"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ ลูกสาวของฉัน"
ประโยคสั้นๆ นั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเซเรน ราวกับลิ่มน้ำแข็งที่ถูกตอกลงกลางใจ แม้ว่าแผ่นหลังของผู้นำตระกูลวาลคีเรียจะลับสายตาไปหลังบานประตูไม้สักทองสลักลายวิจิตรแล้วก็ตาม กลิ่นอายของความกดดันอันเป็นเอกลักษณ์ของคฤหาสน์หลังใหญ่ยังคงลอยอบอวลในห้องรับรองส่วนตัว บรรยากาศรอบตัวช่างน่าอึดอัดเสียจนเธอแทบไม่อยากหายใจเต็มปอด
บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งตรงหน้า กองตำราเวทมนตร์โบราณและบันทึกการทดลองถูกเปิดค้างไว้ หน้ากระดาษเหลืองกรอบเต็มไปด้วยสมการเวทที่ซับซ้อนเกินกว่าเด็กสาววัยเดียวกันจะทำความเข้าใจ แต่สำหรับเซเรนแล้ว มันเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ช่วยกลบเกลื่อนความสั่นเทาปลายนิ้วของเธอได้ชั่วคราว ความรู้สึกด้อยค่าที่ถูกฝังกลบไว้ด้วยทฤษฎีและตำรา กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวจากชายผู้ให้กำเนิด
"เหม่ออะไรอยู่ ยัยหัวขโมยทฤษฎี"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและติดจะเย่อหยิ่งดังขึ้นทำลายความเงียบ เซเรนกะพริบตาถี่ๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง ผู้มาใหม่คือลูซิอาน—ทายาทตระกูลเวทมนตร์ตกอับผู้มักจะปรากฏตัวพร้อมกับสีหน้าเย็นชาและท่าทีราวกับแบกภาระของโลกไว้ทั้งใบ เส้นผมสีเงินยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการเดินทาง และดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้นกำลังจ้องมองเธอด้วยความรำคาญใจปนสงสัย
"ฉันไม่ได้เหม่อ แค่กำลังคิดว่าโครงสร้างเวทของตระกูลท่านพ่อมีจุดรั่วไหลตรงไหนบ้างต่างหากล่ะ" เซเรนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พยายามปรับโทนเสียงให้มั่นคงที่สุดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับพิรุธได้
ลูซิอานแค่นหัวเราะในลำคอ เขาเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ สายตาคมกริบกวาดมองแผ่นกระดาษจดบันทึกของเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะหยุดอยู่ที่รอยหมึกหยดซึมบนกระดาษที่เกิดจากปลายนิ้วสั่นๆ ของเธอ
"มือสั่นขนาดนั้น ยังกล้าปากเก่งอีกเหรอ" ลูซิอานเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตาที่มองมากลับไม่มีประกายของการเยาะเย้ยถากถางเหมือนอย่างเคย ตรงกันข้าม... มันมีความว่างเปล่าที่เธอคุ้นเคย และความเข้าใจบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก "ฉันเจอพ่อเธอตอนเดินเข้ามา... สายตาแบบนั้น มันคือสายตาของคนที่มองเครื่องมือชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่ลูกสาว"
เซเรนชะงัก ลมหายใจสะดุดไปเสี้ยววินาที เธอมองหน้าเด็กหนุ่มผู้มีบาดแผลในใจไม่ต่างจากกัน ลูซิอานสูญเสียทุกอย่าง ตระกูลที่เคยยิ่งใหญ่เหลือเพียงชื่อและหนสิน ส่วนเธอ... มีพร้อมทุกอย่างยกเว้นการได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
"นายกำลังพูดเรื่องอะไร ลูซิอาน" เซเรนหลบสายตา หันไปจัดเรียงตำราเวทบนโต๊ะแทน
"เลิกแสร้งทำเป็นเข้มแข็งสักทีเถอะน่า เซเรน" ลูซิอานเอื้อมมือหนามาทาบลงบนกองกระดาษ หยุดการกระทำของเธอเอาไว้ แรงกดจากฝ่ามือของเขาไม่ได้หนักหน่วง แต่มันกลับทำให้เซเรนต้องเงยหน้าขึ้นสบตาโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ "เธอก็รู้ดีว่าฉันหมายถึงอะไร เราต่างก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งในกระดานของคนพวกนั้น... เพียงแต่เธอฉลาดพอที่จะสร้างเกราะกำบังด้วยทฤษฎีบ้าๆ พวกนี้ ส่วนฉันใช้ความเย็นชาเป็นโล่"
ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความอึดอัดเช่นก่อนหน้า บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความสัมพันธ์ที่เคยเป็นเพียง "คู่กัด" ที่คอยแข่งขันกันในห้องเรียนเวทมนตร์ บัดนี้กลับถูกหล่อหลอมด้วยความเปราะบางที่ทั้งคู่ต่างมีร่วมกัน
เซเรนเม้มริมฝีปากแน่น เธอกวาดสายตามองใบหน้าที่มักจะเรียบเฉยของลูซิอานเป็นครั้งแรกอย่างพินิจพิเคราะห์ ความหยิ่งทะนงที่เขาเคยแสดงออก แท้จริงแล้วเป็นเพียงเปลือกนอกที่ห่อหุ้มดวงวิญญาณอันแตกสลายเอาไว้ เช่นเดียวกับรอยยิ้มจอมปลอมที่เธอมักจะใช้ประชดประชันโลกใบนี้
"ถ้าฉันเป็นแค่หมาก..." เซเรนกระซิบแผ่วเบา ดวงตาสุกใสสะท้อนเงาของเด็กหนุ่มตรงหน้า "ฉันก็จะเป็นหมากตัวที่จะล้มกระดานนี้ทิ้งเสีย"
มุมปากของลูซิอานกระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะเย้ย แต่เป็นรอยยิ้มแห่งความเข้าใจ—ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนที่ยืนอยู่บนขอบเหวแห่งความกดดัน
"นั่นแหละคำตอบที่ฉันอยากได้ยินจากเธอ" ลูซิอานชักมือกลับ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ถ้าเธอคิดจะล้มกระดาน ฉันจะเป็นคนถือดาบให้เธอเอง... แต่ก่อนหน้านั้น เราต้องแก้โจทย์วงแหวนเวทป้องกันของตระกูลเธอให้เสร็จเสียก่อน ไม่งั้นเราคงโดนกวาดล้างก่อนจะได้เริ่มเกม"
เซเรนพยักหน้ารับ รอยร้าวในใจราวกับถูกประสานด้วยความไว้วางใจที่เพิ่งก่อตัวขึ้น เธอหยิบปากกาขนนกขึ้นมาอีกครั้ง แววตาดุดันและเต็มไปด้วยประกายแห่งความฉลาดเฉลียวกลับมาทอแสงในดวงตาของเธออีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะลูกสาวที่รอคอยการยอมรับ แต่ในฐานะนักวางกลยุทธ์ผู้กุมความลับของทฤษฎีเวทมนตร์ไร้ขอบเขต
ทั้งสองก้มหน้าลงศึกษาแผนผังวงแหวนเวทร่วมกัน การถกเถียงเรื่องสมการเวทดำเนินไปอย่างดุเดือดแต่ราบรื่นอย่างไร้รอยต่อ จากคู่กัดที่คอยขัดขา กลายเป็นคู่คิดที่เติมเต็มส่วนที่ขาดหายให้แก่กันและกันอย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางความมืดมิดของคฤหาสน์วาลคีเรีย ประกายไฟแห่งการปฏิวัติเล็กๆ ได้ถูกจุดขึ้นแล้ว
ทว่า ในขณะที่สมาธิทั้งหมดกำลังจดจ่ออยู่กับตัวเลขและอักขระเวทบนแผ่นกระดาษ เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก... มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของพ่อบ้าน หรือแม้แต่เสียงฝีเท้าของผู้นำตระกูล แต่เป็นเสียงลากโซ่เหล็กที่กระทบกับพื้นหินอย่างเชื่องช้าและน่าขนพองสยองเกล้า
*กริ๊ง... กริ๊ง...*
ลูซิอานหยุดชะงัก ปลายนี้นิ่งค้างกลางอากาศ เซเรนขมวดคิ้วแน่น หัวใจกระตุกวูบเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสมานาอันบ้าคลั่งที่พุ่งทะลุผ่านอาคมป้องกันเข้ามาในห้องโดยไม่มีสัญญาณเตือน
บานประตูไม้สักที่ปิดสนิทค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงลมประหลาด พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา ร่างนั้นหยุดยืนอยู่ท่ามกลางความมืด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าราวกับมาจากขุมนรก
"เก่งมาก... เด็กน้อยทั้งสอง แต่อาคมที่พวกเธอกำลังแก้... มันไม่ใช่ของตระกูลวาลคีเรียหรอกนะ แต่มมันคือ 'ผนึก' ที่ขังฉันไว้ต่างหากล่ะ"
[ระบบแจ้งเตือนระดับ SSS: ตรวจพบตัวตนระดับภัยพิบัติ—ผนึกโบราณถูกปลดล็อก 32%]
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับเซเรนและลูซิอานนะคะ!
ศาสตราจารย์ฝึกหัดกับทฤษฎีเวทมนตร์ไร้ขอบเขต•ตอนที่ 11
พันธะความเข้าใจ
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศาสตราจารย์ฝึกหัดกับทฤษฎีเวทมนตร์ไร้ขอบเขต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!