คราบน้ำมันหล่อลื่นและกลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดินยังติดอยู่ที่ปลายจมูก ทว่าเวลานี้ กลิ่นหอมจาง ๆ ของชาเอิร์ลเกรย์ผสมกลิ่นบุหรี่ราคาแพงจากห้องทำงานส่วนตัวของบูรพา กลับลอยมาปะทะประสาทสัมผัสที่ตึงเครียดของกรินทร์อย่างชัดเจน
ปลายนิ้วที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิทของชายหนุ่มกำลังกดทับลงบนแผงวงจรดิจิทัลขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกับรูกุญแจสำรอง เสียงสัญญาณเตือนความถี่ต่ำดัง ‘ติ๊ด… ติ๊ด…’ แผ่วเบาราวกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวาดระแวงในอกของลลิล หญิงสาวก้าวเข้ามาประชิดแผ่นหลังของเขา ร่างบางแนบชิดเพื่อบังสายตาจากมุมอับของกล้องวงจรปิดด้านนอก ลมหายใจอุ่นร้อนของเธอเป่ารดต้นคอของกรินทร์ ทว่าในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นนี้ ไม่มีใครมีสิทธิ์ปล่อยให้ความหวั่นไหวเข้ามาครอบงำ
"อีกสามวินาที... ระบบล็อกชั้นที่สองจะคลายตัว" เสียงทุ้มต่ำของกรินทร์ลอดไรฟันออกมาอย่างควบคุมอารมณ์ ดวงตาคมกริบใต้เงาหมวกแก๊ปหรี่ลงด้วยความใช้สมาธิ
สติปัญญาและความสุขุมเยือกเย็นคือเกราะคุ้มกันเดียวที่เขามี นับตั้งแต่คืนวันที่เพลิงผลาญบ้านพักและพรากทุกอย่างไปจากชีวิต ปมในอดีตนั้นไม่เคยเลือนหาย มันกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงที่หล่อหลอมให้เขายอมทำทุกอย่าง แม้กระทั่งการเหยียบย่างเข้าสู่รังของสدาอย่างบูรพา เพื่อค้นหาเอกสารชิ้นสำคัญที่จะกระชากหน้ากากคนสารเลวผู้นั้นออกมาสู่แสงสว่าง
*คลิก*
เสียงกลไกภายในตู้เซฟขนาดมหึมาที่ฝังอยู่หลังภาพวาดสีน้ำมันยุคเรเนซองส์ดีดตัวออกเบา ๆ ลลิลผ่อนลมหายใจยาวเหยียดที่อั้นไว้ทันที เธอยื่นมือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยเข้าไปดึงแฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำตาลเข้มออกมาจากช่องเก็บของภายใน
"เจอแล้ว..." เสียงเธอกระซิบแผ่วเบา ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นตราประทับลับของกระทรวงคมนาคมและลายเซ็นของบูรพาที่ปรากฏหราอยู่บนหน้ากระดาษแผ่นแรก "นี่คือหลักฐานการฮั้วประมูลโครงการเมกะโปรเจกต์... ทั้งหมดอยู่ที่นี่"
"อย่าเพิ่งวางใจ" กรินทร์เอ่ยตัดบท มือหนารีบคว้าแฟ้มเอกสารมาพลิกดูผ่าน ๆ อย่างรวดเร็ว สายตาคมกวาดมองตัวเลขและรายชื่อบัญชีลับด้วยความเร็วสูง ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะปิดแฟ้มเพื่อเก็บใส่กระเป๋าเป้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก
กรับ... กรับ... กรับ...
มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของยามรักษาความปลอดภัยทั่วไป น้ำหนักที่กดลงบนพื้นพรมราคาแพง ความเร่งรีบที่แฝงด้วยความฉุนเฉียว และเสียงเคาะไม้เท้ากระทบพื้นเบา ๆ เป็นจังหวะ... บูรพา!
"ซวยแล้ว" ลลิลหน้าถอดสี มือที่ถือเอกสารสั่นสะท้อนจนเกือบทำกระดาษหลุดร่วง เธอมองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตระหนก ห้องทำงานนี้ไม่มีทางออกอื่นนอกจากประตูหลักที่บัดนี้เงาสะท้อนของผู้มาเยือนกำลังทาบทับลงบนกระจกฝ้าหน้าห้องแล้ว
กรินทร์ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ความเด็ดขาดอันเป็นเอกลักษณ์พุ่งพล่านขึ้นในสายตา เขาคว้าข้อมือของลลิลแล้วดึงเธอเข้าไปหลบหลังผ้าม่านกำมะหยี่สีแดงผืนหนาที่ปิดทึบระเบียงกระจก พื้นที่แคบ ๆ บีบบังคับให้ร่างของทั้งสองแนบชิดกันจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของกันและกัน กลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวของหญิงสาวเจือจางด้วยกลิ่นเหงื่อจากการหลบหนี ทว่ากรินทร์กลับนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบจดจ้องผ่านรอยแยกของผ้าม่านด้วยความระแวดระวังขั้นสุด
ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกอย่างแรง บูรพาก้าวเข้ามาพร้อมกับลูกน้องร่างยักษ์อีกสองคน กลิ่นซิการ์ราคาแพงลอยตลบอบอวลไปทั่วห้อง บูรพาหยุดยืนอยู่กลางห้อง รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏบนใบหน้าอิ่มเอิบ เขาหันมองไปรอบ ๆ ราวกับสัญชาตญาณของนักล่ากำลังบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
"เปิดไฟให้หมด" เสียงแหบห้าวออกคำสั่งด้วยความหงุดหงิด "แล้วไปตรวจดูที่ตู้เซฟซิ ทำไมฉันรู้สึกเหมือนมีคนเพิ่งเปิดมัน..."
ลูกน้องคนสนิทก้าวตรงไปยังภาพวาดสีน้ำมันที่ปิดทับตู้เซฟทันที ระยะห่างระหว่างพวกมันกับจุดซ่อนตัวของกรินทร์และลลิลเหลือเพียงไม่ถึงสามก้าว ลลิลหลับตาปี๋ มือเล็กกำชายเสื้อกันหนาวของกรินทร์แน่นจนข้อต่องอขาวโพลน เธอกลั้นหายใจราวกับกลัวว่าเสียงลมหายใจจะทรยศพวกเขา
กรินทร์เลื่อนมือขวาลงไปแตะด้ามมีดพกอเนกประสงค์ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตอย่างเงียบเชียบ สายตาคมปลาบจับจ้องไปที่ร่างของลูกน้องบูรพาที่กำลังยื่นมือออกไปสัมผัสกรอบรูปภาพวาด ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม หากความแตกในวินาทีนี้ แผนการทั้งหมดตลอดหลายปีจะพังทลายลง และไม่มีใครรอดออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้ได้อย่างแน่นอน
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของบูรพาก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบงันที่น่าอึดอัด บูรพาขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ ควักเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาดูหน้าจอ ก่อนจะกดรับด้วยน้ำเสียงกระด้าง
"มีอะไร... ฉันกำลังยุ่ง!"
เสียงปลายสายตอบกลับมาเบา ๆ ทว่าสีหน้าของบูรพาเปลี่ยนจากความหงุดหงิดเป็นความตกใจระคนโกรธจัดในเสี้ยววินาที ดวงตาเรียวเล็กเบิกกว้างขึ้นอย่างคาดไม่ถึง
"แกพูดว่าอะไรนะ... ใครเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องนั้นออกไปสำนักข่าวพรีเมียม!"
บรุพาตวาดลั่นห้องจนลูกน้องที่กำลังจะเปิดตู้เซฟต้องสะดุ้งโหยงและชักมือกลับทันที บูรพาสบถคำหยาบออกมาคำโตก่อนจะรีบเดินจ้ำอ้าวยาว ๆ ออกจากห้องไปพร้อมกับลูกน้องทั้งสอง เพื่อจัดการกับวิกฤตการณ์ใหม่ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไร้ความปรานี
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับความเงียบที่กลับคืนมาอีกครั้ง
ลลิลทรุดตัวลงพิงผนังห้องเบื้องหลังผ้าม่านด้วยความอ่อนระทรวย ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นกลัวและความโล่งใจที่ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก เธอยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูดอะไร กรินทร์ก็ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากของตนเองเป็นเชิงห้ามปราม สายตาของเขายังคงจ้องมองไปที่ประตูห้องที่ปิดสนิท
เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความโชคดี แต่มันคือเกมจิตวิทยาที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ชายหนุ่มค่อย ๆ แง้มผ้าม่านออกเพื่อมองสำรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกจากที่ซ่อน สายตากลับเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่ตกอยู่บนโต๊ะทำงานของบูรพา ใกล้กับจุดที่โทรศัพท์เครื่องนั้นวางอยู่
ข้อความบนกระดาษโน้ตเขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ทว่าชัดเจนจนทำให้กรินทร์ต้องหยุดชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัดไปชั่วขณะ
*รายชื่อผู้ร่วมสมรู้ร่วมคิดคนต่อไป... กรินทร์*
ดวงตาสคมกริบหดแคบลงทันch ทันใดนั้น ไฟส่องสว่างทั่วทั้งคฤหาสน์ก็ดับวูบลงพร้อมกัน ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่ง และเสียงล็อกประตูด้านนอกก็ดังขึ้น *คลิก!* — พวกมันไม่ได้เดินจากไป... แต่กำลังขังพวกเขาให้อยู่ในกรงขังนี้ด้วยกัน
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ จากใจ "ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ"
เงาแห่งพันธนาการ•ตอนที่ 7
ความลับในตู้เซฟ
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาแห่งพันธนาการ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!