"ยินดีต้อนรับสู่บทเรียนบทสุดท้าย... เหล่าผู้สืบทอดที่น่าสมเพชของข้า"
เสียงประกาศก้องที่สะท้อนก้องกังวานอยู่ในโถงโบราณใต้ดินของหอคอยอัสดงยังไม่ทันจางหาย พื้นหินอ่อนสีดำสนิทก็เริ่มสั่นสะเทือนรุนแรง รอยแยกสีม่วงเข้มแผ่ขยายดั่งใยแมงมุมจากแท่นบูชาใจกลางห้อง ไอพลังเวทมืดทมิฬพวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้า ราวกับอสูรกายกำลังตื่นจากการหลับใหลนับพันปี
ลูซิอานเซถอยหลังไปสองก้าว เปลวไฟสีครามในดวงตาของเขาสั่นไหวด้วยความตื่นตระหนก แม้เขาจะเป็นทายาทตระกูลขุนนางเวทมนตร์เก่าแก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเยือกเย็นและพรสวรรค์ แต่แรงกดดันระดับหายนะที่แผ่ซ้ำเติมลงมาจากเบื้องบนกลับทำให้กระดูกทั่วร่างรู้สึกราวกับจะแหลกสลาย
"พลังระดับนี้มัน... บ้าชัดๆ" ลูซิอานกัดฟันกรอด เลือดสีสดไหลซึมออกจากมุมปากจากการฝืนต้านทานแรงโน้มถ่วงเวทมนตร์ที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เขายกมือขึ้นวาดอักขระเวทป้องกันเบื้องหน้า รังสีความร้อนแผดเผาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว แต่เกราะเวทสีครามกลับปริร้าวอย่างรวดเร็วดั่งกระจกเปราะบาง
เซเรนไม่ได้ขยับหนีไปไหน แม้หัวใจของเธอจะเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความรู้สึกด้อยค่าที่เคยฝังรากลึกในใจถูกปัดเป่าทิ้งไปในเสี้ยววินาทีนี้ สมองอันปราดเปรื่องทำงานด้วยความเร็วสูงสุด ดวงตากลมโตหรี่ลงเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างเวทมนตร์ที่กำลังถักทออยู่เบื้องหน้า
*โครงสร้างพลังไม่ได้เสถียร... มีจุดบอดที่มุมองศาแปดสิบห้า*
"ลูซิอาน! อย่าเพิ่งใช้พลังโจมตีสวนกลับ!" เซเรนตะโกนแข่งกับเสียงคำรามก้องของหอคอย มือเรียวบางคว้าแขนเสื้อของเด็กหนุ่มไว้แน่นจนเนื้อผ้าขึ้นรอยยับ "นายกำลังใช้กฎเกณฑ์เวทมนตร์แบบดั้งเดิมต้านมัน ซึ่งมันไม่มีทางทะลวงผ่านเกราะสะท้อนพลังนั้นได้!"
"แล้วจะให้ฉันยืนรอความตายหรือยังไง!" ลูซิอานหันมาตวาดกลับ ดวงตาคู่คมฉายแววตื่นตระหนกที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ความหยิ่งทะนง "เกราะของฉันจะรับได้อีกไม่ถึงสิบวินาทีด้วยซ้ำ!"
"ฟังฉันนะ!" เซเรนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่มั่นคงอย่างประหลาด จนสามารถดึงสติของเด็กหนุ่มให้กลับมาโฟกัสได้ในเสี้ยววินาที "เปลี่ยนการหมุนเวียนมานาในวงจรเวทของนาย จากการเดินหน้าตามเข็มนาฬิกา ให้พลิกกลับด้านเป็นทวนเข็มนาฬิกาสามรอบ แล้วผสานเข้ากับธาตุลมแห่งความว่างเปล่าที่ฉันกำลังจะคำนวณให้!"
ลูซิอานชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ "เธอบ้าไปแล้วหรือไง การพลิกวงจรเวทสวนทางกับกฎพื้นฐาน มันจะทำให้มานาระเบิดใส่ร่างนะ!"
"ถ้าไม่ทำ นายก็ตายตรงนี้ ถ้าทำ... เรายังมีโอกาสรอดห้าสิบเปอร์เซ็นต์" เซเรนยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจแบบเดียวกับที่ศาสตราจารย์อัจฉริยะมักจะแสดงออกมาเวลาเจอโจทย์ยาก "เชื่อฉันสิ ลูซิอาน นายไว้ใจทฤษฎีของฉันมาตลอดไม่ใช่เหรอ?"
ความเงียบงันปกคลุมชั่วเสี้ยววินาทีระหว่างพวกเขาทั้งสอง ท่ามกลางพายุพลังงานสีม่วงที่กำลังโหมกระหน่ำซัดเข้าใส่ ลูซิอานมองใบหน้าของเด็กสาวที่ไม่มีแม้แต่รอย
ความหวาดกลัว มีเพียงประกายความฉลาดเฉลียวที่เจิดจ้าเสียยิ่งกว่าเวทมนตร์บทใดในโลก
*ให้ตายสิ... ยัยตัวแสบ*
ลูซิอานหลับตาลง ตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต เขาหยุดการต้านทานแบบเดิม ปล่อยให้เกราะเวทสีครามแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ แรงกระแทกมหาศาลซัดเข้าใส่ร่างจนเขาสำลักเลือดออกมาคำโต แต่ในวินาทีวิกฤตนั้น เขารวบรวมสมาธิทั้งหมดที่เหลืออยู่ บิดวงจรมานาในกายให้หมุนทวนเข็มตามที่เซเรนบอกอย่างแม่นยำ
"ตอนนี้แหละเซเรน!"
เซเรนไม่รอช้า นิ้วมือเรียวบางกรีดกรายกลางอากาศราวกับกำลังบรรเลงบทเพลงซิมโฟนีอันงดงาม เธอร่ายทฤษฎีเวทมนตร์ไร้ขอบเขตที่คิดค้นขึ้นเองสดๆ ถ่ายทอดคลื่นความถี่พลังงานผ่านตัวเธอบวกกับมานาที่ลูซิอานสะท้อนกลับมา
ตู้มมมม!
เกิดระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะระหว่างเวทต้านพลังของทั้งสองกับคลื่นความกดอากาศมืดมนสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งชั้นใต้ดิน ฝุ่นควันตลบอบอวลจนมองไม่เห็นทาง ลูซิอานทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจากการฝืนใช้พลังงานเกินขีดจำกัด
เซเรนยืนหอบเหนื่อยไม่แพ้กัน เธอกวาดสายตามองผ่านกลุ่มควันหนาทึบเพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ รอยแยกสีม่วงบนแท่นบูชาหยุดขยายตัวแล้ว แสงสว่างสีฟ้าครามผสมผสานกับละอองแสงสีเงินบริสุทธิ์ค่อยๆ เข้าปกคลุมพื้นที่ ทว่า... บรรยากาศกลับไม่ได้สงบลงอย่างที่ควรจะเป็น
ความเงียบอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมแทนที่เสียงคำราม
"ทำได้... แล้วเหรอ?" ลูซิอานพึมพำเสียงแหบพร่า พยายามยันตัวลุกขึ้นยืนโดยใช้ศอกค้ำพื้น
"ยัง..." เซเรนกระซิบตอบ เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเงาร่างหนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นจากใจกลางกลุ่มควัน
ไม่ใช่พลังงานที่หลงเหลือ... แต่มันคือ "ตัวตน"
เงาร่างสูงโปร่งสวมชุดคลุมโบราณก้าวเดินออกมาจากความมืดทีละก้าว เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดัง กัป... กัป... กัป... ราวกับเสียงนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลัง ลมหายใจของเขาส่งกลิ่นอายของความตายและกาลเวลาที่ล่วงเลยมานับพันปี
"น่าสนใจ... ช่างน่าสนใจเสียจริง" น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจดังขึ้น ราวกับก้องมาจากก้นบึ้งของขุมนรก "เด็กมนุษย์สองคน... คนหนึ่งไร้ซึ่งพลังเวทสายตรง แต่อีกคนกลับกล้าทำลายกฎแห่งมานาเพื่อใช้ทฤษฎีต้องห้าม"
เงาร่างนั้นหยุดเดิน ห่างจากพวกเขาไม่ถึงสามก้าว หมวกคลุมสีดำถูกเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าซีดขาวราวกับศพ ดวงตาสองข้างเป็นสีแดงฉานไร้แววตา แต่สิ่งที่ทำให้เซเรนและลูซิอานแทบหยุดหายใจ คือใบหน้าที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านั้น...
มันคือใบหน้าของ "อธิการบดีแห่งสถาบันเวทมนตร์" ผู้ที่หายสาบสูญไปเมื่อสามร้อยปีก่อน และเป็นผู้ก่อตั้งหอคอยแห่งนี้
อธิการบดีผู้ล่วงลับยกยิ้มมุมปากอย่างน่าขนลุก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของทั้งสองคนเย็นเฉียบ
"ในเมื่อพวกเจ้าผ่านบททดสอบแรกมาได้... งั้นก็จงมาเป็น 'ภาชนะ' ให้กับการคืนชีพของข้าซะดีๆ"
สิ้นคำพูดนั้น ประตูทางออกเหล็กกล้าหนาหนักด้านหลังพวกเขาก็ปิดตายลงพร้อมกับเสียงผนึกเวทมนตร์ระดับ SSS ที่สว่างวาบขึ้นเป็นสีแดงฉาน ปิดกั้นทุกหนทางหนี และตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์แบบ!
***
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้เซเรนกับลูซิอานมาจนถึงบทนี้นะคะ มาเอาใจช่วยให้ทั้งคู่รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันในตอนหน้าค่ะ!
ศาสตราจารย์ฝึกหัดกับทฤษฎีเวทมนตร์ไร้ขอบเขต•ตอนที่ 13
ก้าวข้ามขีดจำกัด
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศาสตราจารย์ฝึกหัดกับทฤษฎีเวทมนตร์ไร้ขอบเขต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!