เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 14

หลักฐานชิ้นสุดท้าย

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
“ถ้าคุณจะทำลายมัน ก็ช่วยทำให้มันจบสิ้นเสียที อย่าให้ผมต้องมานั่งรอเศษเสี้ยวของความจริงที่มันไม่มีอยู่จริงแบบนี้อีกเลย” กวินทร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นฝุ่นจางๆ ของบ้านเก่าหลังนี้ เขาจ้องมองรินรดาที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงเอกสารกองโตบนโต๊ะทำงานของพ่อ—ชายผู้ที่เขาจำหน้าแทบไม่ได้ แต่กลับเป็นเจ้าของปมปริศนาที่ผูกมัดชีวิตเขาไว้จนแทบหายใจไม่ออก รินรดาชะงักมือที่กำลังหยิบกรอบรูปใบเก่าขึ้นมาพิจารณา เธอไม่ได้หันกลับมามอง แต่ไหล่ที่สั่นเทาเพียงครู่เดียวนั้นก็มากพอที่จะบอกกวินทร์ว่า เธอรู้... เธอรู้มากกว่าที่เธอเคยบอก “ความจริงไม่ใช่สิ่งที่ถูกเนรมิตขึ้นมาได้ด้วยความต้องการของคุณนะกวินทร์” เธอกล่าวเสียงเรียบ ทว่าสั่นเครือ “มันถูกซ่อนไว้ในที่ที่คนอย่างเราไม่คาดคิดต่างหาก และบางครั้ง... การค้นพบมันก็อาจจะทำลายทุกอย่างที่คุณเคยเชื่อมาตลอดชีวิต” เธอกดนิ้วลงบนขอบกรอบรูปไม้เก่าแก่ที่เคลือบเงาจนแทบมองไม่เห็นรอยต่อ ก่อนจะใช้นิ้วโป้งกดลงไปตรงตำแหน่งมุมขวาด้านล่าง เสียง ‘คลิก’ เบาๆ ดังขึ้นดุจเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังก้องอยู่ในความรู้สึกของกวินทร์ เขาขยับตัวเข้ามาใกล้โดยไม่รู้ตัว กลิ่นอายของความลับที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีอบอวลไปทั่วห้อง ไม้ชิ้นเล็กๆ ที่มุมกรอบรูปเผยอออก เผยให้เห็นช่องว่างแคบๆ ด้านใน รินรดาค่อยๆ ดึงสมุดบันทึกเล่มเล็กปกหนังสีน้ำตาลเข้มที่ดูเหมือนจะผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานออกมา สมุดเล่มนั้นสั่นไหวอยู่ในมือของเธอ ราวกับมันมีชีวิตและกำลังหวาดกลัวที่จะถูกเปิดเผย “พ่อคุณไม่ได้ทิ้งสมบัติไว้ให้คุณหรอกกวินทร์” เธอกล่าวพร้อมกับยื่นสมุดเล่มนั้นให้เขา “ท่านทิ้ง ‘หลักฐาน’ ที่จะทำให้คนบางคนในเมืองนี้ต้องสูญสิ้นทุกอย่าง” กวินทร์รับสมุดมาด้วยมือที่สั่นเทา เขาไม่กล้าเปิดมันทันที สัญชาตญาณบางอย่างเตือนให้เขาหยุด แต่ความโหยหาในตัวตนที่หายไปกลับผลักดันให้เขาเปิดหน้าแรกออกไป ตัวอักษรลายมือหวัดๆ ของผู้เป็นพ่อปรากฏขึ้นใต้แสงไฟสลัว มันไม่ใช่บันทึกประจำวัน แต่มันคือรายการรายชื่อ... รายชื่อที่เขาจำได้ดีว่าเป็นของใคร *‘วันที่ 12 สิงหาคม... หากใครได้อ่านบันทึกเล่มนี้ นั่นหมายความว่าผมไม่อาจปกป้องความลับนี้ได้อีกต่อไป ธันวามันไม่ได้เป็นเพียงแค่เพื่อน แต่มันคือผู้ที่ครอบครองรอยร้าวในครอบครัวเรามาตั้งแต่ต้น’* กวินทร์ถึงกับชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นชื่อของ ‘ธันวา’ ปรากฏอยู่ในบันทึกหน้าแรก ความทรงจำเลือนรางที่เขามักจะเห็นภาพใบหน้าเพื่อนสนิทคนนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นแวบเข้ามาในหัว เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง “ธันวาเกี่ยวอะไรด้วย?” เขาเค้นเสียงถาม รินรดาเบือนหน้าหนี สายตาของเธอจับจ้องไปที่หน้าต่างที่มองเห็นสวนมืดมิดภายนอก “ธันวาไม่ได้แค่อยากทำลายธุรกิจคุณ กวินทร์” รินรดาหันกลับมา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสงสารที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “เขากำลังตามหาบันทึกเล่มนี้มาโดยตลอด เพราะในหน้าที่ห้าสิบสองของสมุดเล่มนั้น มีสิ่งที่ธันวาไม่เคยอยากให้ใครเห็น... สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าในคืนวันที่อุบัติเหตุของคุณเกิดขึ้นจริง ใครกันแน่ที่เป็นคนอยู่หลังพวงมาลัยรถคันนั้น” ความเย็นยะเยือกแล่นเข้าจับขั้วหัวใจ กวินทร์รีบพลิกหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว เสียงกระดาษเก่ากรอบดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัว หน้าที่ห้าสิบสอง... หน้าที่รอยหมึกดูจะจางลงแต่ยังคงเห็นข้อความชัดเจน *‘อุบัติเหตุในคืนนั้น ไม่ใช่ความผิดของกวินทร์ แต่เป็นแผนที่ธันวาจงใจวางไว้ เพื่อเปลี่ยนอนาคตของเขาให้กลายเป็นอดีตของผม...’* ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน กวินทร์และรินรดาต่างหยุดนิ่ง ร่างสูงโปรดิวส์ของชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวพ้นขอบประตูเข้ามาโดยไม่มีการเคาะบอกกล่าว “ดูเหมือนว่าพวกคุณจะค้นพบสิ่งที่น่าสนใจแล้วสินะครับ” ธันวายืนอยู่ตรงนั้น รอยยิ้มที่เขาเคยใช้สร้างมิตรภาพจอมปลอมตลอดหลายปีที่ผ่านมาบัดนี้หายไปสิ้น เหลือเพียงสายตาที่เย็นชาดั่งคมมีด เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว พร้อมกับวางปืนพกกระบอกเล็กไว้บนโต๊ะทำงานของพ่อกวินทร์เบาๆ “ผมไม่ได้อยากให้มันจบแบบนี้เลยนะกวินทร์” ธันวากล่าวพลางเลื่อนสายตาไปยังสมุดในมือของเพื่อนรัก “แต่ในเมื่อคุณอยากรู้นักว่าอดีตมันเน่าเฟะแค่ไหน... ก็จงดูให้จบเถอะครับ” กวินทร์มองเห็นเงาของธันวาที่ทาบทับลงบนบันทึกของพ่อ และในวินาทีที่เขากำลังจะเงยหน้าขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่เจ็บปวดที่สุด เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าของรินรดาก็ดังขึ้นทำลายความเงียบอันกดดันนั้น เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเพียงชั่วครู่ ก่อนจะมองไปที่ธันวาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “ธันวา... คุณคิดว่าคุณคุมเกมนี้อยู่คนเดียวงั้นหรือ?” เธอกดรับสายแล้วเปิดลำโพง เสียงทุ้มต่ำของชายสูงวัยที่กวินทร์คุ้นเคยดี—เสียงของคนที่ทุกคนต่างคิดว่าตายไปแล้วในอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อน—ดังขึ้นผ่านสายโทรศัพท์ “วางปืนลงซะธันวา... เพราะคนที่ยืนอยู่หลังประตูห้องนั่น ไม่ใช่คนของแก แต่เป็นตำรวจที่ผมเรียกมาเอง” โครโนสทริกเกอร์ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางครั้งนี้ไปพร้อมกันนะครับ แล้วพบกันในบทถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%