"ยินดีต้อนรับสู่ผลงานชิ้นเอกของผม... พวกคุณชอบโครงสร้างใหม่นี้ไหมล่ะครับ?"
เสียงทุ้มต่ำที่สะท้อนก้องผ่านโครงสร้างเหล็กกล้าและคอนกรีตเปลือยของอาคารร้างกลางกรุงยังคงติดอยู่ในโสตประสาท รวินท์กวาดสายตาผ่านเลนส์แว่นตาพิเศษ เส้นสายพลังงานสีแดงฉานที่แผ่พุ่งขึ้นจากพื้นอาคารราวกับรากไม้มีชีวิตกำลังบิดตัวเป็นเกลียว มันไม่ใช่โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมศาสตร์แม้แต่น้อย แต่มันคือ "โครงสร้างแห่งความตาย" ที่ถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำด้วยศาสตร์มืด
"อย่ามองตรงๆ รวินท์"
มือหนาของศิลาเอื้อมมาแตะที่ไหล่ของสถาปนิกหนุ่มเบาๆ แรงกดนั้นหนักแน่นพอที่จะดึงสติรวินท์ให้หลุดจากภาพลวงตาทางสายตาที่กำลังพยายามสะกดจิตเขา อดีตจอมขมังเวทหนุ่มยืนนิ่ง ใบหน้าคมคายไร้ความหวาดกลัว ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบพื้นที่รกร้าง ฝุ่นผงที่ลอยวนในอากาศยามค่ำคืนดูแปลกประหลาด มันไม่ได้ตกลงสู่พื้น แต่กลับลอยวนเป็นวงกลมรอบเสาเข็มต้นหลัก
"ผมไม่ได้มอง ผมกำลังคำนวณ" รวินท์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสมาธิ "จุดรับน้ำหนักของอาคารนี้ถูกบิดเบือนด้วยยันต์อาคมแปดทิศ อาคารไม่ได้พังเพราะความเก่า แต่มันกำลังถูกบังคับให้ทรุดตัวลงสู่จุดศูนย์กลาง... เหมือนมีใครบางคนกำลังใช้ตัวตึกเป็นหุ่นเชิดทำพิธีบูชาบางอย่าง"
"ฉลาดมากครับคุณสถาปนิก"
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นปูนดังขึ้นเป็นจังหวะ จากความมืดมิดของมุมตึกชั้นใต้ดิน ร่างในชุดสูทสีเข้มปรากฏกายขึ้น ชายวัยกลางคนผู้มีรอยยิ้มเย็นชาบนใบหน้า เขากำลังถือตะเกียงโบราณที่จุดด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าคราม กลิ่นอลวนของกำยานผสมกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ศิลาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างสูงโปร่งแผ่ไอเย็นเยือกออกมาจนรวินท์ที่ยืนอยู่ด้านหลังยังรู้สึกได้ "ไม่คิดเลยว่าพวกเดรัจฉานวิชาสายโครงสร้างจะกล้าโผล่หัวออกมาจากรู หลบซ่อนตัวมานานเป็นสิบปี คงคิดว่าไม่มีใครจำกลิ่นอายอัปמลของพวกแกได้สินะ"
ชายในชุดสูทหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไร้แววตา "กลิ่นอัปมลอะไรกันครับคุณศิลา... นี่คือศิลปะ นี่คือสถาปัตยกรรมแห่งยุคสมัยใหม่ที่พวกคนหัวโบราณอย่างพวกคุณไม่มีวันเข้าใจ อาคารร้างแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นบนแนวธรณีพิโรธ และด้วยฝีมือของผม มันกำลังจะกลายเป็นสุสานถาวรสำหรับพวกคุณสองคน"
สิ้นเสียงคำรามทุ้มต่ำ ชายคนนั้นก็สะบัดมือซัดแผ่นยันต์สีดำนับสิบใบเข้าใส่อย่างรวดเร็วราวกับกระสุนปืน
"ระวัง!"
รวินท์ผลักศิลาหลบตามสัญชาตญาณ แม้เขาจะไม่มีพลังเวทมนตร์รุนแรงเหมือนอดีตจอมขมังเวท แต่ดวงตาที่มองเห็นเส้นสายพลังงานทำให้เขารอ่านทิศทางของอาคมได้ทะลุปรุโปร่ง รวินท์เห็นเส้นพลังงานสีแดงพุ่งแหวกอากาศมาเป็นเส้นตรง เขาคว้าท่อเหล็กขึ้นมารับแรงปะทะ เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกทำให้มือของรวินท์ชาดิก แต่เขาไม่ยอมปล่อยมือ
"ศิลา! ทางซ้าย!" รวินท์ตะโกนเตือน
ไม่ต้องรอให้บอก ศิลาหมุนตัวกลับพร้อมกับวาดมือกลางอากาศ อาคมป้องกันรูปวงกลมสีทองอร่ามปรากฏขึ้นรับแผ่นยันต์ที่ระเบิดออกเป็นเปลวไฟสีดำสนิท แรงระเบิดทำให้ฝุ่นตลบอบولไปทั่ว แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง พื้นคอนกรีตใต้เท้าของพวกเขาก็เริ่มสั่นสะเทือน
ครืนนน—!
"ไม่ใช่แค่คนควบคุม..." ศิลาขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าเคร่งเครียดขึ้นเป็นครั้งแรก "มันปลุกบริวารไสยเวทขึ้นมาด้วย อาคารนี้ทั้งหลังถูกผูกวิญญาณไว้"
จากซากปูนและเศษเหล็กที่กองอยู่รอบด้าน เงาดำทึบจำนวนมากค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง พวกมันคือ "อสุรกายโครงสร้าง" สิ่งมีชีวิตอัปมลที่เกิดจากการรวมตัวของวิญญาณเร่ร่อนและเศษซากวัสดุก่อสร้าง โครงกระดูกเหล็กเส้นโผล่พ้นเนื้อปูนที่เน่าเฟะ ดวงตากลวงโบ๋สีแดงฉานจ้องมองมาที่รวินท์และศิลาราวกับจะกลืนกิน
"คุณรวินท์ครับ" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบแต่นิ่งสนิท ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนหายใจไม่ออก "จำตอนที่เราสำรวจแปลนชั้นใต้ดินเมื่อวานได้ไหมครับ?"
รวินท์พยักหน้ารับทันทีโดยไม่ต้องคิด "จำได้ จุดรับน้ำหนักหลักของเสาต้นที่สี่... ถ้าเราทำลายจุดนั้น โครงสร้างเวทมนตร์ทั้งหมดจะพังทลายลงในพริบตา"
"ดีมาก" ศิลาปลดผนึกที่ข้อมือขวาของตนเอง แสงสีทองเจิดจ้าพวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้า ไอพลังอันมหาศาลที่ถูกกดทับมานานนับปีระเบิดออกจนเศษฝุ่นรอบตัวกระเด็นหายไปในพริบตา "ผมจะเปิดทางให้คุณพุ่งไปที่เสานั้น ส่วนพวกเดรัจฉานเศษเหล็กเหล่านี้... ผมจะจัดการเอง"
ชายในชุดสูทหน้าถอดสีทันทีเมื่อเห็นพลังที่แท้จริงของศิลา "มะ... เป็นไปได้ยังไง! แกปลดผนึกมันได้อย่างไร!"
"เพราะฉันเบื่อที่จะเป็นผู้ฟังมานานแล้วน่ะสิครับ" ศิลาพุ่งทะยานออกไปราวกับสายฟ้าแลบ ดาบอาคมในมือปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ปะทะเข้ากับกองทัพอสุรกายโครงสร้างจนเกิดประกายไฟสว่างวาบทั่วตึกร้าง
รวินท์ไม่รอช้า เขาอาศัยจังหวะชุลมุน วิ่งฝ่าวงล้อมของเศษซากปูนมุ่งตรงไปยังเสาต้นเป้าหมาย ดวงตาภายใต้กรอบแว่นจดจ้องไปยังจุดเชื่อมต่อของเส้นสายพลังงานสีแดงที่กำลังเต้นตุบๆ ราวกับหัวใจของปีศาจ
ระยะห่างเหลือเพียงสิบเมตร... ห้าเมตร...
แต่ทว่า ในจังหวะที่รวินท์กำลังจะยกท่อเหล็กขึ้นฟาดเข้าที่จุดอ่อนของโครงสร้างนั้น พื้นดินเบื้องหน้าเขาก็แยกตัวออกอย่างไร้สัญญาณเตือน มือสีดำสนิทนับสิบข้างพุ่งทะลุขึ้นมาจากพื้นดิน คว้าข้อเท้าของรวินท์ไว้แน่นจนเขาเกือบเสียหลักล้ม
"อึก...!" รวินท์กัดฟันกรอด พยายามดึงขาออกแต่ไม่เป็นผล แรงดึงมหาศาลกำลังลากเขาลงไปในความมืดมิดใต้พื้นคอนกรีต
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย รวินท์เหลือบไปเห็นเงาดำร่างหนึ่งยืนอยู่บนคานเหล็กชั้นสอง มันคือเงาของเด็กสาวในชุดนักเรียนเก่าคร่ำคร่า ใบหน้าของเธอไร้ซึ่งดวงตา มีเพียงรอยยิ้มฉีกกว้างจนถึงใบหู และที่คอของเธอ... มีเส้นสายพลังงานสีแดงเส้นเดียวกันกับที่ควบคุมอาคารทั้งหลังโยงใยมาหาตัวรวินท์
เด็กสาวเอ่ยกระซิบเบาๆ ผ่านสายลมที่หนาวเหน็บ โดยไม่มีเสียงออกจากปาก แต่รวินท์กลับได้ยินมันชัดเจนในหัว
*"พี่ชาย... โครงสร้างตรงนี้ ขาดชิ้นส่วนสำคัญไปอีกชิ้นหนึ่งนะ..."*
พรึบ!
ไฟทั่วทั้งตึกดับลงสนิทเหลือเพียงความมืดมิด และก่อนที่รวินท์จะทันได้ตั้งตัว แขนเย็นเฉียบของใครบางคนก็คว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของเขา พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังขึ้นชิดใบหูจากด้านหลัง
"เจอตัวแล้วครับ... สถาปนิกผู้มองเห็นความลับ"
---
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านโครงสร้างอันลึกล้ำนี้ไปด้วยกันนะครับ - เข็มทิศมองวิญญาณ
สถาปนิกไร้เงากับจอมขมังเวทนอกรีต•ตอนที่ 5
พิธีกรรมที่ถูกขัดขวาง
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับจอมขมังเวทนอกรีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!