองด้วยความหวังที่ริบหรี่ หวังว่าจะเป็นรินรดาที่มาช่วยเขาไขปริศนานี้ แต่ทว่า... สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือหญิงสาวในชุดเดรสสีแดงสด ดวงตาของเธอเย็นชาและไร้ความรู้สึกราวกับตุ๊กตาที่ไม่มีวิญญาณ ในมือของเธอถือปืนพกกระบอกเล็กที่เล็งตรงมาที่หน้าอกของเขาอย่างแม่นยำ “รินรดา...?” กวินทร์เรียกชื่อเธอด้วยเสียงที่แหบแห้ง แต่หญิงสาวคนนั้นกลับยิ้มให้เขาเป็นครั้งแรก... เป็นยิ้มที่ทำให้เขารู้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่ได้มีคู่คิด แต่เขากำลังถูก ‘ผู้คุม’ เลี้ยงดูให้เติบโตมาเพื่อเป็นภาชนะรองรับบาปของใครบางคนเท่านั้น “ขอโทษนะกวินทร์... แต่บทละครของนายจบลงแค่ตรงนี้แหละ” เสียงนกสับไกปืนดังขึ้นก้องไปทั่วห้องที่เงียบสนิท พร้อมกับการตัดสินใจสุดท้ายที่กวินทร์ต้องเลือก... ระหว่างการก้มหน้ายอมรับความตาย หรือการหันไปเผชิญหน้ากับ ‘ตัวเอง’ ที่กำลังยิ้มเยาะอยู่ในกระจกเงาบานนั้น ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับปมปริศนาของกวินทร์ในบทนี้ด้วยกันนะครับ โครโนสทริกเกอร์
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%