"ยินดีต้อนรับสู่การออกแบบ... ท่านสถาปนิก"
เสียงกระซิบที่แหบพร่าราวกับมาจากก้นบึ้งของซากอิฐปูน ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของรวินท์ แม้ว่าวิทยุสื่อสารในมือของเขาจะถูกปิดตายไปนานแล้วก็ตาม รวินท์ยืนนิ่งอยู่กลางพื้นที่โล่งของชั้นสาม โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กของอาคารพาณิชย์ร้างแห่งนี้ควรจะให้ความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยในสายตาของวิศวกรทั่วไป แต่สำหรับชายผู้มองเห็นเส้นสายพลังงานเช่นเขา ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจสะดุด
เส้นใยสีดำสนิทนับพันเส้นกำลังถักทอเข้าหากันราวกับใยแมงมุมยักษ์ มันเลื้อยพันอยู่ตามคานรับน้ำหนักและเสาคอนกรีตทื่อๆ เหล่านั้น บิดเบี้ยวโครงสร้างทางกายภาพให้กลายเป็นกรงขังวิญญาณขนาดยักษ์ รวินท์ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวัง เหงาย์กาฬเม็ดเล็กผุดซึมขึ้นตามไรผม แม้เขาจะพยายามควบคุมสติไม่ให้ตื่นตระหนก แต่สัญชาตญาณดิบภายในกายกลับส่งเสียงร้องเตือนภัยดังลั่นว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออยู่อาศัย แต่มันถูก "คำนวณ" ขึ้นมาเพื่อเป็นฌาปนสถานกลางเมือง
"กลิ่นนี่มัน..." รวินท์พึมพำกับตัวเองขณะสูดลมหายใจเข้าลึกโดยไม่ตั้งใจ
กลิ่นธูปหอมฉุนกึกที่ผสมผสานกับกลิ่นสาบสางของซากศพและสนิมเหล็กเตะเข้าที่ปลายจมูกอย่างจัง ทั้งที่รอบตัวมีแต่ฝุ่นละอองและปูนเปลือย ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของธูปหรือเทียนบูชา นี่คือ "กลิ่นธูปที่ไม่มีอยู่จริง" กลิ่นที่ถูกตรึงไว้ด้วยอาคมอาถรรพ์เพื่อล่อลวงประสาทสัมผัสของผู้ที่ย่างกรายเข้ามาในเขตอาณา
"อย่าสูดดมมันเข้าไปลึกนัก รวินท์ อาคมดักกลิ่นแบบนี้มักผูกติดกับอาถรรพ์ธรณีสาร ถ้าปอดของคุณชินกับกลิ่นนี้เมื่อไหร่ วิญญาณของคุณจะเริ่มจดจำทางกลับบ้านไม่ได้"
เสียงทุ้มต่ำและเรียบเฉยดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของศิลา อดีตจอมขมังเวทหนุ่มก้าวเดินเข้ามาในโครงสร้างปูนเปลือยด้วยฝีเท้าที่เบาราวกับแมว สีหน้าของเขายังคงนิ่งสนิทไร้ความกลัว แต่แววตาคมกริบกวาดมองคานเหล็กด้านบนด้วยความระแวดระวัง มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ด หยิบแผ่นยันต์กระดาษสีเหลืองหมึกแดงขึ้นมาถือไว้หลวมๆ
รวินท์หันไปมองสหายร่วมทางชั่วคราวคนนี้ "คุณเห็นเหมือนที่ผมเห็นใช่ไหม ศิลา?"
ศิลาไม่ตอบในทันที เขายกมือขึ้นแตะที่เสาปูนใกล้ตัว นิ้วเรียวยาวสัมผัสกับผิวคอนกรีตที่เย็นเฉียบ ทันใดนั้น เส้นสายสีดำที่รวินท์มองเห็นก็สั่นระริกราวกับมีชีวิต ก่อนจะสะท้อนแสงเรืองรองสีแดงเข้มออกมาวูบหนึ่ง
"ไม่ใช่แค่เห็น..." ศิลาปรายตามองโครงสร้างอาคารด้วยแววตาเย็นเยียบ "แต่เรากำลังยืนอยู่กลางท้องของมัน อาคารหลังนี้ไม่ได้ถูกออกแบบตามหลักสถาปัตยกรรมสากล... เสาหลักทั้งสี่ต้นนี้ถูกวางตำแหน่งตาม 'ค่ายกลสี่ทิศกักวิญญาณ' แปลนของตึกนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อใช้พลังงานชีวิตของคนที่เข้ามาทำงานหรือพักอาศัย เป็นตัวหล่อเลี้ยงอาคมบางอย่างที่ถูกฝังไว้ใต้รากฐานตึก"
รวินท์ขมวดคิ้วแน่น สมองของสถาปนิกหนุ่มประมวลผลข้อมูลทางโครงสร้างอย่างรวดเร็ว ภาพแปลนอาคารที่เขาเคยตรวจดูก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมาในหัว "เป็นไปไม่ได้ แปลนชุดนี้ได้รับการอนุมัติจากวิศวกรควบคุมโครงสร้างระดับภาคี การคำนวณการรับน้ำหนักถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ไม่มีทางที่จะใส่ค่ายกลไสยเวทซ้อนลงไปในโครงสร้างหลักโดยที่ระบบตรวจสอบไม่พบ"
"กฎหมายของมนุษย์ไม่ได้มีไว้ควบคุมภูตผีปีศาจ รวินท์" ศิลาหันมาสบตาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "คนที่ออกแบบตึกนี้ไม่ได้ต้องการแค่กำไรจากการก่อสร้าง แต่มันต้องการ 'สร้างบ้าน' ให้กับบางสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า และตอนนี้... มันรู้แล้วว่าเรากำลังรื้อแปลนของมันอยู่"
สิ้นคำพูดของศิลา พื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าก็เกิดอาการสั่นสะเทือนเบาๆ คล้ายกับแผ่นดินไหวขนาดย่อม เสียงโลหะล้าตัวดัง "เอี๊ยดอ๊าด" ก้องไปทั่วชั้น สามัญสำนึกของสถาปนิกบอกรวินท์ทันทีว่า น้ำหนักบรรทุกจร (Live Load) ของอาคารกำลังเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ทั้งที่บนชั้นนี้มีเพียงเขากับศิลาเท่านั้น
"คานรับน้ำหนักกำลังเปลี่ยนทิศทาง!" รวินท์ร้องเตือนด้วยความตกใจ เมื่อเส้นสายพลังงานสีดำพุ่งเข้าหากันจนกลายเป็นตาข่ายหนาทึบ ปิดกั้นทางลงบันไดเดียวที่เราใช้ขึ้นมา
ศิลาพ่นลมหายใจออกทางจมูกเบาๆ ก่อนจะสะบัดมือซัดแผ่นยันต์ในมือออกไปปักเข้าที่เสาต้นหลัก ยันต์สีเหลืองเปล่งแสงสีทองสว่างวาบเข้าปะทะกับตาข่ายสีดำ เกิดเสียงระเบิดเบาๆ คล้ายเสียงประทัด พร้อมกับกลุ่มควันสีเทาพวยพุ่งขึ้นมากลบกลิ่นธูปชั่วขณะ
"ถอยไป!" ศิลาออกคำสั่งสั้นๆ ร่างสูงก้าวเข้ามาขวางหน้าตรฐานปะทะ พร้อมกับดึงมีดคมกริบที่สลักอักขระโบราณออกมาจากข้างเอว พลังปราณสีครามแผ่ซ่านออกจากร่างของอดีตจอมขมังเวทจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
รวินท์ไม่ได้ถอยหนี เขากวาดตามองโครงสร้างโดยรอบอย่างรวดเร็ว ในฐานะสถาปนิก เขาเข้าใจดีว่าจุดอ่อนของโครงสร้างแบบนี้อยู่ที่ไหน แม้ว่ามันจะถูกครอบงำด้วยอาคม แต่กฎฟิสิกส์และแรงโน้มถัดยังคงทำงานอยู่ "ศิลา! เล็งไปที่เสาต้นที่สามจากซ้าย! ตรงนั้นคือจุดตัดของโมเมนต์ดัดโครงสร้าง ถ้าเราทำลายจุดรับแรงตรงนั้น ค่ายกลจะพังทลายลงเพราะน้ำหนักของมันเอง!"
ศิลาเหล่มองรวินท์ด้วยแววตาที่ฉายแววประหลาดใจชั่วขณะ ก่อนจะมุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มหายากที่เต็มไปด้วยความยอมรับ
"เข้าใจคิดนี่... ท่านสถาปนิก"
ทันทีที่สิ้นเสียงของศิลา แสงไฟฉุกเฉินสีแดงก่ำจากเพดานก็กะพริบพร่าพร้อมเพรียงกัน บรรยากาศรอบตัวกดทับลงมาจนแทบหายใจไม่ออก เงาร่างสีดำนับสิบสายค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืดของมุมเสา รูปร่างของพวกมันบิดเบี้ยวและมีเค้าโครงคล้ายมนุษย์ แต่ไร้ซึ่งใบหน้า มีเพียงรอยแยกสีดำสนิทที่อ้ากว้างส่งเสียงกรีดแหลมสูงบาดแก้วหู
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนระบบปริศนาที่รวินท์ไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็ดังขึ้นชัดเจนในหัวของเขา
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบเขตอาคมระดับ SSS - "มหาค่ายกลสุสานอสูร" กำลังทำงานสมบูรณ์ 100%]
[เงื่อนไขการเอาชีวิตรอดถูกเปิดใช้งาน: สถาปนิกและจอมขมังเวทจะต้องทำลายแกนกลางโครงสร้างภายใน 180 วินาที มิฉะนั้นวิญญาณจะถูกผนึกถาวรลงในเสาเข็ม]
[ผู้มาเยือนปริศนาปรากฏตัวที่ชั้นล่าง: บุคคลที่ถือครองแปลนต้นฉบับตัวจริงกำลังก้าวขึ้นมา... และเขาไม่ใช่คน]
รวินท์เบิกตากว้างเมื่อมองเห็นเงาร่างสุดท้ายที่กำลังเดินขึ้นบันไดมาอย่างเชื่องช้า ร่างนั้นสวมชุดสูทสีเทาเรียบร้อย มือถือแปลนกระดาษม้วนใหญ่ และเมื่อเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่ไร้ดวงตา มีเพียงรอยยิ้มฉีกกว้างจนถึงใบหูที่ส่งเสียงทักทายขึ้นมาอีกครั้ง
"ยินดีต้อนรับสู่ผลงานชิ้นเอกของผม... พวกคุณชอบโครงสร้างใหม่นี้ไหมล่ะครับ?"
โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "เข็มทิศมองวิญญาณ" และร่วมไขปริศนาแห่งสถาปัตยกรรมมืดนี้ไปด้วยกันนะครับ
สถาปนิกไร้เงากับจอมขมังเวทนอกรีต•ตอนที่ 4
กลิ่นธูปที่ไม่มีอยู่จริง
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับจอมขมังเวทนอกรีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!