เสียงกุกกักของแป้นพิมพ์ที่ถูกกระแทกด้วยแรงอารมณ์ดังแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่กำลังเร่งความเย็นจนเฉียบขาด มินนี่ใช้ปลายนิ้วเรียวเล็กกดเซฟไฟล์งานโปรเจกต์ใหญ่เป็นครั้งที่สิบของชั่วโมงนี้ ไม่ใช่เพราะเธอกลัวไฟล์หาย แต่เพราะมันคือการระบายความหงุดหงิดใส่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทางอ้อม หลังจากที่ประตูห้องประชุมกระจกบานนั้นเพิ่งปิดลง และทิ้งความระอุแปลกๆ ไว้เบื้องหลัง
หัวใจของเธอยังคงเต้นผิดจังหวะ—ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นความรั้นที่ถูกสะกิดจนพองฟู
“ถ้ายังจัดหน้ากระดาษแบบนี้อีกรอบ ผมเกรงว่ากระดาษรีไซเคิลบนโต๊ะคงต้องถูกเปลี่ยนเป็นถังขยะเปียก เพราะมันไร้ค่าพอๆ กับไอเดียเมื่อกี้ของคุณ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบจนน่าหมั่นไส้ดังขึ้นจากมุมห้อง คินน์นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำ แผ่นหลังพิงพนักอย่างผ่อนคลาย ทว่าดวงตาสีเข้มภายใต้กรอบแว่นสายตากลับจดจ้องหน้าจอแท็บเล็ตในมือราวกับจะเจาะทะลุให้เป็นรู เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเธอด้วยซ้ำตอนที่พ่นคำพูดเชือดเฉือนนั้นออกมา
มินนี่สูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับร่างสูงที่นั่งลอยชายเป็นนาย The Boss อยู่คนเดียวในห้องประชุมยามค่ำคืน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดันแบบที่สถาปนิกหนุ่มชอบสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในกำมือ แต่วันนี้... เธอมันพวกเกลียดการอยู่ในกำมือใครเสียด้วยสิ
“ถ้าไอเดียของฉันมันไร้ค่าจนคุณต้องมานั่งจับผิดถึงเที่ยงคืนขนาดนี้ ฉันแนะนำให้คุณกรุณาเอาเวลาไปกินยานอนหลับแล้วฝันเอาเองเถอะค่ะ... เอ้ย... เถอะครับ!” มินนี่เกือบหลุดสำนวนคุ้นปาก รีบแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเหลือบไปเห็นมุมปากของคนตรงข้ามที่กระตุกขึ้นอย่างได้ใจ
“หึ ปากเก่งจังนะ” คินน์วางแท็บเล็ตในมือลงบนโต๊ะกระจกเสียงดัง ‘ปัง’ เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ศอกทั้งสองข้างท้าวลงบนเข่า แววตาคมกริบกวาดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ปากดีแบบนี้ ตอนโดนแก้แบบรอบที่สี่เมื่อกี้ ทำไมถึงไม่เห็นเถียงเก่งแบบนี้บ้างล่ะครับ หรือว่าสมองส่วนประมวลผลมันรันไม่ทันตอนดึกๆ”
“ฉันไม่ได้รันไม่ทัน ฉันแค่กำลังสงสารคุณต่างหาก” มินนี่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เสียเปรียบเชิงจิตวิทยา แม้ว่าส่วนสูงของเธอจะอยู่แค่ระดับหัวไหล่ของเขาพอดิบพอดีก็ตาม “คนอะไร ใช้เวลาทั้งวันไปกับการหาข้อบกพร่องของชาวบ้าน ชีวิตไม่มีความสุขเหรอครับคุณสถาปนิก ถึงได้เอาความเครียดมาลงกับกราฟิกดีไซเนอร์หน้าตาดีอย่างฉันเนี่ย”
คินน์ชะงักไปนิด ดวงตาสมบูรณ์แบบคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย ประเมินคำพูดและท่าทีของหญิงสาวตรงหน้า รอยยิ้มมุมปากที่เคยประดับอยู่หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาพิจารณาที่ทำเอามินนี่เริ่มรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ที่ฝ่ามือ
“หน้าตาดีเหรอครับ?” คินน์ทวนคำ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นโทนต่ำพร่าที่ชวนให้ขนลุกเกรียว เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวช้าๆ เข้ามาหาเธอทีละก้าวราวกับเสือดาวที่กำลังต้อนเหยื่อเข้ามุม “อืม... ก็พอใช้ได้ ถ้าไม่ติดว่านิสัยดื้อรั้นจนน่าจับตีมือสักทีสองที”
มินนี่ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวเมื่อร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นกาแฟเข้มๆ ลอยเข้ามาแตะจมูก ปลุกสัญชาตญาณการป้องกันตัวของเธอให้ทำงานลั่นเอี๊ยด พื้นที่ในห้องประชุมที่เคยดูกว้างขวาง กลับแคบลงถนัดตาเมื่อคินน์หยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างกันแค่ก้าวเดียว
“คุณ... ถอยไปหน่อยสิครับ บรรยากาศในห้องมันอึดอัดนะ” มินนี่พยายามดึงเสียงให้แข็งกร้าว แต่ปลายเสียงกลับสั่นระริกอย่างน่าประณาม
“อึดอัดเหรอ?” คินน์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนเธอต้องเงยหน้ามอง ปลายจมูกแทบจะชนกันถ้าเธอขยับเข้าไปอีกนิด “ผมว่าเมื่อกี้ตอนเถียงผม คุณไม่ได้ดูอึดอัดเลยนะมินนี่ หรือว่าจริงๆ แล้ว... คุณกำลังตื่นเต้น?”
“บ้าสิ! ใครตื่นเต้น คุณนี่มัน...”
คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อจู่ๆ คินน์ก็ยื่นมือหนามาปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากของเธอออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วที่ปัดผ่านผิวแก้มทำเอาสมองของมินนี่ขาวโพลนในเสี้ยววินาที ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงกับความกล้าหาญของคนตรงข้าม
นี่มันเกินขอบเขตงานไปไกลโขแล้วนะ!
คินน์เองก็ชะงักไปชั่วครู่เมื่อได้สัมผัสความนุ่มเนียนนั้น สายตาของเขาไหววับ สะท้อนเงาร่างของเธอในแววตาสีเข้ม ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างเขaและเธอ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามดังสะท้อนอยู่ในอกของมินนี่ จนเธอภาวนาขอให้เขาไม่ได้ยินมัน
ร่างสูงก้มหน้าลงมาอีกนิด กระซิบเสียงพร่าชิดริมใบหู จนขนอ่อนลุกชันไปหมด
“ทำงานต่อให้เสร็จซะ ถ้าไม่อยากให้ผมลงโทษด้วยวิธีอื่น...”
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนลิฟต์โดยสารด้านนอกดังขึ้นตัดบรรยากาศตึงเครียดและชวนใจสั่นกระเจิง ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เดินตรงมายังประตูกระจกห้องประชุม คินน์ผละตัวออกอย่างเสียดายเล็กน้อย เขายืดตัวตรงแล้วจัดเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่ด้วยท่าทีมาatนิ่งดังเดิม ในขณะที่มินนี่ยังคงยืนแข็งทื่อ หน้าแดงก่ำทำอะไรไม่ถูก
ปัง!
ประตูกระจกถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบกริบผู้เป็นเจ้าของบริษัทก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกริ่ม ก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นสภาพของคนทั้งคู่ที่ยืนใกล้กันเกินความจำเป็น
“อุ๊ปส์... ผมมาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าครับเนี่ย... พี่คินน์ น้องมินนี่?”
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับผมนะครับ โครโนสทริกเกอร์
เซฟโซนของคนคลั่งงานกับโปรเจกต์กวนประสาท•ตอนที่ 6
นัดประชุมนรก
ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนคลั่งงานกับโปรเจกต์กวนประสาท นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!