เสียงหัวเราะเยาะในลำคอของบุคคลที่สามดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันของออฟฟิศยามวิกาล บรรยากาศที่เคยคุกรุ่นไปด้วยแรงปะทะคารมระหว่างผมกับมินนี่เมื่อครู่พลันแข็งค้างลงทันที ผมปรายตามองผู้มาใหม่—ไอ้กรณ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดจอมจุ้นที่มักจะปรากฏตัวในเวลาที่ไม่ควรอยู่เสมอ รอยยิ้มพายเรือในอ่างบนใบหน้าของมันชวนให้รู้สึกหงุดหงิดจนต่อมความอดทนแทบระเบิด
"ถ้าว่างมากนัก ก็เอาเวลาไปตรวจสเปกงานพิมพ์ให้มันเรียบร้อยซะ กรณ์" ผมกดเสียงต่ำ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อบังร่างของมินนี่เอาไว้โดยสัญชาตญาณ แม้ปากจะเอ่ยไล่ แต่นัยน์ตากลับคมกริบราวกับใบมีดที่พร้อมเชือดเฉือน
"โอ๊ะ ๆ ใจเย็นน่าพี่คินน์ ผมแค่ผ่านมาเห็นไฟออฟฟิศยังเปิดอยู่ นึกว่าขโมยขึ้นเสียอีก... ที่ไหนได้ เห็นคู่กัดประจำออฟฟิศกำลังเคลียร์ใจกันแบบแนบชิดติดขอบโต๊ะทำงานซะนี่" กรณ์ไหวไหล่ด้วยท่าทางกวนประสาท สายตาเจ้าเล่ห์เหลือบมองข้ามไหล่ผมไปยังมินนี่ที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ ตั้งสติกับสถานการณ์ตรงหน้า
มินนี่ผุดลุกขึ้นยืนพรวดพราดจนเก้าอี้หมุนไถลถอยหลังไปกระแทกกับชั้นวางเอกสารเสียงดังสนั่น เธอยกมือขึ้นเสยผมลวก ๆ ใบหน้าที่เคยซีดเซียวเมื่อครู่กลับมีเลือดฝาดขึ้นมาทันทีด้วยความเคือง "พูดมากน่าคุณกรณ์ ถ้าไม่มีงานอะไรทำนัก เชิญกลับไปนอนกอดหมอนข้างที่บ้านเถอะค่ะ... เอ๊ย กลับไปซะเถอะครับ!" เผลอหลุดปากเกือบโป๊ะแตก แต่เธอก็แก้คำพูดได้อย่างทันท่วงที ท่าทางลนลานแต่ม2ากดดันแบบนั้นทำเอาผมเผลอระบายยิ้มบางเบาออกมาโดยไม่รู้ตัว
"โอเค ๆ ผมไม่กวนเวลาส่วนตัวของคนมีความรัก เอ๊ย คนทำงานหนักก็1ได้ครับ เชิญพวกคุณเคลียร์โปรเจกต์กันตามสบายนะคร้าบ" กรณ์ยกมือยอมแพ้ระดับหัวเราะหึ ๆ ในลำคอ ก่อนจะหมุนตัวเดินนิ่ม ๆ ออกจากห้องไป พร้อมกับเสียงปิดประตูที่ดังขึ้นเบา ๆ ทว่าก้องกังวานในความรู้สึก
เมื่อความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งอึดอัดกว่าเดิม ความเป็นสุภาพบุรุษบอกผมว่าควรจะเอ่ยปากไล่เธอกลับห้องพักได้แล้ว แต่พอหันไปมองสภาพของกราฟิกสาวจอมดื้อคนนี้... คำพูดพวกนั้นก็กลืนหายไปในลำคอทันที
ขอบตาของมินนี่คล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากแห้งผากจากการไม่ได้จิบน้ำมาหลายชั่วโมง ร่างกายที่ผอมบางอยู่แล้วดูราวกับจะปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อหากมีลมพัดผ่าน เธอไม่ได้แกร่งอย่างที่ปากว่า เธอแค่ "ฝืน" จนถึงขีดจำกัดต่างหาก
"มองอะไรคะพี่คินน์ หน้าฉันมีรอยหมึกพิมพ์ติดอยู่หรือไง" เธอยังคงพยายามเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้เสียงจะแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย
"เลิกทำตัวอวดเก่งสักวันจะตายไหม มินนี่" ผมถอนหายใจยาว ยื่นมือไปคว้าแก้วกาแฟเย็นที่ละลายจนจืดชืดบนโต๊ะของเธอออกห่าง แล้วดันแก้วน้ำอุ่นที่ผมเพิ่งกดมาจากตู้กดน้ำเมื่อครู่ไปตรงหน้าเธอแทน "ดื่มซะ อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำสอง"
มินนี่ทำท่าจะอ้าปากเถียงตามนิสัย แต่พอสบเข้ากับแววตาจริงจังที่เจือความห่วงใยของผม เธอก็ชะงัก งmบปากลงแล้วยอมรับแก้วน้ำอุ่นไปถือไว้ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยยามสัมผัสความอุ่นจากแก้ว
"ฉัน... ฉันแค่อยากให้งานมันออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด" เสียงเธอดำดิ่งลงแผ่วเบา ราวกับกำลังสารภาพความอ่อนแอออกมาให้ผมได้ยินเป็นครั้งแรก "พี่ก็รู้ว่าถ้าโปรเจกต์นี้พัง ฉันไม่มีทางเลือกอื่น... ฉันไม่อยากกลับไปในที่ที่พวกเขาคอยบงการชีวิตฉันอีกแล้ว"
ประโยคสั้น ๆ นั้นกระชากความรู้สึกของผมให้วูบไหว ปมในอดีตของเธอเกี่ยวกับการถูกควบคุมบงการจากครอบครัวไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และผม—คนที่เกลียดการสูญเสียการควบคุมที่สุดในชีวิต—กลับเข้าใจความรู้สึกนั้นดีกว่าใคร
ผมดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งลงตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่กี่คืบ จนได้กลิ่นหอมจาง ๆ ของแชมพูเด็กที่เธอใช้ลอยมาแตะจมูก "ฟังผมนะ มินนี่... คุณเก่งมากพอแล้ว และงานชิ้นนี้มันดีเกินกว่าที่คุณจะต้องมานั่งทรมานตัวเองแบบนี้" ผมเว้นจังหวะ มองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้น "หยุดพักเถอะครับ ที่เหลือ... เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง"
มินนี่เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ เธอกัดริมฝีปากล่าง "แต่... แต่นี่มันงานฉันนะพี่"
"ในฐานะหัวหน้าโปรเจกต์ ผมมีสิทธิ์สั่งให้ลูกน้องพักผ่อนก่อนที่สมองจะพังไปมากกว่านี้" ผมพูดเสียงเรียบแต่เด็ดขาด ก่อนจะเอื้อมมือออกไป... ปลายนิ้วของผมแตะลงบนเส้นผมที่หลุดลุ่ยไม่เป็นทรงของเธออย่างแผ่วเบา ตั้งใจจะปัดมันให้พ้นใบหน้า แต่จังหวะที่ปลายนิ้วสัมผัสกับผิวแก้มเนียนนุ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ ลมหายใจของเธอก็สะดุดกึก ดวงตากลมโตคู่นั้นมองค้างมาที่ผม ราวกับถูกมนต์สะกดตรึงไว้กับที่
ห้องทำงานทั้งห้องเงียบสนิทจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นโครมครามแข่งกับนาฬิกาบนผนัง เคมีบางอย่างกำลังเดือดพล่านอยู่กลางอากาศ ความซึนและปากจัดที่เคยมีหายลายกลายเป็นอากาศธาตุ เหลือเพียงสายตาที่สื่อความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำมาอธิบาย
มินนี่หลบสายตาผมก่อน เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ "พี่คินน์... คือว่า..."
เธอยังพูดไม่ทันจบประโยคดี ร่างกายที่ฝืนใช้งานมาข้ามวันข้ามคืนก็หมดแรงเอาดื้อ ๆ เปลือกตาของเธอปิดสนิทลงทันที ศีรษะเล็ก ๆ เอียงซบลงมาซบกับหัวไหล่ของผมโดยไม่ทันตั้งตัว ลมหายใจอุ่น ๆ รดรินอยู่ตรงลาดไหล่ พร้อมกับน้ำหนักตัวที่ทิ้งดิ่งลงมาพิงผมไว้ทั้งร่าง
ผมชะงักค้าง ปล่อยมือค้างกลางอากาศอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะค่อย ๆ วาดวงแขนโอบประคองร่างบางนั้นเข้ามาแนบอกอย่างระมัดระวัง กลัวเหลือเกินว่าหากขยับแรงเกินไปจะปลุกเธอให้ตื่นจากความเหนื่อยล้า
"ให้ตายสื้อ... ดื้อไม่เข้าเรื่องเลยนะคุณ" ผมกระซิบพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ทั้งเอ็นดู ทั้งห่วงใย และใจเต้นแรงจนควบคุมแทบไม่อยู่
ในจังหวะที่ผมกำลังก้มมองใบหน้ายามหลับใหลของเธอที่แนบชิดอยู่กับอกนั้นเอง เสียงฝีเท้ารelentless ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องกระจก... ตามด้วยเงาร่างคุ้นเคยของใครบางคนที่ยืนมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านกระจกใส พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่แฝงความหมายบางอย่างไว้เต็มประดา
มือที่กำลังจะเอื้อมไปเกลี่ยผมให้เธอนิ่งค้างทันที เมื่อผมเงยหน้าขึ้นสบตากับบุคคลที่ก้าวเข้ามาใหม่โดยไม่เคาะประตูก่อน... คนที่ควรจะอยู่ที่อื่นในเวลานี้
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมกำลังใจให้กันเสมอนะครับ
เซฟโซนของคนคลั่งงานกับโปรเจกต์กวนประสาท•ตอนที่ 7
มุมที่ซ่อนอยู่
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนคลั่งงานกับโปรเจกต์กวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!