เงาจางในรอยอดีต•ตอนที่ 25

กับดักแห่งความหลัง

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
“วางปืนลงซะ กวินทร์... รอยยิ้มของคุณตอนนี้มันน่าสมเพชเสียจริง” เสียงของรินรดาไม่ได้สั่นไหว มันราบเรียบ เยือกเย็น และคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนความทรงจำที่แตกสลายของผม กลิ่นอับชื้นของโถงทางเดินใต้ดินแห่งนี้ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นสนิมและฝุ่นผงที่เกาะกินมานานนับปี ผมยืนอยู่กลางห้องโถงที่ถูกประดับด้วยภาพถ่ายเก่าๆ ของครอบครัวผมเอง แต่น่าแปลกที่ในทุกภาพ ใบหน้าของพ่อและแม่กลับถูกขูดขีดจนเหวอะหวะ ราวกับมีใครบางคนจงใจทำลายหลักฐานการมีอยู่ของพวกเขา “ทำไม...” ผมเค้นเสียงผ่านลำคอที่แห้งผาก มือที่กำปืนสั่นเทาไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความสับสนที่กัดกินใจจนแทบเป็นบ้า “เธอเป็นคนพาฉันมาที่นี่ เธอเป็นคนบอกว่าความจริงจะปลดปล่อยฉัน ริน... นี่คือความจริงที่เธอว่าเหรอ?” รินรดาค่อยๆ ก้าวเข้ามาในแสงไฟสลัว เธอไม่ได้พกอาวุธ แต่แววตาของเธอกลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด เธอยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าเบาๆ ท่าทางนั้นดูอ่อนโยนเหมือนครั้งที่เรายังเดินเคียงข้างกันในฐานะเพื่อนที่ไว้ใจที่สุด แต่สายตาของเธอไม่ใช่ “ความจริงมันไม่มีวันปลดปล่อยใครได้หรอกกวินทร์ มันมีแต่จะล่ามโซ่เราไว้กับอดีตที่เน่าเฟะ” เธอหยุดก้าวเท้าห่างจากผมเพียงไม่กี่นิ้ว กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคยของเธอในตอนนี้กลับกลายเป็นกลิ่นที่ชวนสะอิดสะเอียน “เธอจำไม่ได้ใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่เมื่อยี่สิบปีก่อน? ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุรถคว่ำอย่างที่เธอหลอกตัวเองมาตลอดชีวิต แต่มันคือการไล่ล่า... และคนที่วิ่งหนีในคืนนั้น ไม่ใช่แค่เธอกับพ่อแม่ แต่มีธันวาอยู่ด้วย” ชื่อนั้นกระแทกเข้าที่หน้าอกผมจนจุก อดีตที่พยายามกลบฝังเริ่มขยับตัว ภาพเงาของเด็กชายสองคนวิ่งฝ่าพายุฝน เสียงยางรถยนต์เสียดสีกับพื้นถนนและเสียงกรีดร้องที่ไม่มีวันจางหายไปจากหัวใจ ผมหลับตาแน่น พยายามคว้าเศษเสี้ยวของความจำที่กระจัดกระจาย “โกหก...” ผมพึมพำ “ถ้าฉันโกหก ลองเปิดลิ้นชักที่โต๊ะทำงานตัวนั้นดูสิ” รินรดาผายมือไปยังโต๊ะไม้โอ๊กเก่าแก่ที่ตั้งอยู่อีกมุมของห้อง “ธันวาส่งกุญแจมาให้ฉันเมื่อเช้านี้ เขาบอกว่าถ้าเธอยังไม่ยอมจำนน เขาก็พร้อมจะปิดฉากละครฉากนี้ด้วยเลือด... เหมือนกับที่เขาเคยทำกับพ่อแม่ของเธอ” ผมเดินโซเซไปยังโต๊ะตัวนั้น ขาของผมหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยโซ่ตรวน มือที่สั่นเทาหยิบกุญแจดอกเล็กขึ้นมาไขลิ้นชัก เสียงกลไกโลหะดัง ‘แกร๊ก’ ก้องไปทั่วห้องที่เงียบสงัด ภายในนั้นไม่ได้มีสมบัติล้ำค่าตามที่ผมเคยจินตนาการไว้ แต่มันมีเพียงซองจดหมายสีเหลืองซีดปึกหนึ่งและ... นาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่งที่สายขาดสะบั้น หน้าปัดหยุดเดินสนิทที่เวลา 02:14 น. ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ผมมักจะสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายมาตลอดสิบปี ผมหยิบนาฬิกาเรือนนั้นขึ้นมา น้ำตาแห่งความอัดอั้นทะลักออกมาโดยไม่รู้ตัว มันเป็นของพ่อ... และหลังหน้าปัดมีคราบเลือดที่แห้งกรังติดอยู่ “จำได้แล้วใช่ไหม?” เสียงของรินรดาดังขึ้นใกล้หูจนผมสะดุ้ง “เธอไม่ใช่เหยื่อที่รอดชีวิตมาโดยบังเอิญ กวินทร์... เธอคือคนที่เปิดประตูรถให้ธันวาเข้ามาในคืนนั้น เพราะธันวาขู่ว่าถ้าเธอไม่ทำ เขาจะฆ่าพ่อแม่ของเธอที่บ้าน” ผมทรุดเข่าลงกับพื้น ความจริงที่โหดร้ายถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ ผมไม่ได้ลืมเพราะอุบัติเหตุ ผมลืมเพราะหัวใจของผมรับไม่ไหวจนสั่งให้สมองหยุดทำงานเพื่อหนีจากความผิดบาปที่ตนเองเป็นคนก่อ “ธันวาไม่ได้เป็นแค่คู่แข่งทางธุรกิจ...” รินรดาเอื้อมมือมาลูบหัวผมแผ่วเบา แต่ในมืออีกข้างของเธอมีเข็มฉีดยาขนาดเล็กที่เธอหยิบออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม “เขาคือคนที่ถือหางนกหวีดควบคุมชีวิตเธอมาโดยตลอด และตอนนี้... ถึงเวลาที่เขาต้องเริ่มเกมสุดท้ายเสียที” “เธอ... เธอร่วมมือกับมัน?” ผมเงยหน้ามองเธอด้วยความสั่นคลอน ความไว้ใจทั้งหมดที่เคยมีพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี “ฉันไม่ได้ร่วมมือกับเขา” รินรดายิ้ม รอยยิ้มที่ทำให้ผมหนาวสั่นถึงกระดูกสันหลัง “ฉันแค่รอให้ความทรงจำของเธอฟื้นกลับมาสมบูรณ์ต่างหาก เพราะคนที่จะฆ่าธันวาด้วยมือตัวเองได้... ไม่ใช่แค่ใครก็ได้ แต่มันต้องเป็นคนที่สูญเสียทุกอย่างไปเพราะเขา อย่างเธอเท่านั้น” ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นจากด้านนอกโถงทางเดิน เสียงเหล็กกระทบพื้นดังก้องกังวาน ประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างของชายคนหนึ่งในชุดสูทสีเข้มยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางเงามืด ธันวาเดินเข้ามาพร้อมกับปืนที่เล็งตรงมาที่ศีรษะของผม แต่สิ่งที่ทำให้ผมแทบหยุดหายใจไม่ใช่ธันวา ด้านหลังธันวา... ชายชราที่นั่งอยู่บนรถเข็นซึ่งมีใบหน้าเหมือนกับพ่อของผมราวกับแกะกำลังถูกเข็นเข้ามา เขายังมีชีวิตอยู่... และดวงตาของเขากำลังมองมาที่ผมด้วยความเกลียดชังที่ลึกซึ้งที่สุด “เกมเพิ่งจะเริ่มขึ้นจริงๆ แล้วนะ กวินทร์” ธันวาพูดพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “พ่อของนายอยากเห็นเหลือเกินว่า ลูกชายที่เขารักนักหนา จะกล้าเหนี่ยวไกฆ่าเพื่อนสนิทเพื่อช่วยคนที่เขาก็ไม่ได้รักจริงจังคนนี้ได้ไหม” ผมมองสลับระหว่างรินรดาที่ตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นคนแปลกหน้า ธันวาผู้คุมเกม และพ่อที่ผมคิดว่าตายไปแล้ว ทุกอย่างบิดเบี้ยวและหมุนคว้าง ผมลุกขึ้นยืนด้วยความสิ้นหวัง มือที่กำปืนแน่นสั่นเทาหนักกว่าเดิม ในขณะที่ปืนในมือธันวาถูกลดต่ำลงมาเล็งไปที่รินรดาแทน “เลือกเอา กวินทร์” ธันวาตะโกน “จะให้ฉันยิงผู้หญิงคนนี้ทิ้ง หรือจะยอมให้ฉันส่งพ่อของนายกลับไปตายในหลุมที่นายขุดไว้ตั้งแต่วันนั้น!” ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับผมในความมืดมิดของความทรงจำนี้นะครับ โครโนสทริกเกอร์
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจางในรอยอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%