คราบเขม่าสีดำบนก้นหม้อดินเผายังไม่ทันเย็นสนิท กลิ่นหอมฉุนของพริกเสฉวนคั่วและน้ำมันพริกเผาตำรับเฉพาะตัวก็ลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องครัวหลังบ้าน หลินซูเหยาวางตะหลิวไม้ลงบนขอบอ่างอย่างเบามือ นิ้วเรียวเรียวปาดเหงื่อที่ผุดพรายตามกรอบหน้าออกเล็กน้อย สายตาของเธอยังคงจับจ้องไปที่เงาร่างสูงโปร่งที่ทอดทาอยู่หลังประตูไม้ไผ่ที่ปิดสนิท
"มู่หยาง... ดูเหมือนเกมครั้งนี้จะไม่ได้จบแค่เรื่องเงิน" หลินซูเหยากระซิบ ประโยคนี้ยังคงก้องกังวานอยู่ในความคิด ขณะที่เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง เป็นจังหวะที่คุ้นเคยแต่น่าสงสัยในยามวิกาลเช่นนี้ หลินซูเหยาไม่รีบร้อนเปิด นางกวาดสายตามองไปที่เด็กแฝดทั้งสองซึ่งหลับสนิทอยู่บนเตียงไม้ไผ่ด้านใน ก่อนจะหยิบมีดสับกระดูกเล่มคมขึ้นมาถือไว้หลวมๆ ที่ข้างลำตัว แล้วจึงเดินไปแง้มประตูออกช้าๆ
แสงจันทร์สาดส่องลงมาทาบบนร่างของชายหนุ่มผู้ยืนอยู่หน้าประชิด เขาสวมชุดทหารสีหม่นที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินและคราบเหงื่อไคล ใบหน้าคมคายมีร่องรอยบาดแผลจากการเดินทางไกล แต่สิ่งที่ทำให้หลินซูเหยาต้องชะงักงันคือประกายในดวงตาคู่นั้น—มันไม่ใช่สายตาของสามีผู้ซื่อบื้อที่นางเคยรู้จักในความทรงจำเดิม แต่มันคือสายตาของเหยี่ยวหนุ่มที่กำลังสำรวจเหยื่อ... หรืออาจจะกำลังประเมินภรรยาที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคน
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใดยังไม่นอนอีกเล่า ซูเหยา"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นแหบพร่าเล็กน้อยจากการเหนื่อยล้า แต่แฝงไว้ด้วยกระแสความกดดันที่ทำให้อากาศรอบตัวคล้ายจะหนักอึ้งขึ้นมาทันตา
หลินซูเหยาไม่ได้ลดการระแวดระวังลง นางหรี่ตามองสามีที่เพิ่งกลับจากชายแดน พลางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เฉียบคมไม่แพ้กัน "ถ้าข้าไม่ตื่นขึ้นมาเคี่ยวพริกทำน้ำมันหอมสำหรับขายพรุ่งนี้ เกรงว่าพวกเราคงไม่มีแม้แต่ข้าวต้มก้นหม้อกรอกปากหรอกครับ... เอ๊ย... ข้าหมายถึง... ท่านพี่ต่างหากที่น่าสงสัย กลับมาดึกดื่นป่านนี้แถมยังมีกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ ติดตัวมาด้วย ท่านไปทำอะไรมากันแน่?"
เฉินมู่หยางชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากหนา เขาไม่ตอบคำถามในทันที แต่กลับก้าวล้ำเข้ามาในห้องครัวโดยพละการ ร่างสูงใหญ่ทำให้ห้องครัวแคบๆ ดูคับแคบลงถนัดตา จมูกโด่งเป็นสันสูดกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่ลอยวนอยู่ในอากาศฟอดใหญ่
"กลิ่นนี่..." มู่หยางหรี่ตามองหม้อดินเผาบนเตา "เจ้าเปลี่ยนไปมากทีเดียว ซูเหยา ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เจ้าทำอาหารให้มีกลิ่นอายเย้ายวนใจถึงเพียงนี้ หรือว่า... คนของทางการที่วนเวียนอยู่แถวหมู่บ้านเราเมื่อครู่ เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?"
คำถามนั้นพุ่งตรงราวกับลูกศรที่ถูกนวดด้วยพิษ หลินซูเหยาสدสะท้านในใจวูบหนึ่ง นางรู้ทันทีว่าสามีคนนี้ไม่ได้ซื่อบื่ออย่างที่ใครๆ นินทา เขาผ่านความเป็นความตายในสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน ประสาทสัมผัสย่อมเฉียบคมกว่าคนทั่วไปเป็นร้อยเท่า
"คนของทางการ?" หลินซูเหยาแสร้งทำเป็นเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ นางวางมีดลงบนโต๊ะเสียงดัง 'ก๊อก' เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจ "ข้าเป็นแค่ม่ายสาว... เอ่อ เป็นแค่ภรรยาและแม่บ้านที่ต้องเลี้ยงลูกแฝด วันๆ วุ่นอยู่แต่กับแปลงผักและหน้าเตาไฟ จะไปเกี่ยวข้องอะไรกับคนของทางการได้ ท่านพี่... ท่านเพิ่งกลับมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่ท่านทำไม่ใช่การกอดลูกเมีย แต่เป็นการมาซักไซร้ไล่เลียงข้าเหมือนข้าเป็นนักโทษอย่างนั้นหรือ?"
มู่หยางนิ่งงงไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำตัดพ้อ ทว่าแววตาของเขากลับไม่มีความเชื่อใจแม้แต่น้อย เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวนาง ร่างกายกำยำแผ่ซ่านไอความร้อนระอุจากภายนอกเข้ามาปะทะจนหลินซูเหยาต้องถอยหลังไปชนขอบโต๊ะ
"ข้าไม่ได้มองเจ้าเป็นนักโทษ ซูเหยา" มู่หยางโน้มตัวลงมา กระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาขนลุกชัน "แต่ข้าแค่อยากรู้ว่า... ภรรยาที่เคยร้องห่มร้องไห้ขอเงินไปเล่นการพนันเมื่อเดือนก่อน เหตุใดตอนนี้จึงมีความสามารถในการวางแผนค้าขาย แถมยังมีฝีมือทำอาหารที่แม้แต่พ่อครัวในกองทัพยังต้องยอมสยบ... เจ้าเป็นใครกันแน่?"
บรรยากาศในห้องครัวเงียบงันลงทันที เสียงจิ้งหรีดนอกหน้าต่างราวกกับถูกกลืนหายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่รดรดกันอยู่ใกล้แค่เอื้อม หลินซูเหยาหัวใจเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นเต้น นางรู้ว่าหากตอบไม่ดี ความลับเรื่องที่นางทะลุมิติมาอาจถูกเปิดเผย และจุดจบอาจไม่ใช่แค่การหย่าร้าง
ทว่า ในวินาทีที่นางกำลังจะเอ่ยปากแก้ตัว สายตาของเฉินมู่หยางก็กวาดไปเห็นถาดไม้ไผ่ที่วางอยู่มุมห้อง บนนั้นมีซาลาเปาแป้งหมักยัดไส้เนื้อสับปรุงรสด้วยสูตรพิเศษที่นางเพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ ไอความร้อนยังคงลอยกรุ่น ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนของเนื้อย่างและเครื่องเทศเตะจมูกอย่างจัง
ทัศนคติที่เคร่งเครียดของนายทหารหนุ่มพลันสะดุดกึก ท้องของเขาที่ไม่ได้ตกถึงท้องมาสามวันเต็มส่งเสียงร้องโครกคราออกมาเบาๆ อย่างไม่รักดี
มู่หยางกะพริบตาปริบๆ ความสงสัยเมื่อครู่คล้ายถูกกลิ่นหอมของซาลาเปานั้นพัดพาหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเหลือบมองภรรยาด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากพิพากษาเป็นความเวทมนตร์บางอย่าง
"เอ่อ..." มู่หยางกระแอมเบาๆ กลบเกลื่อนความอับอาย "เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน... ซูเหยา เจ้าพอจะมีซาลาเปานั่นเหลือให้สามีผู้หิวโหยนี่สักลูกสองลูกหรือไม่?"
หลินซูเหยาแอบถอนหายใจโล่งอก มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ในทันที เกมการลองเชิงครั้งนี้ นางเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าเสียแล้ว
"อยากกินหรือครับ?" หลินซูเหยาเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อม แววตาฉายแววสนุกสนาน "ถ้าอยากกิน ท่านต้องตอบมาก่อนว่า... คนของทางการที่ท่านพูดถึงเมื่อครู่ แท้จริงแล้วกำลังตามล่าใครอยู่กันแน่?"
เฉินมู่หยางชะงักค้าง มือหนาที่กำลังเอื้อมไปหยิบซาลาเปาต้องหยุดชะงักกลางอากาศ ดวงตาคมกริบมองภรรยาด้วยความคาดไม่ถึง คล้ายเพิ่งตระหนักได้ว่า... ภรรยาตัวน้อยของเขาในตอนนี้ ไม่ใช่ลูกไก่ในกำมืออีกต่อไปเสียแล้ว
และในจังหวะที่ความตึงเครียดกำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่พร้อมกับคบเพลิงที่สว่างวาบก็พุ่งตรงมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้านของพวกเขา!
"เรียนใต้เท้า! เราพบร่องรอยผู้ต้องสงสัยหนีมาหลบซ่อนอยู่ละแวกนี้ ค้นบ้านหลังนี้ให้ทั่ว!" เสียงตะโกนก้องด้วยความเกรี้ยวกราดดังทะลุเข้ามาในความมืด พร้อมกับเสียงถีบประตูรั้วไม้ไผ่พังโครมลงมาอย่างไม่เกรงใจใคร!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะครับ
เมนูปรุงรักของอดีตนางร้ายที่ผันตัวมาเป็นแม่ครัวท้ายหมู่บ้าน•ตอนที่ 13
ต้อนรับการกลับมาของพ่อทหาร
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมนูปรุงรักของอดีตนางร้ายที่ผันตัวมาเป็นแม่ครัวท้ายหมู่บ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!