เมนูปรุงรักของอดีตนางร้ายที่ผันตัวมาเป็นแม่ครัวท้ายหมู่บ้าน•ตอนที่ 3

สั่งสอนแม่สามีที่บุกมาขอส่วนแบ่ง

ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
เสียงเคาะประตูรั้วไม้ไผ่หน้าบ้านท้ายหมู่บ้านดังขึ้นติดต่อกันหลายครั้ง ราวกับคนเคาะกำลังใช้ความโกรธเกรี้ยวเป็นตัวขับเคลื่อนไม้ในมือ หลินซูเหยาชะงักมือที่กำลังหั่นรากบัวขาวอวบอบนิ้วหนึ่ง เธอกวาดสายตาคมกริบมองไปยังทิศทางของประตูรั้วเล็กน้อย ใบหน้าเนียนนุ่มไม่ได้ปรากฏร่องรอยของความตกใจแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างรู้ทัน "มาเร็วกว่าที่คิดเสียอีกนะเนี่ย..." ซูเหยาวางมีดสเตนเลสในมือลงบนเขียงไม้ ก่อนจะล้างมือในอ่างดินเผาอย่างใจเย็น เช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าสะอาด แล้วเดินออกไปช้าๆ สองก้าวแรกที่ก้าวพ้นธรณีประตูครัว แฝดชายหญิงตัวน้อยที่กำลังนั่งเล่นลูกสนแห้งอยู่ใต้ชายคาเงยหน้าขึ้นมองมารดาพร้อมกันด้วยแววตาสั่นระริก "ท่านแม่... เสียงใครทุบประตูเสียงดังจังเลยขอรับ น่ากลัวจัง" เสี่ยวเป่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ขณะที่เสี่ยวหลิงขยับเข้ามาซชายกระโปรงของมารดาแน่น ซูเหยาคุกเข่าลง ลูบศีรษะของเด็กทั้งสองด้วยความอ่อนโยน แววตาที่มองลูกๆ เต็มไปด้วยความรักความอบอุ่นที่แตกต่างจากยามเผชิญหน้ากับคนนอกอย่างสิ้นเชิง "ไม่ต้องกลัวลูก พ่อของพวกเจ้ากำลังฝึกซ้อมอยู่ในค่าย แต่อย่าลืมว่า... ตอนนี้แม่ของพวกเจ้าอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครรังแกบ้านเราได้หรอกนะ ไปนั่งรอในห้องก่อน เดี๋ยวมารดาจะจัดการเอง" สิ้นคำพูดของนาง เสียงโวยวายแหลมสูงก็ดังทะลุประตูรั้วเข้ามาทันที "หลินซูเหยา! นังตัวดี! ลูกสะไภ้เนรคุณ! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! คิดจะทำตัวเป็นเต่าหดหัวอยู่ในบ้านหลังนี้คนเดียวหรือไง! เปิดประตูรับแม่สามีคนนี้เดี๋ยวนี้!" เสียงแหลมแสบแก้วหูนั้นเป็นของใครไปไม่ได้นอกจาก "นางโจว" แม่สามีผู้เห็นแก่ตัวและจอมตะกละที่มักจะแวะเวียนมาสูบเลือดสูบเนื้อครอบครัวนี้อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในยามที่เฉินมู่หยางส่งเบี้ยหวัดทหารกลับมา ซูเหยาเหยียดยิ้มเย็นชาที่มุมปาก นางเดินไปปลดกลอนประตูรั้วไม้ไผ่แล้วกระชากเปิดออกกว้างทันที แรงผลักทำให้นางโจวที่กำลังเงื้อมือจะเคาะซ้ำเกือบเสียหลักคะมำไปข้างหน้า หากไม่ได้ไม้เท้าคู่ใจช่วยยันไว้คงล้มหน้าคว่ำไปแล้ว "อุ๊ย! เบาหน่อยสิครับท่านแม่ มือไม้หนักหน่วงปานนี้ กลัวว่าประตูบ้านจนๆ ของข้าจะพังเสียก่อนน่ะสิ" ซูเหยาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าแฝงความประชดประชันอย่างไม่ปิดบัง นางโจวหน้าดำคร่ำเครียด ดวงตาเรียวเล็กตี่จ้องมองลูกสะไภ้หัวดื้อตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความหมั่นไส้ นางสะบัดหน้าพรืดแล้วผลักไหล่ซูเหยาเพื่อจะเดินดุ่มๆ เข้ามาในบ้านทันที "นังสารเลว! กล้าดียังไงถึงให้ฉันยืนตากแดดรอนานขนาดนี้! หลบไป! ฉันจะเข้าไปดูข้างใน ข้าได้ข่าวว่ามู่หยางส่งเงินเดือนงวดล่าสุดมาให้เจ้าตั้งเยอะแยะ ไหนล่ะ? เอาออกมาแบ่งให้ฉันครึ่งหนึ่งเดี๋ยวนี้! ข้าเป็นแม่นะ ค่าเลี้ยงดูบุตรชายข้าตั้งแต่นิดจนโต เจ้าต้องตอบแทน!" ซูเหยาไม่ขยับเขยื้อน นางยืนขวางทางเข้าประตูเรือนเอาไว้ราวกับภูเขาหินผา สายตาด chiling มองแม่สามีด้วยความนิ่งสงบ ไร้ซึ่งความเกรงกลัว "เงินเดือนของมู่หยางหรือครับ? ช่างน่าแปลกเสียจริง..." ซูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานชัดเจน "เงินก้อนนั้นถูกส่งมาถึงมือข้าเมื่อสามวันก่อน และข้าก็ได้จัดการใช้หนี้ค่าข้าวค่าเกลือที่ท่านแม่เคยมา 'ยืม' ไปเมื่อเดือนก่อนจนหมดเกลี้ยงแล้วกระมังครับ หรือว่าท่านแม่ความจำเสื่อมเสียแล้ว ถึงจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นหนี้ร้านค้าในตลาดเท่าไหร่" "เหลวไหล!" นางโจวแผดเสียงลั่น หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ "นั่นมันเรื่องเก่า! เงินรอบนี้คือเงินก้อนใหม่! มู่หยางเป็นลูกชายข้า ข้าจะเอาเงินของเขามาใช้มันผิดตรงไหน! ส่วนเจ้า นังตัวกินข้าวเปล่าๆ ปลี้ๆ วันๆ เอาแต่ขังตัวอยู่ในครัว ทำอาหารกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วหมู่บ้าน ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!" ท่ามกลางเสียงโวยวายของนางโจว ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงที่ได้ยินเสียงเอะอะต่างก็แอบชะเง้อมองผ่านรั้วบ้านเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางคนถึงกับส่ายหน้าด้วยความระอาใจกับความหน้าหนาของนางโจว แต่ซูเหยาหาได้สะทกสะทานไม่ นางกลับยกมือขึ้นกอดอก ปรายตามองแม่สามีด้วยท่าทีเยือกเย็นราวกับกำลังมองตัวตลกในโรงงิ้ว "ท่านแม่บอกว่าข้าไร้ยางอายและกินข้าวเปล่าๆ ปลี้ๆ อย่างนั้นหรือครับ?" ซูเหยาหัวเราะในลำคอเบาๆ "น่าขันเสียจริง... ตั้งแต่ข้าแต่งเข้าตระกูลเฉินมา มีวันไหนบ้างที่ท่านแม่ไม่เคยหิ้วตะกร้าเปล่ามาแล้วกวาดเอาเสบียงอาหารในบ้านข้ากลับไปจนเกลี้ยง? มีวันไหนบ้างที่ท่านแม่ไม่เคยมาไถเงินข้าอ้างว่าน้องรองต้องใช้สอบจอหงวน? เงินของมู่หยางไม่ใช่บ่อนเบี้ยที่ท่านจะมาตักตวงตามอำเภอใจได้นะคร้าบ!" "นัง... นังสะไภ้ปากดี! แกกล้าขึ้นเสียงใส่ฉันเรอะ!" นางโจวโมโหจนตัวสั่น ยกมือขึ้นหมายจะตบหน้าลูกสะไภ้ให้หายแค้น ทว่าในจังหวะนั้นเอง ซูเหยาไม่ได้หลบหนี นางกลับคว้าข้อมือเหี่ยวย่นของนางโจวไว้แน่นด้วยแรงที่คาดไม่ถึง แรงบิดข้อมือนั้นมั่นคงและเด็ดขาดจนนางโจวต้องร้องโอ๊ยออกมาด้วยความเจ็บปวด "จำไว้นะครับท่านแม่..." ซูเหยาโน้มตัวเข้าไปกระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกที่ได้ยินกันเพียงสองคน "บ้านหลังนี้... และทุกอย่างในบ้านหลังนี้ เป็นหยาดเหงื่อแรงกายของมู่หยางและข้า หากท่านยังกล้ามาอาละวาดหรือคิดจะแย่งชิงอะไรไปอีกแม้แต่แดงเดียว อย่าหาว่าข้าคนนี้ไม่ไว้หน้า ลากคอท่านประจานให้คนทั้งอำเภอได้รู้ว่าแม่สามีผู้ดีงามของข้าทำตัวเป็นปลิงสูบเลือดครอบครัวทหารอย่างไร!" ดวงตาของนางโจวเบิกกว้างด้วยความตกใจ หญิงสาวตรงหน้าคนนี้ไม่เหมือนหลินซูเหยาคนเดิมผู้ขี้ขลาดและยอมให้รังแกมาตลอด สายตาคู่นั้นดุดันและเฉียบคมราวนักล่า ทำให้คนแก่เจ้าเล่ห์อย่างนางรู้สึกหนสันหลังวาบขึ้นมาอย่างกะทันหัน ซูเหยาผลักข้อมือนั้นออกเบาๆ ทำให้นางโจวเซถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงดังฟังชัดให้ชาวบ้านรอบข้างได้ยินถ้วนหน้า "ถ้าท่านแม่ไม่มีธุระอันใดอื่นแล้ว ก็เชิญกลับไปเสียเถอะครับ ข้าต้องรีบเตรียมอาหารกลางวันให้สามีและลูกๆ หากท่านยังมายืนโวยวายสร้างความรำคาญไม่เลิก เกรงว่าข้าคงต้องเชิญ 'หัวหน้าหมู่บ้าน' มาช่วยตัดสินความกันเสียหน่อย ว่าการที่แม่สามีบุกรุกเคหสถานและรีดไถทรัพย์สินซ้ำซากเช่นนี้ มีความผิดตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างไรบ้าง!" คำว่า 'หัวหน้าหมู่บ้าน' และ 'กฎหมายบ้านเมือง' ทำให้นางโจวหน้าถอดสีทันที นางรู้ดีว่าหากเรื่องถึงหูทางการ ภาพลักษณ์ของครอบครัวนางจะป่นปี้ นางโจวชี้หน้าซูเหยาด้วยความแค้นเคือง กัดฟันกรอด "ดี! ดีมาก นังสะไภ้เนรคุณ! เจ้าจำคำวันนี้ไว้ให้ดี! อย่าหวังว่าฉันจะเหยียบเข้ามาบ้านนี้อีก!" พูดจบ นางก็สะบัดหน้าหนี เดินกระแทกเท้าออกไปจากรั้วบ้านด้วยความอับอาย ขายหน้าชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่รอบนอก ซูเหยายืนมองแผ่นหลังของแม่สามีที่เดินลับตาไปอย่างไม่รีบร้อน นางระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ความตึงเครียดในอากาศพลันสลายหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของรากบัวและเครื่องเทศที่หมักไว้ในครัวซึ่งเริ่มโชยออกมาเตะจมูกอีกครั้ง เมื่อหันกลับมา นางก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าเฉินมู่หยาง สามีหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารที่ควรจะอยู่ในค่าย กลับยืนพิงกรอบประตูครัวอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สายตาคมกريบของเขาจ้องมองนางด้วยแววตาที่ล้ำลึกและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา มู่หยางมองภรรยาของตนตั้งแต่หัวจรดเท้า ความแข็งกร้าว เด็ดเดี่ยว และฉลาดหลักแหลมเมื่อครู่ ทำให้หัวใจของนายทหารหนุ่มเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง เขาไม่เคยรู้เลยว่าภรรยาของตนจะมีด้านที่งดงามและทรงพลังเช่นนี้ซ่อนอยู่ ซูเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อสบตาเข้ากับสามี นางส่งยิ้มหวานหยดที่ชวนให้คนมองใจละลาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า "ท่านพี่... กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันหรือครับ? หรือว่าติดใจฝีมือทำอาหารของภรรยา จนต้องรีบกลับบ้านมาก่อนเวลาแบบนี้กันแน่?" มู่หยางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ภรรยาช้าๆ แววตาคมกริบฉายประกายความอบอุ่นลึกล้ำ เขาเอื้อมมือหนาขึ้นโอบเอวบางของนางเข้ามาแนบชิดโดยไม่ทันให้อตั้งตัว ใบหน้าคมเข้มโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ริมฝีปากของนาง "ข้ากลับมาทันได้เห็นแม่เสือสาวปกป้องถิ่นของตัวเองพอดี..." มู่หยางกระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่สั่นพร่าเล็กน้อย "และบอกตามตรง... ข้าไม่ได้ติดใจแค่ฝีมือทำอาหารหรอกนะ ซูเหยา..." ยังไม่ทันที่ซูเหยาจะได้เอ่ยปากตอบโต้ สายตาของมู่หยางก็เหลือบไปเห็นหม้อดินเผาใบบัวบนเตาไฟที่กำลังเดือดปุดๆ ควันสีขาวลอยกรุ่นพร้อมกับกลิ่นหอมหวานเย้ายวนของ "ซี่โครงหมูตุ๋นรากบัวน้ำผึ้งป่า" ที่อบอวลไปทั่วทั้งห้องครัวและลอยออกไปถึงนอกรั้วบ้าน ชวนให้ท้องไส้ปั่นป่วนขึ้นมาทันที และในวินาทีนั้นเอง... เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่มีความลับซ่อนอยู่ กำลังก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้าน... ขอบคุณที่ติดตามอ่านและสนับสนุน "ใบชาหอมหมื่นลี้" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมนูปรุงรักของอดีตนางร้ายที่ผันตัวมาเป็นแม่ครัวท้ายหมู่บ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%