ศาสตราจารย์ฝึกหัดกับทฤษฎีเวทมนตร์ไร้ขอบเขต•ตอนที่ 14

ความจริงหลังม่านควัน

ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
“รอยร้าวพวกนี้ไม่ได้เกิดจากการเสื่อมสภาพตามกาลเวลาค่ะคุณลูซิอาน... แต่มันคือรอยแผลที่ถูกจงใจกรีดทับ เพื่อกลบเกลื่อนบางสิ่งที่กำลังเน่าเฟะอยู่ข้างใต้ต่างหาก” นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือหนังสีดำสนิทของเซเรนไล้ไปตามแนวร่องหินอ่อนสีนิล บริเวณฐานเสาโบราณของหอสมุดหลวงชั้นใต้ดินระดับเจ็ด—เขตหวงห้ามที่นักเรียนทั่วไปไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเดินเฉียดเข้าใกล้ เนื้อผ้าฝ้ายชั้นดีของเสื้อคลุมศาสตราจารย์ฝึกหัดขยับตามจังหวะการย่อตัวลงต่ำ ดวงตาคู่คมกวาดมองละอองเวทมนตร์สีเทาดำที่ลอยวนเวียนราวกับคราบน้ำมันบนผิวน้ำ มันไม่ใช่มานาธรรมชาติ แต่มันคือมานาที่ผ่านกระบวนการ ‘กลั่นซ้ำ’ จนผิดเพี้ยน ลูซิอานยืนกอดอกพิงผนังศิลาเย็นเฉียบอยู่เบื้องหลัง แสงจากคบเพลิงเวทมนตร์สีฟ้าอ่อนสะท้อนลงบนเรือนผมสีเงินยวงและโครงหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยจนเดาอารมณ์ไม่ได้ ดวงตาสีอัมพันหรี่ลงเล็กน้อยขณะจ้องมองแผ่นหลังของหญิงสาวผู้เป็นคู่หู เสียงรองเท้าหนังของเขาขยับเบาๆ บนพื้นหินเมื่อเขาตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้ รัศมีเวทมนตร์รอบตัวชายหนุ่มแผ่ซ่านออกมาโดยไม่รู้ตัว เป็นสัญชาตญาณการป้องกันตัวของทายาทตระกูลเวทมนตร์ตกอับที่ถูกหล่อหลอมให้ระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลา “เธอแน่ใจแค่ไหนเซเรน” น้ำเสียงทุ้มต่ำและติดจะเย็นชาเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัด “การที่เราแอบลักลอบเข้ามาในเขตกักเก็บพลังงานของสถาบันยามวิกาลแบบนี้... ถ้าศาสตราจารย์เวนเดลล์จับได้ ข้อหา ‘บุกรุกห้องนิรภัยวิจัยระดับสูง’ คงทำให้เราถูกเนรเทศออกจากสถาบันเร็วกว่ากำหนดโควตาการประเมินประจำปีเสียอีก” เซเรนไม่หันกลับไปมอง เธอแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อระบบระเบียบอันจอมปลอมของสถาบันแห่งนี้ “คุณคิดว่าศาสตราจารย์เวนเดลล์ไม่รู้เรื่องนี้อย่างนั้นหรือคะ?” เซเรนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันกลับมาเผชิญหน้ากับคู่หู ดวงตาสีไพลินฉายแวววาวโรจน์ด้วยประกายแห่งความท้าทาย “ไม่มีทางหรอกค่ะ คนระดับหัวหน้าภาควิชาทฤษฎีเวทมนตร์ไม่มีทางมองข้ามความผันผวนของค่ามานาที่ผิดปกติถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของตัวเองได้หรอก... เว้นเสียแต่ว่า เขาคือคนสั่งให้เอาพวกมันมาซ่อนไว้เอง” คำพูดนั้นทำให้ลูซิอานชะงักไป ดวงตาสีอัมพันกวาดมองรอบตัวอย่างพิจารณาใหม่อีกครั้ง บรรยากาศภายในห้องใต้ดินแห่งนี้กว้างใหญ่กว่าที่เห็นภายนอก มันเป็นห้องโถงทรงโดมขนาดมหึมาที่ถูกซ่อนไว้เบื้องหลังม่านคาถาพรางตาซ้อนทับกันถึงเจ็ดชั้น กลิ่นอายของผงศิลาเวทมนตร์และกลิ่นอายโลหะหนักลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นอับชื้น ทว่าสิ่งที่ทำให้ลูซิอานต้องขมวดคิ้วมุ่นคือ ‘วงเวท’ ขนาดมหึมาที่สลักอยู่บนพื้นเบื้องล่าง มันไม่ใช่คาถาเสริมพลังหรือคาถาป้องกันภัยทั่วไป แต่เป็นวงเวทดูดกลืนมานาขั้นสูง—วงเวทประเภทเดียวกับที่ตำราโบราณระบุว่าเป็น ‘คาถาต้องห้าม’ สำหรับการสูบพลังชีวิตเพื่อหล่อเลี้ยงบางสิ่งบางอย่าง “วงเวทดูดกลืนมานาวิญญาณ...” ลูซิอานพึมพำออกมาเบาๆ ราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง “สถาบันใช้เงินทุนมหาศาลจากค่าเทอมของพวกเราและตระกูลขุนนางเพื่อสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาเนี่ยนะ? เพื่ออะไรกัน? เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองของหอคอยใหญ่ หรือว่า...” “หรือว่าพวกเขากำลังเลี้ยงอะไรบางอย่างที่ใหญ่โตเกินกว่าจะควบคุมได้ต่างหากล่ะคะ” เซเรนพูดแทรกขึ้น น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิทแต่แฝงไปด้วยความตึงเครียด เธอหยิบสมุดบันทึกปกหนังสีดำคู่ใจขึ้นมาเปิดพลิกอย่างรวดเร็ว ปากกาขนนกในมือลอยเคว้งกลางอากาศด้วยพลังจิต บันทึกตัวเลข สูตรคำนวณ และโครงสร้างวงเวทที่ซับซ้อนถูกวาดขึ้นอย่างเป็นระบบ สมองอันปราดเปรื่องของเธอประมวลผลข้อมูลทั้งหมดที่ซ่อนอยู่หลังม่านควันแห่งคำโกหกของสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้มาเป็นแรมเดือน “จำเหตุการณ์การประลองเวทมนตร์ประจำฤดูใบไม้ผลิเมื่อสามเดือนก่อนได้ไหมคะ ที่เหล่านักเรียนชั้นปีที่สามจู่ๆ ก็หมดสติไปโดยหาสาเหตุไม่ได้ ทางสถาบันบอกว่าเป็นเพราะอาการ ‘มานาธาตุตีกลับ’ จากการฝึกฝนเกินกำลัง... แต่นั่นมันคือคำโกหกคำโตค่ะ” เซเรนก้าวเข้าไปใกล้ขอบวงเวท รัศมีสีฟ้าจากสมุดบันทึกสะท้อนบนแว่นตาใสของเธอ “พวกเขาไม่ได้หมดสติเพราะธาตุตีกลับ แต่พลังเวทในร่างกายของพวกเขาถูก ‘สูบ’ ออกไปทีละน้อยผ่านเครือข่ายใยแมงมุมมานาที่เชื่อมต่อกับพื้นห้องเรียนทุกห้องบนตึกอำนวยการ!” ความจริงอันน่าตกใจถูกเปิดเผยออกมาทีละน้อย ลูซิอานนิ่งเงียบไป สีหน้าของชายหนุ่มเคร่งขรึมลงถนัดตา ความทรงจำเกี่ยวกับน้องสาวของเขาที่เคยล้มป่วยกะทันหันด้วยอาการสูญเสียพลังเวทอย่างไร้สาเหตุในสถาบันแห่งนี้เมื่อปีก่อนผุดขึ้นมาในหัว ราวกับจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ถูกวางลงถูกที่ถูกทาง ดวงตาสีอัมพันวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ท่าทีเยชามาโดยตลอด มือหนากำหมัดแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน “พวกมัน... ใช้เด็กนักเรียนเป็นเครื่องสังเวยเพื่อขับเคลื่อนเตาปฏิกรณ์เวทมนตร์ใต้ดินนี่งั้นเหรอ” เสียงของลูซิอานต่ำลึกและเต็มไปด้วยไอสังหารที่น่ากลัว “ตระกูลขุนนางเบื้องบนรู้เรื่องนี้ด้วยไหม หรือว่ามีแค่คณะผู้บริหารสถาบันที่รู้เห็นเป็นใจ” “คิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลังค่ะ หรือไม่ก็... มีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคอยชักใยอยู่เบื้องหลังอีกทีหนึ่ง” เซเรนตอบเสียงเรียบ ขณะที่ดวงตาคู่คมกวาดมองไปที่แผงควบคุมมานาหลักตรงกลางห้อง “และดูเหมือนว่า ตอนนี้เรากำลังรบกวนเวลาอาหารของพวกมันเข้าเสียแล้วค่ะ” *กริ๊... คร릭... ครืนนน—!* เสียงกลไกโบราณดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว พื้นห้องใต้ดินทั้งหมดสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว ละอองเวทมนตร์สีเทาดำที่เคยลอยวนเวียนอยู่จู่ๆ ก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจำลองเหนือโดมห้องโถงกลายเป็นพายุหมุนขนาดย่อม วงเวทสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นทีละเส้น สายตาทั้งคู่หันขวับไปมองยังใจกลางห้องทันที ที่ตรงนั้น... ใจกลางแท่นบูชามานา รอยแยกขนาดใหญ่บนผนังหินศิลานิลกำลังปริแตกออก เสียงคำรามต่ำๆ ที่สะเทือนไปถึงขั้วหัวใจดังเล็ดลอดออกมาจากความมืดมิดหลังม่านควัน กลิ่นอายกดดันระดับ SSS แผ่ขยายออกมาราวกับคลื่นสึนามิที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกเป็นจุล ไม่ทันที่ใครจะได้ขยับตัว เสียงแจ้งเตือนจากระบบเวทมนตร์ส่วนตัวของเซเรนก็ดังขึ้นในหัว พร้อมกับอักษรสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า [แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบสิ่งมีชีวิตระดับภัยพิบัติ ‘บรรพบุรุษแห่งความมืด’ ตื่นจากการหลับใหล] [เงื่อนไขภารกิจลับระดับ SSS: ค้นพบความจริงเบื้องหลังสถาบันสำเร็จ] [คำเตือน: เป้าหมายกำลังมุ่งตรงมาที่คุณ... ถอยไม่ได้แล้วค่ะ] สิ้นเสียงแจ้งเตือนนั้นเอง เงาดำทะมัดทแมงขนาดมหศาลคู่หนึ่งก็ก้าวพ้นออกมาจากม่านควัน พร้อมกับดวงตาสีแดงก่ำนับสคู่ที่เปิดขึ้นในความมืด พร้อมจ้องมองมาที่พวกเขาทั้งสองคนด้วยความกระหายใคร่รู้! ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไขปริศนาอันลึกล้ำนี้ไปกับความระทึกใจนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศาสตราจารย์ฝึกหัดกับทฤษฎีเวทมนตร์ไร้ขอบเขต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%