“ถ้าสมองของนายมีความยืดหยุ่นเท่ากับสายกีตาร์เส้นนี้ ป่านนี้เราคงตกลงเรื่องญัตติการพัฒนาพื้นที่สาธารณะเสร็จไปสามรอบแล้วครับคุณวิศวะ”
เสียงใสติดจะเย้ยหยันดังขึ้นท่ามกลางกลิ่นอับชื้นของห้องซ้อมดนตรีใต้ถุนตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ พริมาไม่ได้ลดละสายตาจากการจดบันทึกใส่สมุดเล่มเล็ก เธอยืนพิงโต๊ะไม้ตัวยาวที่มีเศษซากปิ๊กกีตาร์กระจายเกลื่อน ขณะที่สมองส่วนหน้ากำลังประมวลผลข้อมูลเชิงตรรกะเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการดีเบตงานมหาวิทยาลัยที่กำลังจะมาถึงในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า
คีย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาวางกีตาร์โปร่งสีไม้ธรรมชาติพิงไว้กับขาตั้งอย่างเบามือ นิ้วเรียวยาวที่ผ่านการกดคอร์ดมาอย่างโชกโชนเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะรัวๆ สื่อถึงความหงุดหงิดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วหนาชำเลืองมองร่างบางที่แต่งตัวเนี้ยบผิดสถานที่
“พูดมากน่าพริมา สมองฉันไม่ได้มีไว้แค่ท่องจำข้อสอบโต้วาทีเหมือนเธอหรอกนะ” คีย์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะกวนประสาทตามสไตล์หนุ่มวิศวะปากเสีย “โลกความเป็นจริงมันต้องใช้การปฏิบัติจริง ไม่ใช่เอาแต่พูดสวยหรูบนเวทีแล้วหวังว่าโลกจะเปลี่ยนตามปากเธอน่ะ”
“อ๋อเหรอคะ... เอ้ย! ครับ!” พริมาเกือบเผลอหลุดคำพูดติดปากออกมาเพราะความเคยชิน เธอรีบเปลี่ยนสรรพนามและปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงทันทีเมื่อเห็นรอยยิ้มมุมปากของอีกฝ่ายที่จ้องจับผิด “จะบอกว่าโปรเจกต์สร้างตึกคร่อมพื้นที่สวนสาธารณะของพวกนายมันเข้าท่าว่างั้นเถอะ? นั่นมันทำลายระบบนิเวศชัดๆ นายใช้สมองซีกไหนคิดเนี่ย ถึงมองไม่เห็นผลกระทบระยะยาว”
“ซีกที่ใช้หาเงินมาพัฒนาประเทศมั้งครับ” คีย์ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวทีละน้อย สร้างความอึดอัดให้พื้นที่รอบตัวลดลงอย่างรวดเร็ว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางปะปนกับกลิ่นฝุ่นจางๆ ลอยเข้าจมูกพริมาจนเธอต้องเผลอกลั้นหายใจ “เธออยู่ในหอคอยงาช้างนานเกินไปหรือเปล่าพริมา โลกข้างนอกเขาไม่ได้รอให้เธอนั่งยกมืออภิปรายว่าอันไหนถูกศีลธรรมหรอกนะ”
พริมาเม้มปากแน่น ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู เธอเกลียดสายตาเหนือกว่าแบบนั้นของเขา สายตาที่ชอบทำเหมือนเธอเป็นเด็กอมมือที่เอาแต่เพ้อฝัน ทั้งที่ความเป็นจริงเธอนี่แหละที่ต้องแบกรับความคาดหวังของครอบครัวจนหลังแทบหัก มือเรียวกำปากกาในมือแน่นจนข้อต่องอขาวโพลน
“ถ้างั้นพวกนายก็ไปทำโปรเจกต์คนเดียวเลยสิครับ จะลากฉันมาร่วมทีมทำไมตั้งแต่แรก!” พริมาตอกกลับเสียงดัง สะบัดหน้าหนีเพื่อซ่อนประกายความไหววูบในดวงตาที่เกือบจะหลุดรอดออกมา เธอกลัว... กลัวว่าเขาจะมองเห็นความอ่อนแอที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดประธานชมรมโต้วาทีผู้ไร้พ่าย
ห้องซ้อมดนตรีตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ส่งเสียงครางหึ่งๆ แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวผิดจังหวะในอกของคนทั้งคู่ คีย์ชะงักไปเมื่อเห็นไหล่บางสั่นเทาเล็กน้อย ความรู้สึกผิดแปลกประหลาดวิ่งพล่านเข้ามาในอก เขาไม่ได้ตั้งใจจะพูดจาทำร้ายจิตใจเธอให้รุนแรงขนาดนั้น แค่... แค่เวลาเห็นเธอเถียงฉอดๆ ด้วยความมั่นเกินร้อยทีไร มันหมั่นไส้จนอยากจะแกล้งให้ยอมจำนนคาอกทุกที
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว ยอมถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ อย่างคนจนมุม ปากที่มักจะหาเรื่องเก่งตอนนี้กลับเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย แบบที่เจ้าตัวก็ไม่คิดว่าจะหลุดปากออกมา
“...ไม่ได้จะบอกให้ลุยเดี่ยวหรอกน่า” คีย์พึมพำ มองต่ำลงที่พื้นห้อง “ที่ดึงเธอมาเข้ากลุ่มด้วย... ก็เพราะรู้ว่ามีแค่เธอคนเดียวที่กล้าเถียงฉันหน้าดำหน้าแดงแบบนี้แหละ ถ้าไม่ได้ความเห็นบ้าๆ ของเธอมาร่วมแจม โปรเจกต์นี้มันก็คงมีแต่พวกสยบยอมไร้น้ำยาเต็มไปหมด”
พริมาหันขวับกลับมามอง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ คำชมแบบอ้อมโลกที่เจือด้วยความปากแข็งของหนุ่มวิศวะคนนี้ ทำเอาเธอกลืนน้ำลายลงคอแทบไม่ลง เคมีบางอย่างระหว่างพวกเขากำลังหมุนวนเปลี่ยนทิศทางจากสนามรบทางความคิด กลายเป็นแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
“นี่นาย... ชมฉันเหรอครับ?” พริมาเลิกคิ้วถาม น้ำเสียงติดประชดประชันเพื่อกลบเกลื่อนความปั่นป่วนในท้อง
“อย่าสำคัญตัวผิดไปนักเลยพริมา ฉันแค่พูดตามเนื้อผ้า” คีย์รีบปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งสนิท กลบเกลื่อนความเขินอายที่ดันหลุดมาดขรึม เขายื่นมือไปคว้ากีตาร์ขึ้นมาถือไว้ก่อนจะดีดสายเสียงเบสต่ำๆ ขึ้นมาหนึ่งคอร์ดเพื่อตัดบทสนทนาอันตราย “เอาล่ะ พักเรื่องปากจัดแล้วมาเริ่มเขียนสคริปต์ช่วงหักล้างเหตุผลกันใหม่... คราวนี้ขอแบบที่เธอไม่สามารถหาช่องโหว่มาแย้งฉันได้อีกนะ”
พริมาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เธอนั่งลงที่เก้าอี้ เปิดสมุดโน้ตหน้าใหม่แล้วชี้ปลายปากกาไปที่ร่างข้อเสนอของเขา “ฝันไปเถอะครับคุณคีย์ ช่องโหว่ในโปรเจกต์นายมีมากกว่ารังแตนซะอีก เดี๋ยวฉันจะชำแหละให้ดูเป็นข้อๆ เลยคอยดู!”
บทสนทนาที่ดุเดือดแต่แฝงด้วยรอยยิ้มจางๆ เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงสายกีตาร์ที่ถูกบรรเลงคลอเบาๆ เป็นแบ็กกราウンド บรรยากาศในห้องซ้อมที่เคยอึดอัดกลับแปรเปลี่ยนเป็นความใกล้ชิดที่ไร้การป้องกันตัว ทั้งสองคนต่างงัดเอาเหตุผลและวาทศิลป์มาเชือดเฉือนกันอย่างไม่มีใครยอมใคร โดยไม่รู้เลยว่า ทุกๆ ถ้อยคำที่โต้เถียงกันนั้น กำลังร้อยเรียงทำนองเพลงรักบทใหม่ขึ้นมาในหัวใจทีละนิด
ทว่า... ในจังหวะที่พริมากำลังโน้มตัวเข้าไปใกล้เพื่อชี้ให้เห็นจุดบกพร่องในกระดาษแผนผัง จนระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดเข้าที่แก้มเนียนจนคีย์เผลอชะงักมือที่กำลังดีดสายกีตาร์ ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตากลมโตคู่นั้นอย่างเผลอไผล บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกกดปุ่มหยุดเวลา โลกทั้งใบเหลือเพียงเสียงลมหายใจของกันและกัน
แกร๊ก!
เสียงบิดลูกบิดประตูดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับร่างสูงโปร่งของเพื่อนสนิทฝั่งวิศวะที่ผลักประตูเข้ามาโครมใหญ่โดยไม่เคาะสัญญาณเตือนใดๆ ทั้งสิ้น
“เฮ้ย ไอ้คีย์! อาจารย์ฝากให้กูเอาไอ้นี่มาเพิ่ม... อ้าว... ชิบหาย กูขัดจังหวะอะไรพวกมึงหรือเปล่าเนี่ย?”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟังเพลงรักจังหวะหัวใจตอนนี้ด้วยนะครับ!
ดีเบตหัวใจให้ตรงกับจังหวะนายวิศวะ•ตอนที่ 5
ห้องซ้อมดนตรีกับสมรภูมิความคิด
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีเบตหัวใจให้ตรงกับจังหวะนายวิศวะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!