สถาปนิกไร้เงากับจอมขมังเวทนอกรีต•ตอนที่ 6

ศิลาที่ถูกผนึก

ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
"ถ้าคุณยังฝืนดึงเส้นอาคมตรงคานรับน้ำหนักนั่นต่ออีกแค่พิกเซลเดียว โครงสร้างทั้งหมดนี้จะพังลงมาฝังพวกเราไว้ใต้ซากอิฐปูนเปียกชื้นนี่แน่ รวินท์" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทว่าราบเรียบจนน่าใจหายท่ามกลางความมืดมัวของอาคารร้างเขตชานเมือง รวินท์หอบหายใจหนักหน่วง เม็ดเหงื่อกาฬไหลย้อยอาบโครงหน้าคมสันที่ตอนนี้ซีดเผือด มือข้างที่สวมถุงมือหนังกำลังสั่นเทาเล็กน้อยจากการฝืนเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อต้านทานแรงดันมหาศาลจากอาคมแปลกปลอมที่กำลังกัดกินเสาเข็มคอนกรีตตรงหน้า ตรงหน้าเขา เส้นสายพลังงานสีม่วงเข้มกำลังบิดตัวเป็นเกลียวราวกับงูพิษ มันไม่ใช่สายอาคมป้องกันทั่วไป แต่มันคือ "ยันต์ตรึงราก" ศาสตร์มืดโบราณที่ถูกออกแบบมาเพื่อสูบกลืนพลังชีวิตของสถานที่และผู้ที่อยู่ใกล้เคียงให้จมดิ่งลงสู่ความวิบัติอย่างช้าๆ และตอนนี้ มันกำลังพยายามกลืนกินรวินท์เข้าไปด้วย "ผม... ผมไม่มีทางเลือก" รวินท์กัดฟันกรอด เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาเบิกกว้างจนเห็นเส้นเลือดฝอยแดงก่ำ ขณะที่สายตาของสถาปนิกหนุ่มมองเห็นโครงสร้างทางเรขาคณิตของอาคมกำลังบิดเบี้ยว "ถ้าปล่อยให้มันลามไปถึงฐานรากฝั่งตะวันออก แรงสั่นสะเทือนจะทะลักขึ้นไปถึงเขตชุมชนเบื้องบน คนนับร้อยจะต้อง... อึก!" แรงปะทะสายหนึ่งสะท้อนกลับมาอย่างรุนแรงจนรวินท์เซถอยหลัง ร่างผอมเพรียวเกือบล้มคะมำลงไปกระแทกพื้นคอนกรีตหยาบกร้าน หากแต่ไม่มีสัมผัสของความเจ็บปวดจากพื้นดิน มีเพียงมือหนาคู่หนึ่งที่เอื้อมมาคว้าข้อศอกของเขาไว้ได้อย่างมั่นคง ศิลา... อดีตจอมขมังเวทอัจฉริยะยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าคมคายเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ ดวงตาคู่คมจับจ้องไปยังกลุ่มก้อนพลังงานสีม่วงเข้มเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ในมือของศิลาไม่มีเครื่องราง ไม่มีอาวุธ และไม่มีแม้กระทั่งร่องรอยของการร่ายคาถา ทว่าบรรยากาศรอบตัวชายหนุ่มกลับเริ่มเปลี่ยนไป อุณหภูมิในห้องโถงใต้ดินดิ่งฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว "คุณดื้อรั้นเกินไปแล้ว รวินท์" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงด้วยความกดดันที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว "อาคมระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตาเปล่าของคุณ หรือแม้กระทั่งความรู้ทางสถาปัตยกรรมครึ่งๆ กลางๆ จะเข้าไปแตะต้องได้" "ผมเป็นสถาปนิก... ผมมองเห็นโครงสร้างของมัน ผมรู้ว่าจุดรับแรงอยู่ตรงไหน..." รวินท์พยายามเถียง แม้ลมหายใจจะขาดห้วง "สถาปัตยกรรมสร้างขึ้นเพื่อค้ำจุนชีวิตมนุษย์ แต่วิชาที่พวกมันใช้... สร้างขึ้นเพื่อทำลายล้าง" ศิลาตัดบท น้ำเสียงของเขาเริ่มเข้มขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยเยชาปรากฏร่องรอยความไหววูบชั่วพริบตาก่อนจะถูกกลบฝังลงไปใต้ความนิ่งงัน "คุณกำลังใช้ตรรกะของมนุษย์ไปต่อรองกับกฎของความตาย มันไม่มีทางชนะหรอก" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำจากเพดานที่ดังสะท้อนก้อง รวินท์เงยหน้าขึ้นสบตากับคู่คิดหนุ่ม เขาเห็นความลังเลฉายชัดอยู่ในดวงตาสนิมเหล็กคู่นั้น ศิลากำลังต่อสู้กับบางสิ่งภายในจิตใจ—กำแพงเหล็กที่เขาใช้ปิดตายศาสตร์เดิมของตัวเองมานานแรมปี กำแพงที่สร้างขึ้นจากบาปและความทรงจำอันแสนเจ็บปวดในอديต จอมขมังเวทผู้ปฏิเสธเวทมนตร์ กำลังถูกบีบให้ต้องเลือกระหว่างคำปฏิญาณของตน กับความปลอดภัยของผู้ชายที่ยืนหอบหายใจอยู่ตรงหน้า ศิลาหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกราวกับกำลังรวบรวมเศษซากความทรงจำที่แตกสลาย เมื่อเปลือกตาคู่คมเปิดขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงสีทองจางๆ ก็พลันวาบผ่านนัยน์ตาคู่นั้น ชั่ววินาทีนั้นเอง อากาศรอบตัวก็คล้ายจะหยุดนิ่ง "ถอยไป" คำสั่งสั้นๆ แต่เปี่ยมด้วยอำนาจเด็ดขาด รวินท์ไม่ลังเล เขาขยับถอยหลังตามสัญชาตญาณทันที ขณะที่สายตาก็ยังคงจับจ้องภาพตรงหน้าไม่วางตา ในฐานะสถาปนิก เขามองเห็นเส้นสายพลังงานมานับไม่ถ้วน แต่สิ่งที่ศิลากำลังทำในตอนนี้... มันเหนือกว่าคำว่า "มองเห็น" ไปไกลลิบ ศิลายกมือขึ้นช้าๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตแขนยาวตรงข้อมือออกทั้งสองข้าง เผยให้เห็นรอยสักอักขระโบราณสีดำสนิทที่พันธนาการอยู่รอบแขนท่อนล่าง รอยสักเหล่านั้นเริ่มสั่นระริก เส้นสายหมึกสีดำค่อยๆ ขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต ราวกับอสรพิษที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการจำศีลยาวนาน *กรอบ... แกรบ...* เสียงกระดูกลั่นเบาๆ จากร่างของศิลาสะท้อนชัดเจน ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือแรงกดดันทางวิญญาณที่แผ่พุ่งออกมาจากตัวเขา มันไม่ใช่พลังที่เกรี้ยวกราดหรือรุนแรง แต่เป็นพลังที่ "หนักแน่น" และ "ไร้ที่ติ" ราวกับรากฐานของภูเขาหินแกรนิตที่ไม่มีวันสั่นคลอน "อาคมตระกูลศิลา..." รวินท์พึมพำกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว เมื่อเขาใช้เนตรสถาปนิกมองทะลุผ่านม่านพลังงาน ตอนนี้โครงสร้างพลังงานรอบตัวศิลามิได้แตกกระซ่านซ่ายเซ็นเหมือนของคนทั่วไป แต่มันกลับเรียงร้อยเข้าหากันอย่างเป็นระเบียบ มีสัดส่วน มีคานรับแรง และมีจุดศูนย์ถ่วงที่สมบูรณ์แบบราวกับผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า ศิลายื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า ฝ่ามือแบออกอย่างไร้การป้องกัน ทว่าเมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับอากาศว่างเปล่า รอยร้าวสีทองอร่ามก็พลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ เสียงระเบิดเบาๆ ดังขึ้นดั่งเสียงดีดสายพิณ *เปรี๊ยะ!* กลุ่มก้อนพลังงานสีม่วงเข้มที่กำลังแผดเผาเสาเข็มคอนกรีตสะดุ้งเฮือก มันพยายามบิดตัวหนีและส่งเสียงกรีดแหลมสูงที่ได้ยินเพียงในโสตประสาท ทว่าศิลากลับไม่เปิดโอกาสให้มันได้ตั้งตัว นิ้วมือเรียวยาวกรีดกรายกลางอากาศด้วยท่วงท่าที่งดงามราวกับจิตรกรกำลังวัดสัดส่วนบนผืนผ้าใบ ทุกเส้นการเคลื่อนไหวมีความแม่นยำระดับมิลลิเมตร "ศาสตร์เดิมไม่ได้มีไว้เพื่อทำลาย" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ก้องกังวานไปทั่วห้องโถงใต้ดิน "แต่มันมีไว้เพื่อ 'จัดระเบียบ' สิ่งที่ผิดเพี้ยนต่างหาก" สิ้นคำพูดนั้น ฝ่ามือที่เรืองแสงสีทองก็พุ่งเข้าประทับที่ใจกลางของยันต์ตรึงรากทันที! แรงปะทะจากการชนกันของอาคมสองขั้วไม่ได้สร้างเสียงดังสนั่นหวั่นไหวอย่างที่รวินท์คาดคิด แต่มันกลับเกิดเป็น "คลื่นความเงียบ" ชั่วขณะหนึ่ง อากาศรอบตัวราวกับถูกดูดหายไปจนเกิดเป็นสุญญากาศ เส้นสายสีม่วงเข้มที่เคยดุร้ายและดื้อรั้น ค่อยๆ ถูกบีบอัด สลายตัว และจัดเรียงใหม่ด้วยกฎเกณฑ์ที่ศิลากำหนดขึ้น รวินท์ยืนนิ่งค้าง ตะลึงงันกับภาพที่เห็น ตรงหน้าเขาไม่ใช่การต่อสู้ด้วยเวทมนตร์อันป่าเถื่อน แต่มันคือ "การรีโนเวตโครงสร้างทางไสยเวท" อย่างสมบูรณ์แบบ ศิลาใช้จิตวิญญาณของตนเองเป็นแบบพิมพ์เขียว เข้าไปรื้อถอน เสริมคานรับแรง และค้ำจุนอาคมที่กำลังจะถล่มลงมา ให้กลับมาอยู่ในความสมดุลได้อย่างน่าอัศจรรย์ ผ่านไปชั่วอึดใจ... ทุกอย่างก็สงบลง แสงสีทองจางหายไป รอยสักอักขระบนแขนของศิลาสงบนิ่งลงและจางหายไปใต้ร่มผ้าตามเดิม ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะการเต้นของหัวใจ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าคมคาย แต่แววตายังคงนิ่งสงบเช่นเดิม รวินท์ก้าวเข้าไปใกล้ ลมหายใจยังคงเจือความตกใจไม่หาย "คุณ... คุณทำได้ยังไง อาคมระดับนั้น ถ้าพลาดแม้แต่เส้นเดียว คุณอาจจะ..." "ผมบอกแล้วว่าผมไม่ชอบทำงานที่โครงสร้างมันพังตั้งแต่ฐาน" ศิลาตัดบท น้ำเสียงกลับมาเรียบเฉยดังเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชายหนุ่มปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าเล็กน้อยก่อนจะหันมามองสถาปนิกหนุ่มด้วยหางตา "แต่ถ้าพูดถึงความดื้อรั้น... คุณได้คะแนนเต็มสิบเลย รวินท์" รวินท์หลุบตามองเสาเข็มคอนกรีตเบื้องหน้า ตอนนี้มันกลับมามั่นคงปลอดภัย เส้นสายพลังงานที่เคยบิดเบี้ยวถูกจัดระเบียบจนกลายเป็นโครงสร้างที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมอย่างน่าประหลาด เขาคลายรอยยิ้มจางๆ ออกมาที่มุมปาก โล่งอกที่ภัยพิบัติถูกยับยั้งไว้ได้ทันท่วงที ทว่า— ก่อนที่ความโล่งใจนั้นจะทันได้แผ่ซ่านไปทั่วอก เสียงเตือนบางอย่างก็ดังขึ้นในหัวของรวินท์ เสียงที่ไม่ได้มาจากโสตประสาททั่วไป แต่มันเป็นเสียงก้องกังวานที่คุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัว ซึ่งเชื่อมโยงกับโครงสร้างอาคมทั้งหมดในตึกร้างแห่งนี้ *[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบรหัสโครงสร้างพื้นฐานถูกแก้ไข]* *[เงื่อนไขลับถูกกระตุ้น: อาณาเขตชั้นที่สองกำลังเริ่มต้นกระบวนการ 'ถอดถอน'* *[คำเตือนจากระบบ: ประตูผนึกเบื้องล่างถูกเปิดออกโดยสมบูรณ์ บอสลับระดับ SSS: "สถาปนิกผู้สาปสูญ" ได้ตื่นจากการจำศีลแล้ว]* รวินท์เบิกกว้างด้วยความตกใจ ร่างกายแข็งทื่อทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนระลอกใหม่ที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดินลึกนับร้อยเมตร แรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหว แต่เกิดจาก... ฝีเท้าของบางสิ่งที่กำลังก้าวขึ้นมา ศิลาที่ยืนอยู่ข้างๆ ชะงักกึก สีหน้าที่เคยเรียบเฉยมาตลอดเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นในทันที ดวงตาสนิมเหล็กกวาดมองไปรอบห้องโถงที่ตอนนี้เงียบงันผิดปกติ ก่อนที่มุมปากของจอมขมังเวทหนุ่มจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอันตราย "ดูเหมือนว่า..." ศิลาเอ่ยเสียงเบาหวิว ทว่าชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน "เราไม่ได้แค่มาซ่อมแซมตึกร้าง... แต่เรากำลังรื้อถอนรังของมันเข้าให้แล้ว" ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันซับซ้อนนี้ร่วมกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับจอมขมังเวทนอกรีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%