เสียงเหรียญหยอดกระทบก้นตะกร้าไม้ไผ่ดัง *ก๊องแก๊ง* แว่วประสานกับเสียงนับเงินอย่างกระตือรือร้นของหลินว่านหลิน เป็นบทเพลงแห่งความมั่งคั่งที่ไพเราะที่สุดในยุคเจ็ดศูนย์นี้แล้ว
“ทั้งหมดแปดสิบหยวนถ้วนครับพี่สาว พรุ่งนี้ถ้ามีผักดองสูตรนี้มาอีก เก็บไว้ให้ผมสักสามไหใหญ่นะครับ!” พ่อค้าคนกลางตลาดมืดเอ่ยปากด้วยความกระตือรือร้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแทบจะฉีกถึงใบหู เนื่องจากสินค้าในมิติฟาร์มมหัศจรรย์ของว่านหลินทั้งกรอบ หอม และมีรสชาติกลมกล่อมจนกลายเป็นสินค้าหายากที่ผู้คนแย่งชิงกันขวักไขว่
หลินว่านหลินกวาดธนบัตรปึกหนาเข้าหากระเป๋าเสื้ออย่างไม่รีบร้อน ดวงตากลมโตฉายแววเจ้าเล่ห์แบบเซียนหุ้นผู้กุมความได้เปรียบในตลาด เธอยกมุมปากยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานน่าฟัง “เรื่องนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้วครับเฒ่าจาง แต่ของดีหายาก ย่อมต้องมีราคาที่เหมาะสม ถูกไหมครับ?”
เฒ่าจางหัวเราะร่วนอย่างรู้ทัน “เข้าใจๆ วางใจได้เลยครับคุณหลิน พรุ่งนี้ผมเตรียมราคาพิเศษไว้ให้แน่นอน!”
เงินสดแปดสิบหยวนในยุคนี้ มากพอจะซื้อข้าวสารชั้นดีได้นับร้อยชั่ง และนี่คือผลกำไรจากการทำธุรกิจเพียงไม่กี่วันเท่านั้น สำหรับหลินว่านหลินแล้ว นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับฐานะตระกูลลู่ให้กลายเป็นมหาเศรษฐีแห่งยุคตามเป้าหมายที่เธอวางไว้
ร่างสูงโปร่งของลู่จวินถิงก้าวเข้ามาสมทบในเวลาพอเหมาะ มือหนาของชายหนุ่มถือถุงกระดาษใส่แป้งสาลีเนื้อดีและน้ำมันหมูบริสุทธิ์เต็มสองมือ ดวงตาคมกริบกวาดมองภรรยาคนสวยด้วยความรู้สึกชื่นชมและเอ็นดูระคนคลั่งรัก เขารู้ดีว่าภรรยาตัวน้อยของเขาฉลาดเฉลียวเพียงใด แต่การได้เห็นเธอกำราบพ่อค้าหน้าเลือดในตลาดมืดได้อย่างราบคาบเช่นนี้ ก็ยังทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงทุกครั้ง
“เหนื่อยไหมครับว่านหลิน?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน พร้อมกับยื่นผ้าเช็ดหน้าสะอาดซับเหงื่อที่ข้างขมับให้เธออย่างเบามือ
ว่านหลินส่ายหัวน้อยๆ รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้า “ไม่เหนื่อยเลยครับลู่จวินถิง กลับกัน... วันนี้เราได้กำไรก้อนโตจนกระเป๋าตุงเลยนะครับ ดูสิครับ” เธอหยิบธนบัตรปึกใหญ่ออกมาโชว์ตรงหน้าสามี ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับราวกับเด็กน้อยได้ของเล่นชิ้นโปรด
ลู่จวินถิงมองรอยยิ้มนั้นแล้วพลอยยิ้มตาม แววตาของนายหนุ่มบ้านไร่ฉายชัดว่าต่อให้ภรรยาต้องการดวงดาวบนท้องฟ้า เขาก็พร้อมจะปีนขึ้นไปคว้ามันลงมาให้ “เก่งที่สุดเลยครับภรรยาผม... ว่าแต่ เมื่อครู่คุณบอกว่าอยากไปร้านขายจักรยานใช่ไหมครับ? งั้นเราไปกันเลยดีกว่า แดดยังไม่ร่มลมตก เดินทางจะได้ไม่ลำบาก”
เป้าหมายต่อไปของทั้งคู่คือร้านขายจักรยานแบรนด์ "ฟีนิกซ์" (Phoenix) ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยระดับไฮ엔ดที่ทุกบ้านในคอมมูนใฝ่ฝันอยากจะมีไว้ครอบครอง การมีจักรยานคู่ใจสักคันในยุคนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยทุ่นแรงในการเดินทางไปกลับระหว่างหมู่บ้านกับตัวอำเภอ แต่ยังเป็นการประกาศสถานะความมั่งคั่งทางอ้อมที่ทรงพลังที่สุด
เมื่อสองสามีภรรยาเดินมาถึงหน้าร้านขายจักรยานประจำอำเภอ สายตาของชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างก็ต้องเหลียวมองด้วยความอิจฉาริษยาและประหลาดใจ โดยเฉพาะกลุ่มป้าข้างบ้านปากตลาดที่มักจะคอยนินทาว่าร้ายตระกูลลู่เป็นประจำ
“นั่นมัน... นังตัวแสบหลินว่านหลินกับไอ้จวินถิงไม่ใช่รึ? พวกมันเอาเงินมาจากไหนกันตั้งมากมาย มากินอะไรแถวนี้?” เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นจากกลุ่มหญิงวัยกลางคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนมุงอยู่หน้าร้านขายผ้าฝั่งตรงข้าม
“นั่นสิ! ฉันได้ยินว่าบ้านนั้นเกือบจะไม่มีข้าวกรอกหม้ออยู่แล้วแท้ๆ ทำไมจู่ๆ ถึงแต่งตัวดูดีแถมยังเดินเข้าร้านจักรยานฟีนิกซ์ได้ล่ะ หรือว่าแอบไปขโมยของที่ไหนมา?” ป้าสะใภ้ใหญ่ตระกูลหลิน ผู้มีศักดิ์เป็นญาติห่างๆ ที่เคยกลั่นแกล้งว่านหลิน เอ่ยขึ้นด้วยความริษยาจนหน้าดำคร่ำเครียด สองมือจิกเข้าหากันแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ
ภายในร้านจักรยาน กลิ่นอายของเหล็กใหม่และน้ำมันเครื่องโชยแตะจมูก หลินว่านหลินใช้ปลายนิ้วเรียวงามลูบไล้โครงเหล็กสีดำสนิทเงางามของจักรยานฟีนิกซ์คันงาม ล้อซี่ลวดสะท้อนแสงไฟในร้านระยิบระยับ มันคือสัญลักษณ์แห่งความสะดวกสบายที่เธอโหยหามาตลอดหลายวันที่ต้องเดินเท้าเปล่าข้ามภูเขา
“คันนี้ราคาเท่าไหร่ครับเฒ่าแก่?” ลู่จวินถิงเอ่ยถามเสียงเรียบแต่น้ำเสียงหนักแน่น บ่งบอกถึงความพร้อมในการจ่าย
เฒ่าแก่เจ้าของร้านรีบวางหนังสือพิมพ์ในมือลงแล้วเดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้าง “โอ้สายตาดึงดูดใจมากครับสหาย! คันนี้คือจักรยานฟีนิกซ์รุ่นล่าสุด โครงสร้างแข็งแรงทนทาน บรรทุกของหนักได้สบายๆ ราคาหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน กับคูปองอุตสาหกรรมอีกสองใบครับ!”
ราคาหนึ่งร้อยห้าสิบหยวนถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลสำหรับครอบครัวชาวนาทั่วไป แต่สำหรับหลินว่านหลินและลู่จวินถิงที่เพิ่งกอบโกยกำไรก้อนโตจากตลาดมืดและทุนสำรองในมิติฟาร์ม ตัวเลขแค่นี้หาได้สะเทือนกระเป๋าของพวกเขาไม่
ลู่จวินถิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขากวักมือเรียกภรรยา “ลองนั่งดูสิครับว่าชอบไหม ถ้าชอบ ผมจะซื้อคันนี้ให้คุณ”
ว่านหลินอมยิ้มกริ่ม เธอขึ้นไปคร่อมเบาะจักรยานทดลองหมุนปั่นเบาๆ ความรู้สึกนุ่มนวลและมั่นคงทำให้เธอพึงพอใจเป็นอย่างมาก “ยอดเยี่ยมมากครับลู่จวินถิง คันนี้แหละครับเหมาะที่สุด!”
ทันใดนั้นเอง เสียงตบโต๊ะปังพร้อมกับเสียงแหลมสูงก็ดังแทรกเข้ามาจากหน้าร้าน “พวกแกสองคนอย่ามาอวดรวยให้มันมากนักนะ! เอาเงินสกปรกมาจากไหนถึงกล้าซื้อของแพงขนาดนี้ หึ! คิดว่ารวยแล้วจะลืมหัวนอนปลายเท้าอย่างงั้นเรอะ!”
ร่างอวบอ้วนของป้าสะใภ้ใหญ่พุ่งพรวดเข้ามาในร้าน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความอิจฉาริษยา ดวงตากวาดมองจักรยานคันงามสลับกับธนบัตรในมือของลู่จวินถิงด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด
หลินว่านหลินค่อยๆ ก้าวลงจากจักรยาน รอยยิ้มเยືือกเย็นผุดขึ้นที่มุมปาก เธอมองหน้าญาติผู้พี่ที่ชอบสูบเลือดสูบเนื้อด้วยสายตานิ่งสงบราวกับกำลังมองตัวตลกในโรงละคร “อ้าว... นึกว่าใครที่ไหน ป้าสะใภ้ใหญ่นี่เองครับ ลมอะไรหอบมาถึงนี่ หรือว่าเดินตามกลิ่นความสุขของบ้านเรามาจนถึงตัวอำเภอเลยล่ะครับ?”
“นังตัวดี! แกกล้าดียังไงมาพูดจากวนประสาทฉัน!” ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ เธอยื่นมือหมายจะเข้ามาคว้าแขนว่านหลินเพื่อสั่งสอนกลางร้าน
แต่ทว่า—
ก่อนที่ปลายนิ้วหยาบกร้านจะทันได้แตะชายเสื้อของภรรยา ลู่จวินถิงก็ก้าวเท้าเข้ามาขวางไว้ราวกับกำแพงเหล็ก ร่างกายกำยำแผ่รังสีคุกคามอันทรงพลังของนายทหารผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังป้าสะใภ้ใหญ่จนอีกฝ่ายสะดุ้งโหยง ถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว
“ถ้าไม่อยากให้มือข้างนั้นใช้งานไม่ได้ไปตลอดชีวิต ก็ถอยไปซะครับ” ลู่จวินถิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นยะเยือกจนคนฟังขนหัวลุก
ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวผสมความแค้น นางกัดฟันกรอด ชี้หน้าด่ากราด “พวกแก... จำไว้เลยนะ! สักวันบ้านพวกแกต้องฉิบหายพินาศไม่มีชิ้นดีแน่!” พูดจบ นางก็สะบัดก้นวิ่งหนีหายลับไปจากฝูงชนที่เริ่มมารุมล้อมมุงดูเหตุการณ์
หลินว่านหลินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เธอไม่ได้ใส่ใจคำสาปแช่งไร้สาระพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย เธหันไปหาเฒ่าแก่ร้านจักรยาน ควักเงินสดและคูปองส่งให้อย่างใจกว้าง “นี่ครับเงินค่าจักรยาน รบกวนช่วยตรวจเช็กความเรียบร้อยแล้วผูกโบว์สีแดงให้ผมด้วยนะครับ”
เฒ่าแก่รับเงินด้วยความดีใจ รีบจัดการประกอบและผูกโบว์ให้อย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก จักรยานฟีนิกซ์คันใหม่เอี่ยมก็มาอยู่ในการครอบครองของตระกูลลู่
ลู่จวินถิงจูงจักรยานคันงามเดินเคียงข้างภรรยาคนสวย มุ่งหน้ากลับหมู่บ้านด้วยความภาคภูมิใจ เสียงกระดิ่งจักรยานดังกรุ๊งกริ๊งกังวานไปทั่วทางเดิน ท่ามกลางสายตาริษยาของชาวบ้านตลอดสองข้างทางที่ต่างพากันซุบซิบนินทาถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตระกูลนี้
เมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้านพักตระกูลลู่ แสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มทอประกายสีส้มอมแดงสาดส่องลงมายังแปลงผักและตัวบ้าน ลู่จวินถิงช่วยจอดจักรยานไว้อย่างดี ก่อนจะหันมามองภรรยาที่กำลังกุลีกุจอเตรียมวัตถุดิบทำอาหารเย็นเพื่อฉลองการซื้อจักรยานคันใหม่
กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อหมูผัดพริกหยวกและซุปไก่ตุ๋นยาจีนสูตรพิเศษจากมิติฟาร์ม เริ่มโชยฟุ้งกระจายข้ามรั้วบ้าน ลอยไปตามสายลมยามเย็นทะลุเข้าจมูกของเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกใกล้เคียง จนหลายคนต้องกลืนน้ำลายเอื้อมมือมาลูบท้องด้วยความหิวโหย
หลินว่านหลินตักอาหารรสเลิศใส่จานกระเบื้องเคลือบอย่างประณีต เธอยกมาวางไว้บนโต๊ะไม้เก่าๆ กลางบ้าน ก่อนจะหันไปสบตากับสามีหนุ่มผู้คลั่งรักที่กำลังมองเธอด้วยสายตาหวานเชื่อม
“วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว ทานข้าวกันเถอะครับลู่จวินถิง” ว่านหลินเอ่ยชวนด้วยรอยยิ้มละมุน
ลู่จวินถิงยิ้มรับ มือหนากำลังจะเอื้อมไปหยิบตะเกียบส่งให้ภรรยา แต่ทว่า—
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมีคนพยายามพังเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายของคนกลุ่มใหญ่ที่หน้าบ้าน ซึ่งน้ำเสียงนั้นคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าคุ้นเคย... มันคือเสียงของ "หลินเจี้ยนกั๋ว" พี่ชายตัวแสบของเธอที่หายหน้าหายตาไปนาน และตอนนี้เขากำลังกลับมาพร้อมกับแผนการสกปรกครั้งใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะครับ
เกิดใหม่เป็นสะใภ้ตัวแสบ พร้อมฟาร์มมหัศจรรย์ยุค 70•ตอนที่ 11
ซื้อจักรยานคันใหม่ให้ชีวิตสะดวกสบาย
ผลงานโดย เซียนหุ้นย้อนเวลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนหุ้นย้อนเวลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกิดใหม่เป็นสะใภ้ตัวแสบ พร้อมฟาร์มมหัศจรรย์ยุค 70 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!