“พูดใหม่อีกทีซิครับ คีย์บอร์ดตัวนี้ราคาเท่าไหร่พริมา?”
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจางๆ ดังขึ้นเหนือศีรษะ ท่ามกลางเสียงจอแจของร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องเสียงขนาดใหญ่ใจกลางสยาม แต่มันกลับชัดเจนราวกับจงใจดึงสติของผมให้หลุดออกจากความเคว้งคว้างที่เพิ่งได้รับจากห้องพักอาจารย์เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน
ผม—พริมา ประธานชมรมโต้วาทีผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร (และแน่นอนว่าไม่เคยยอมแพ้ใครในสภาวะจำนนด้วยหลักฐาน) กะพริบตาปริบๆ ไล่ความมึนงงจากตัวเลขหกหลักบนป้ายราคาออกไปจากหัวสมอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูงโปร่งในเสื้อฮู้ดสีดำสนิทของหนุ่มวิศวะที่ยืนกอดอกมองอยู่
“หูหนวกหรือไงคีย์ ฉันบอกว่าตัวนี้แหละที่เราต้องใช้ทำโปรเจกต์มัลติมีเดียประกอบการนำเสนอทุนต่างประเทศ” ผมเชิดหน้าขึ้น เลี่ยงที่จะแสดงความเป๋ให้เขาเห็น แม้ว่าในใจตอนนี้มันจะสั่นคลอนจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่แล้วก็ตาม
เรื่องทุนต่อต่างประเทศที่ถูกยกเลิกกะทันหันเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ยังคงวนเวียนกรีดแทะอยู่ในอก มันไม่ใช่แค่เรื่องโอกาส แต่มันคือความพยายามตลอดสามปีที่ผมทุ่มเทแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา แต่ตอนนี้... มันกลับพังทลายลงเพราะคำว่า 'งบประมาณแผ่นดินปรับเปลี่ยนกระทันหัน'
“แล้วเธอเอาสมองส่วนไหนคิดว่าเด็กวิศวะงบจำกัดอย่างฉันกับประธานชมรมปากแจ๋วอย่างเธอ จะมีปัญญาหาราคาครึ่งแสนมาละลายเล่นกับโปรเจกต์ส่งเดชแบบนี้?” คีย์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วเข้มจ้องมองผมอย่างจับผิด เขาก้าวเข้ามาประชิดจนกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ เจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้าจมูก “อย่าบอกนะว่าสมองฝ่อๆ ของเธอลืมไปแล้ว ว่าเรามาที่ห้างนี้เพราะอะไร... เรามาหา *อุปกรณ์สำรอง* ราคาประหยัด ไม่ใช่มาเดินช้อปปิ้งของเล่นไฮโซให้เธอลอยหน้าลอยตาประชดชีวิต”
ให้ตายเถอะ ผู้ชายคนนี้นี่มัน... ปากคෝเราะร้ายไม่เคยเปลี่ยน!
ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนเอ่ยปากอาสาแบกสังขารมาเป็น 'เบ๊' ขนของให้ผมที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ (ด้วยเหตุผลรำคาญที่เห็นผมเดินเตร็ดเตร่หน้าหอพักราวกับผีไร้ญาติ) แต่ประโยคที่พ่นออกมาแต่ละคำนี่มันชวนให้หยิบสเกลวัดมุมฟาดกบาลเขาสักทีจริงๆ
“ใครประชดชีวิต! นายอย่ามาพูดจาพล่อยๆ นะคีย์!” ผมตวัดเสียงกลับทันควัน ความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่สะสมมาจากห้องอาจารย์พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจุกที่คอหอย แต่ผมไม่มีวันร้องไห้ต่อหน้าผู้ชายปากร้ายคนนี้เด็ดขาด “ฉันจะเลือกอะไร มันก็เรื่องของฉัน เงินก็เงิน... เออ ช่างหัวเงินฉันเถอะน่า!”
ผมเกือบหลุดปากเรื่องทุนถูกยกเลิกไปแล้ว ดีนะที่เบรกตัวเองไว้ทัน
ถ้าคีย์รู้ว่าผมกำลังเคว้งเพราะความฝันพังทลาย เขาต้องใช้สายตานิ่งๆ แบบนั้นมองผมด้วยความสมเพช หรือไม่ก็พูดจาถากถางตามสไตล์หนุ่มวิศวะซึนแตกที่ชอบทำตัวเป็นพ่อคนที่สอง... ซึ่งผมเกลียดที่สุด
“เงินเธอมันไม่ได้งอกมาจากต้นไม้นะพริมา” คีย์ถอนหายใจพรวดใหญ่ เขาเอื้อมมือมาคว้าข้อมือผมที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบกล่องอุปกรณ์ชิ้นนั้น แรงบีบไม่ได้รุนแรง แต่มันมั่นคงและอบอุ่นจนน่าประหลาด “อีกอย่าง... หน้าตาเธอมันฟ้องชัดเจนว่ากำลังสติหลุดตั้งแต่เดินออกจากคณะแล้ว ยัยตัวแสบ”
ผมชะงัก นิ้วมือแข็งค้างกลางอากาศ ดวงตาของเราสบกันนิ่งท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินสวนไปมาในร้าน
คำพูดของเขาคมกริบจนผมเผลอกลั้นหายใจ
*หมอนี่... สังเกตเห็นตั้งแต่ตอนนั้นเลยงั้นเหรอ?*
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ปล่อยมือฉันได้แล้ว” ผมพยายามบิดข้อมือออกจากการกุมกระชับนั้น แต่คีย์กลับกระชับมือแน่นขึ้นอีกนิด ปลายนิ้วโป้งของเขาเผลอลูบผ่านผิวเนื้อตรงข้อมือเบาๆ อย่างลืมตัว และการกระทำนั้นก็ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจผมกระโดดข้ามจังหวะไปอย่างน่ารำคาญ
“ปากแข็ง” คีย์พึมพำเสียงเบา สายตาที่เคยกวนประสาทเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งลึกที่อ่านยาก “ถ้าไม่อยากพูด ก็ไม่ต้องพูด... แต่เลิกทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้สักที มันน่ารำคาญลูกตาชะมัด”
ให้ตายเถอะ! ถึงจะด่าว่าน่ารำคาญ แต่ทำไมน้ำเสียงของเขาถึงได้เจือความอ่อนโยนประหลาดแบบนั้นล่ะ
“ฉันไม่ได้จะร้องไห้!” ผมเถียงเสียงแข็ง กลั้นก้อนสะอื้นที่ตีตื้นขึ้นมาจนแสบคอ “นายต่างหากที่น่ารำคาญ! ไหนว่าจะพามาหาอุปกรณ์ทำโปรเจกต์ ทำไมถึงได้แต่ยืนบ่นเป็นคนแก่แบบนี้ห๊ะ คีย์วิศวะขี้บ่น!”
“หึ บ่นเพราะหวังดีหรอกน่า” เขาว่าพลันปล่อยมือจากข้อมือผมอย่างเสียดาย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบอุปกรณ์ราคาประหยัดรุ่นที่ฟังก์ชันใช้งานได้จริงและราคาย่อมเยาลงมาใส่ไว้ในรถเข็นแทน “อันนี้แหละเวิร์กสุด งบไม่บานปลายแถมเสียงไม่เพี้ยนด้วย... ลองเอาไปเทสดูก่อนสิ ประธานพริมา”
ผมมองตามแผ่นหลังกว้างของคนที่หันไปหยิบสายเคเบิลต่อพ่วงต่อหน้าต่อตา ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านเข้ามาในอกอย่างห้ามไม่อยู่ ท่ามกลางวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตนักศึกษาปีสาม โลกทั้งใบพังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา แต่ไอ้หนุ่มวิศวะปากร้ายที่ชอบกวนประสาทผมทุกเช้าค่ำคนนี้ กลับยืนอยู่ตรงนี้... คอยจัดการเรื่องยุ่งยากและดึงผมกลับมาจากขอบเหวแห่งความดิ่งได้อย่างแนบเนียน
เราเดินเลือกซื้อของกันต่อเงียบๆ ความเงียบที่ไม่น่าอึดอัด มีเพียงเสียงฝีเท้าและเสียงดนตรีคลอเบาๆ จากลำโพงในห้าง จนกระทั่งเราเดินมาถึงโซนเครื่องดนตรีด้านในสุด
ที่ตรงนั้นมีกีตาร์โปร่งตัวหนึ่งตั้งโดดเด่นอยู่บนแท่นโชว์ สีไม้ธรรมชาติเคลือบเงาขับให้ลายไม้ดูโดดเด่นสะดุดตา เป็นรุ่นลิมิเต็ดที่ผมรู้ว่าคีย์เคยมองมันด้วยสายตาแบบไหนผ่านกระจกตู้โชว์เมื่อเดือนก่อน
“นายอยากลองเล่นดูไหม?” ผมเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน พลางพยักพายไปยังทิศทางของเจ้ากีตาร์ตัวนั้น
คีย์หยุดเดิน เขาสฤกมองตามสายตาผม แววตาไหววับไปชั่วขณะก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยตามฟอร์ม “ไม่ต้องห려ก ของแพงระยับแบบนั้น ดีดไปก็เปล่าประโยชน์”
“ปากแข็งอีกแล้วนะ” ผมยิ้มมุมปาก เดินนำเข้าไปใกล้แท่นโชว์ หยิบปิ๊กกีตาร์ที่วางอยู่แถวนั้นขึ้นมาส่งให้เขา “ไหนๆ ก็มาเดทแรก... เอ๊ย! ไม่ใช่! หมายถึงมาหาซื้อของด้วยกันทั้งที ลองสักเพลงสิ ฉันอนุญาต”
คำพูดพลั้งปากของตัวเองทำให้ผมเกือบกัดลิ้นตัวเอง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ รีบเสมองทางอื่นทันทีเพื่อกลบเกลื่อนความรนลาน
คีย์ชะงักไปนิด มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่นานๆ ครั้งจะได้เห็น และมันมีอานุภาพทำลายล้างหัวใจคนมองได้รุนแรงเสียเหลือเกิน
“เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ... เดทแรกเหรอ?” เขาทวนคำด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่าที่จงใจลากเสียงยาว ชวนให้ใจเต้นตึ้กตัก
“ใครพูด! นายหูฝาดไปเองต่างหาก!” ผมแหวใส่หน้าเขาเสียงดังกลบเกลื่อนความเขิน
คีย์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่อบอุ่นและมีเสน่ห์จนผมแทบลืมหายใจ เขารับปิ๊กกีตาร์จากมือผมไปถือไว้ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกีตาร์ตัวนั้นออกจากแท่นโชว์อย่างทะนุถนอม ร่างสูงก้าวถอยหลังไปพิงกับผนังกระจกที่มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ยามเย็น ท่าทางของเขาตอนที่จัดท่าทางให้เข้าที่นั้นเท่จนละสายตาไม่ได้เลยจริงๆ
นิ้วเรียวยาวเริ่มดีดสายกีตาร์เป็นทำนองเพลงช้าๆ ท่วงทำนองที่คุ้นเคย... มันคือเพลงที่เขาเคยเล่นให้ผมฟังในห้องซ้อมดนตรีเมื่อสัปดาห์ก่อน เพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง มีเพียงเสียงดนตรีที่สื่อความหมายแทนทุกคำพูด
เสียงกีตาร์โปร่งก้องกังวานท่ามกลางผู้คนในห้าง แต่ในเวลานี้... โลกทั้งใบราวกับถูกกดปุ่มปิดเสียง เหลือเพียงเสียงดนตรีและสายตาคู่คมที่มองตรงมาที่ผมคนเดียว
ผมยืนนิ่ง งوงงและเคลิบเคลิ้มไปกับท่วงทำนองนั้น ความเครียดเรื่องทุนการศึกษาที่ถมทับอยู่ในอกเมื่อครู่ คล้ายถูกปัดเป่าให้จางหายไปด้วยปลายนิ้วของเขา
เพลงดำเนินมาถึงท่อนฮุก คีย์หยุดดีดกระทันหัน เขาวางกีตาร์พาดไว้กับลำตัว ขยับตัวเข้ามาใกล้ผมอีกก้าว จนระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงคืบเดียว ลลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดอยู่บนหน้าผากผม
“พริมา...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อผมแผ่วเบา ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาผมราวกับจะค้นหาความจริงบางอย่าง
“อะ... อะไรอีกเล่า” ผมใจเต้นแรงจนกลัวว่าเขาจะได้ยินเสียงมัน
คีย์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนผมต้องเผลอหลับตาปี๋ หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับกลองชุดในวงร็อก ปลายนิ้วอุ่นๆ ของเขาเอื้อมมาปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากออกให้อย่างแผ่วเบา
“ถ้าวันไหนโลกมันใจร้ายกับเธอจนทนไม่ไหว...”
เสียงกระซิบกระซอนดังชิดริมหู ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
“...จำไว้ว่ายังมีฉัน ที่พร้อมจะเป็นจังหวะให้เธอเดินต่อเสมอนะครับ”
พริมาเบิกตากว้าง หัวใจกระดอนขึ้นมาอยู่ที่คอหอยเมื่อความอบอุ่นและสายตาจริงจังที่คาดไม่ถึงพุ่งตรงเข้ากระแทกกลางใจ แต่วินาทีที่ผมกำลังจะอ้าปากเถียงเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน...
*พรึ่บ!*
แสงไฟทั่วทั้งห้างสรรพสินค้าดับวูบลงพร้อมกัน ความมืดมิดเข้าปกคลุมพื้นที่ทันที เสียงผู้คนส่งเสียงฮือฮาตกใจดังเซ็งแซ่ทั่วบริเวณ
ในความมืดที่มองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วมือ มีเพียงสัมผัสอุ่นจัดของฝ่ามือใหญ่ที่เอื้อมมาคว้ามือผมไว้แน่น ลากให้ผมวิ่งตามเขาไปในความอลหม่าน ท่ามกลางเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามจนแทบหลุดออกมาจากอก และเสียงกระซิบแผ่วเบาของคีย์ที่ลอยมาตามลมในความมืด——
“จับมือฉันไว้แน่นๆ ยัยตัวแสบ... อย่าหลงทางล่ะ”
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาโบยบินและอินไปกับจังหวะหัวใจของคีย์กับพริมาในตอนนี้นะครับ!
ดีเบตหัวใจให้ตรงกับจังหวะนายวิศวะ•ตอนที่ 11
เดทแรกที่ไม่ใช่เดท
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีเบตหัวใจให้ตรงกับจังหวะนายวิศวะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!