เสียงโครมครามของลังไม้เนื้อแข็งที่ถูกวางกระแทกอย่างแม่นยำลงบนพื้นหลังร้าน “ครัวรินรดา” เรียกให้ฉันละสายตาจากแป้งโดว์ครัวซองต์ในอ่างผสม ท่าทางขึงขังราวกับเตรียมยกพลขึ้นบกของอดีตนายทหารร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชื้อผ้าฝ้ายพับแขนจนเห็นกล้ามเนื้อแน่นตึง ทำให้ฉันต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางใช้หลังมือปาดแป้งที่เปื้อนข้างแก้ม
“นี่คุณพันธกานต์คะ ร้านฉันไม่ได้กำลังจะเปิดเป็นสนามฝึกซ้อมรบนะคะ ช่วยเบามือกับลังเนยนำเข้าพวกนั้นหน่อยเถอะค่ะ ก้อนละตั้งกี่เหรียญทอง ถ้าบุบสลายขึ้นมา ฉันจะหักเงินค่าจ้างคุณ... อ้อ จริงสิ คุณบอกว่าจะมาช่วยฟรีๆ นี่นา งั้นฉันจะหักออกจากกองทุนซื้อเมล็ดกาแฟของคุณดีไหมคะ?”
ฉันอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซوออกไปพร้อมรอยยิ้มพราย ดวงตาคมกริบที่มักมองคนอื่นด้วยความระแวดระวังยามอยู่ในตลาด ยามนี้กลับอ่อนแสงลงและเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับเมื่อปะทะเข้ากับใบอกคมเข้มที่ชื้นเหงื่อจากการยกของ
พันธกานต์ชะงักมือที่กำลังจัดเรียงลังวัตถุดิบ เขายืดตัวตรงเต็มความสูงจนเกือบชนคานไม้ของเพดานร้าน ใบหน้าดุๆ ที่คนทั้งหมู่บ้านต่างเกรงกลัว ค่อยๆ ระบายรอยยิ้มอบอุ่นจนแทบละลาย ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองตรงมาที่ฉันราวกับโลกทั้งใบมีแค่เชฟสาวตัวเล็กๆ คนนี้คนเดียว
“ถ้าหักเงินเดือนผม คุณก็ต้องเปลี่ยนเป็นการจ่ายด้วยอย่างอื่นแทนนะครับ... เช่น อ้อมกอด หรือไม่ก็ขนมปังอบสดใหม่จากเตาร้อนๆ สักก้อนทุกเย็น” น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววหยอกเย้าดังขึ้น พร้อมกับร่างหนาที่ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะเตรียมอาหารอย่างรวดเร็วโดยไม่ให้ตั้งตัว
กลิ่นอายแดดอ่อนๆ และกลิ่นกายสะอาดๆ ของผู้ชายที่ขยันทำงานกลางแจ้งลอยมาแตะจมูก ผสมผสานกับกลิ่นเนยสดและยีสต์หมักบ่มในห้องครัว ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวอบอุ่นจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ ฉันแกล้งทำเป็นหันไปหยิบมีดตัดแป้งมาถือไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เขาเข้ามาใกล้กว่านี้ แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ตั้งแต่ที่เราเปิดร้านเบเกอรี่แนวสโลว์ไลฟ์แห่งนี้ขึ้นมา ท่ามกลางสายตาริษยาและความพยายามปั่นป่วนของพวกญาติจอมปลอมจากตระกูลเดิมที่คอยมาแวะเวียนสอดส่องและรอจังหวะซ้ำเติม พันธกานต์ก็ไม่เคยปล่อยให้ฉันต้องเผชิญหน้ากับความวุ่นวายพวกนั้นเพียงลำพังเลยสักครั้ง จากนายทหารผู้เกรียงไกรในอดีต ตอนนี้เขากลับยอมลดตัวลงมาเป็น “เด็กเฝ้าร้านและเด็กยกของ” จำยอมให้ฉันใช้งานสารพัด เพียงเพราะข้ออ้างหน้าไม่อายที่ว่า *“อยากเห็นหน้าเมียบ่อยๆ”*
“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดจาหวานเลี่ยนเลยค่ะคุณสามี ถ้าว่างมากนัก ไหนล่ะ แป้งโดว์พัฟฟ์ที่ฉันให้รีดเมื่อเช้าเสร็จเรียบร้อยดีแล้วหรือยังคะ อย่ามาทำเป็นเนียนอู้งานแถวนี้เชียนะยะ” ฉันเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วที่เปื้อนแป้งจิ้มเบาๆ ที่อกเสื้อของเขาอย่างหมั่นไส้
“เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนคุณตื่นแล้วครับ กองอยู่โน่น... แถมผมยังแอบไปเก็บผลสตรอว์เบอร์รีป่าในมิติลับของคุณมาเพิ่มให้อีกหนึ่งตะกร้าใหญ่ด้วยนะ” เขาพยักพายไปยังมุมห้องที่มีตะกร้าสานบรรจุผลไม้สีแดงฉ่ำส่งกลิ่นหอมหวานเย้ายวนวางอยู่
ฉันหันไปมองตามพลացวาดตาสำรวจความเรียบร้อย ผลสตรอว์เบอร์รีป่าในมิติพิเศษของฉันขึ้นชื่อเรื่องความสดกรอบและรสชาติหวานอมเปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์ การที่เขาแอบเข้าไปเก็บโดยไม่ทำลายระบบนิเวศน์ในมิติ แถมยังรู้ใจเลือกผลที่สุกงอมพอดีมาให้ แสดงว่าผู้ชายคนนี้ใส่ใจรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับฉันมากแค่ไหน
บรรยากาศความเงียบสงบอันน่าพึงพอใจดำเนินไปครู่ใหญ่ เสียงดนตรีจากธรรมชาติภายนอกร้านผสมผสานกับเสียงตีไข่และกลิ่นหอมกรุ่นของขนมปังที่เริ่มทยอยอบเสร็จทีละเตา ทำให้ลืมความเหนื่อยล้าไปเสียสนิท ทว่า ความสงบสุขในยามบ่ายมักจะมีแขกไม่ได้รับเชิญแวะเวียนมาทำลายบรรยากาศเสมอ
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงทุบประตูกระจกหน้าร้านดังขึ้นติดต่อกันหลายครั้งด้วยความหยาบคาย ตามมาด้วยเสียงแหลมสูงคุ้นหูที่จงใจตะโกนให้คนทั้งย่านการค้าได้ยิน
“รินรดา! เปิดประตูเดี๋ยวนี้แม่นะยะ! หลานอกตัญญูเปิดร้านใหญ่โต ขายดิบขายดีจนไม่ยอมกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมเลยรึไง! เปิดสิฟะ!”
เสียงของป้าสะใภ้ตัวแสบผู้เคยพยายามฮุบที่ดินแปลงนี้ดังแหวขึ้นมาทันที ตามด้วยเสียงสมรู้ร่วมคิดของลูกพี่ลูกน้องจอมขี้เกียจที่ยืนชะเง้อคอมองลอดกระจกเข้ามาด้วยความโลภ รอยยิ้มเยาะเย้ยและสายตาที่กวาดมองไปทั่วร้านราวกับจะประเมินราคาข้าวของด้านใน ทำเอาอารมณ์สุนทรีย์ของฉันพังทลายลงในพริบตา
ฉันหรี่ตาลง รอยยิ้มอ่อนหวานเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยแววตาเฉียบคมเยือกเย็น มือที่ถือไม้พายแป้งวางลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ ช่างกล้าเสียจริงนะ... ช่วงนี้ยอดขายเบเกอรี่ในตลาดมืดพุ่งสูงจนฉันเตรียมขยายสาขา พวกมันคงได้ข่าวความร่ำรวยและกลิ่นเงินลอยมาแตะจมูก เลยทนอยู่เฉยไม่ได้ต้องรีบวิ่งมาขอส่วนบุญอีกตามเคย
ก่อนที่ฉันจะทันได้ก้าวเท้าออกไปจัดการด้วยตัวเอง มือหนาใหญ่ของพันธกานต์ก็เอื้อมมาแตะที่ไหล่เบาๆ พร้อมกับแรงดึงรั้งให้ฉันถอยไปอยู่ด้านหลัง ร่างสูงใหญ่ก้าวออกไปป์เผชิญหน้ากับบานประตูหน้าร้านด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาดุราวดั่งพญาเสือโคร่งที่กำลังมองเหยื่อผู้โง่เขลา ทำให้คนที่กำลังทุบกระจกด้านนอกชะงักกึกด้วยความหวาดกลัวโดยอัตโนมัติ
“ภรรยาผมกำลังยุ่งกับการทำขนมครับ ถ้าไม่มีธุระเรื่องการค้าขายที่สุจริต กรุณาไสหัวออกไปให้พ้นเขตพื้นที่ของพวกเรา ไม่อย่างนั้น... ผมคงต้องใช้วิธีของทหารในการเคลียร์พื้นที่รบกวนความสงบ” เสียงทุบประตูด้านนอกเงียบกริบลงทันที
ฉันแอบอมยิ้มอยู่ที่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของสามี การมีสามีสายเปย์ที่พร้อมปกป้องและจัดการปัญหาแบบตาต่อตาฟันฟันนี่มันดีต่อใจเสียจริงค่ะ!
ทว่า ในจังหวะที่พันธกานต์กำลังจะเอื้อมมือไปปลดกลอนประตูกระจกเพื่อออกไปจัดการขั้นเด็ดขาด เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากตรอกด้านข้างร้านเสียก่อน
“เดี๋ยวก่อนครับ! ร้านนี้ใช่ร้านขาย ‘ครัวซองต์ทองคำ’ ที่ลือลั่นในตลาดมืดหรือเปล่า?”
ชายแปลกหน้าในชุดสูทหรูหราปักดิ้นเงิน สวมหมวกปีกกว้างบังใบหน้าครึ่งซีก ก้าวพรวดพราดเข้ามาหยุดยืนหน้าร้านด้วยท่าทางตื่นตระหนก ราวกับกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างมาอย่างไม่คิดชีวิต ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบร้านก่อนจะมาหยุดนิ่งที่ถาดขนมปังอบสดใหม่บนเคาน์เตอร์ และสิ่งที่ทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบไม่ใช่แค่การปรากฏตัวของแขกไม่ได้รับเชิญคนนี้... แต่เป็น **ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลขุนนางชั้นสูง** ที่ปักอยู่บนปกเสื้อสูทของเขา ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับปริศนาในอดีตที่พ่อแม่ของฉันพยายามปกปิดมาตลอดชีวิต!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับ "เบเกอรี่มิติลับต่างโลก" ในตอนนี้นะคะ
สูตรขนมปังอบอุ่นกับนายทหารผู้ขยันเปย์•ตอนที่ 8
เมื่อทหารหนุ่มกลายเป็นเด็กเฝ้าร้าน
ผลงานโดย เบเกอรี่มิติต่างโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เบเกอรี่มิติต่างโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรขนมปังอบอุ่นกับนายทหารผู้ขยันเปย์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!