กลิ่นอายของไวน์วินเทจราคาแพงระเหยผสมผสานกับกลิ่นน้ำหอมตระกูลโอเรียนทัลราคาแพงระยับในห้องโถงจัดเลี้ยงของคฤหาสน์ตระกูลบูรพา มันไม่ใช่กลิ่นที่ชวนให้รื่นรมย์ สำหรับกรินทร์แล้ว กลิ่นเหล่านี้ไม่ต่างอะไรจากกลิ่นอายของซากศพที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดี เพื่ออำพรางความเน่าเฟะที่กัดกินอยู่ภายใน
เสียงหัวเราะต่อกระซิกของเหล่าชนชั้นนำดังเคล้าคลอไปกับเสียงบรรเลงเปียโนคลาสสิกจากมุมห้อง ทุกคนต่างสวมหน้ากากเข้าหากัน รอยยิ้มถูกประดับไว้บนใบหน้าอย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่ามันจะหลุดร่วงลงมาเผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริง
กรินทร์ยืนนิ่งสงบอยู่ริมเสาหินอ่อนสีขาว ท่ามกลางกระแสธารของผู้คนในชุดราตรีและสูทตัดเย็บพิเศษ เขาสวมสูทสีดำสนิทที่กลมกลืนไปกับความมืดมิดในจิตใจ มือเรียวยาวถือแก้วแชมเปญทรงสูงไว้เพียงเพื่อเป็นเครื่องมือในการปกปิดความกระอักกระอ่วน ไม่มีแม้แต่หยดเดียวที่ถูกแตะต้อง สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องราวกับเหยี่ยวที่กำลังสำรวจอาณาเขตของเหยื่อ
เป้าหมายของเขาในค่ำคืนนี้ไม่ใช่การมาดื่มด่ำกับบรรยากาศอันหรูหราเหล่านี้ แต่เป็นการตามหาเศษเสี้ยวของความจริง—ความจริงที่จะกระชากหน้ากากของคนที่ทำลายครอบครัวของเขาให้หลุดลงมา
"การปรากฏตัวของ 'คนนอก' ในงานเลี้ยงปิดแบบนี้ ดูจะเป็นเรื่องที่หาดูได้ยากนะครับ คุณกรินทร์"
เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลดังขึ้นจากด้านข้าง พร้อมกับร่างสูงสง่าของชายวัยกลางคนในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูป ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร ทว่าแววตากลับว่างเปล่าและเย็นเยียบ บูรพา... ผู้ทรงอิทธิพลที่กุมชะตากรรมของเมืองนี้ไว้ครึ่งหนึ่งก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้าง โดยมีแก้วบรั่นดีอยู่ในมือ
กรินทร์ไม่แม้แต่จะหันไปมองทันที เขายังคงทอดสายตาไปยังกลุ่มนักการเมืองที่กำลังล้อมวงพูดคุยกันอย่างออกรส ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาสบตากับผู้ทรงอิทธิพลผู้นั้นด้วยรอยยิ้มที่ราบเรียบไม่แพ้กัน
"ความลับมักจะซ่อนอยู่ในที่ที่สว่างที่สุดไม่ใช่หรือครับ คุณบูรพา ผมแค่มาหาคำตอบที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรมราคาแพงเหล่านี้ก็เท่านั้นเอง" คำพูดของกรินทร์คมกริบราวกับใบมีดที่ถูกซ่อนไว้ในปลอกผ้าแพร
บูรพาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น "ความอยากรู้อยากเห็นเป็นสิ่งที่ดีครับ... แต่มันมักจะมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ คุณแน่ใจแล้วหรือว่าคุณมีทุนหนาพอที่จะจ่ายมัน?"
"ถ้ามันแลกมาด้วยความสงบสุขในชีวิต ผมคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะลงทุนครับ" กรินทร์ตอบกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น จนรอยยิ้มบนใบหน้าของบูรพากระตุกไปชั่วขณะ
ก่อนที่บทสนทนาอันเชือดเฉือนจะดำเนินไปมากกว่านั้น แสงไฟบริเวณบันไดวนชั้นสองก็หรี่ลงเล็กน้อย ดึงดูดความสนใจของแขกเหรื่อทั้งห้องให้หันไปมองเป็นตาเดียวกัน
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาแต่ก้องกังวานดังขึ้นจากเบื้องบน
ณ ที่ตรงนั้น ร่างระหงในชุดราตรีผ้าไหมสีนิลยาวลากพื้นก้าวเดินลงมา ราวกับภูตผีแห่งรัตติกาลที่ถูกเนรมิตขึ้นมาเพื่อสะกดทุกสายตา เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้ด้านหลังอย่างประณีตเผยให้เห็นลำคอระหงและดวงหน้าที่นิ่งสงบ ทว่าแววตากลับคมปลาบและเต็มไปด้วยความลับอันดำมืด
ลลิล... หญิงสาวผู้กุมกุญแจสำคัญที่กรินทร์ตามหา
ทันทีที่สายตาของเธอกวาดมาเจอเข้ากับร่างของกรินทร์ที่ยืนอยู่ริมเสา ฝีเท้าของเธอก็ชะงักไปชั่วเสี้ยววินาทีอย่างไม่มีใครสังเกตเห็น แต่สำหรับกรินทร์แล้ว รายละเอียดเล็กน้อยแค่นั้นไม่เคยรอดพ้นจากสายตาของเขา
เธอมองเขาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความประหลาดใจ คำเตือน และบางสิ่งที่ลึกล้ำยิ่งกว่าซ่อนอยู่ภายในนั้น
บูรพาหันไปมองตามสายตาของกรินทร์ รอยยิ้มเจ้าเลื้อยปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง "ดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ จะไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวหรอกนะครับที่กำลังตามหาความจริง... ขอตัวก่อนนะครับ พอดีผมมีแขกคนสำคัญต้องไปต้อนรับ"
เมื่อบูรพาเดินผละออกไป กรินทร์จึงตัดสินใจก้าวเท้าออกเดิน ตัดผ่านฝูงชนที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน มุ่งตรงไปยังทิศทางที่หญิงสาวชุดดำกำลังก้าวเดินเข้ามา
ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือเพียงไม่กี่ก้าว ลลิลหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเขา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าผสมกับความเย็นเยียบของค่ำคืนลอยเข้าแตะจมูก
"คุณไม่ควรมาที่นี่ กรินทร์" เสียงหวานเอ่ยกระซิบเบาหวานจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงดนตรี ทว่ากลับชัดเจนเสียดแทงเข้าไปในโสตประสาทของเขา
"ถ้าผมไม่มา แล้วใครจะเป็นคนลากความจริงเบื้องหลังโศกนาฏกรรมนั้นออกมาล่ะครับ?" กรินทร์กระซิบตอบ กลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
ลลิลจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่เต็มไปด้วยความระแวงและท้าทายในคราวเดียวกัน "คุณคิดว่าคุณกำลังไล่ล่าความจริง... แต่ระวังให้ดีเถอะครับ ว่าคุณอาจจะเป็นฝ่ายถูกความจริงไล่ล่าเสียเอง"
เธอยกมือขึ้นถือแก้วไวน์ของตนเองขึ้นมาชนเบาๆ กับแก้วแชมเปญที่กรินทร์ยังคงถือค้างไว้ เสียงแก้วกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งท่ามกลางเสียงจอแจรอบตัว
ทว่า ในวินาทีที่แก้วสัมผัสกันนั้นเอง ลลิลก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ใบหูของเขามากขึ้น จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ข้างแก้ม
"ถ้าคุณยังอยากมีชีวิตรอดจนถึงรุ่งสาง... จงอย่าหันกลับไปมองข้างหลังเด็ดขาด"
คำเตือนอันเย็นเยียบสิ้นสุดลงพร้อมกับการที่ลลิลผละตัวเดินผ่านเขาไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้กรินทร์ยืนนิ่งค้างอยู่กลางงานเลี้ยง
สัญชาตญาณดิบภายในกายส่งเสียงร้องเตือนภัยดังลั่น กรินทร์ค่อยๆ เหลือบสายตาไปยังเงาสะท้อนบนกระจกบานใหญ่เบื้องหน้า—เงาของชายชุดดำร่างยักษ์คนหนึ่งกำลังก้าวเข้ามาประชิดแผ่นหลังของเขา พร้อมกับปลายกระบอกโลหะเย็นเฉียบที่จี้ติดอยู่กับบั้นเอวอย่างเงียบเชียบ!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ จากใจ "ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ"
เงาแห่งพันธนาการ•ตอนที่ 2
ก้าวแรกสู่สนามอารมณ์
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาแห่งพันธนาการ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!